background-default

วันพุธ ที่ 14 มกราคม 2569

Login
Login

“ภูมิธรรม”ถก ทูตญี่ปุ่น ดึงลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่

“ภูมิธรรม”ถก ทูตญี่ปุ่น ดึงลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่

ภูมิธรรม หารือ ทูตญี่ปุ่น กระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้า ผลักดันส่งออกสินค้าเกษตรไทยไปตลาดญี่ปุ่นเพิ่ม พร้อมชักชวนนักลงทุนชาวญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในพื้นที่ EEC ในอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์สมัยใหม่ เครื่องมือแพทย์และพลังงานสะอาด

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้หารือกับนายโอตากะ มาซาโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย (ทูตญี่ปุ่น) เมื่อวันที่ 13 มิ.ย.ที่ผ่านมา  โดยไทยและญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดและยาวนาน จนเมื่อปี 2565 ได้ยกระดับเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน” ซึ่งในการพบกันครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้เน้นย้ำการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้า ผ่านการใช้สิทธิประโยชน์จากความตกลง FTA ที่มีอยู่

โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยภายใต้ความตกลง JTEPA เช่น กล้วยหอมทองไปตลาดญี่ปุ่น โดยปีนี้ กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับภาคเกษตรกรไทยทำสัญญาซื้อขายกับผู้นำเข้าญี่ปุ่นเพื่อเตรียมส่งออกกล้วยหอมทองไปตลาดญี่ปุ่นแล้ว จำนวน 5,000 ตันต่อปี และจะเพิ่มปริมาณการส่งออกอีกในปีต่อ ๆ ไป

นอกจากนี้ ไทยได้ขอให้ญี่ปุ่นสนับสนุนสินค้าน้ำตาลทรายที่ปัจจุบันญี่ปุ่นยังเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมในอัตราที่สูง โดยขอให้ญี่ปุ่นพิจารณาให้เจ้าหน้าที่ระดับเทคนิคหารือกัน เพื่อนำไปสู่การลดภาษีต่อไป

“ภูมิธรรม”ถก ทูตญี่ปุ่น ดึงลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่

ญี่ปุ่นกับไทยถือเป็นพันธมิตรสำคัญในห่วงโซ่อุตสาหกรรมมาโดยตลอด โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ของญี่ปุ่นที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทยกว่า 60 ปี ซึ่งผมได้เชิญชวนนักลงทุนญี่ปุ่นเข้ามาขยายการลงทุนในไทยเพิ่มเติมในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ทั้งที่เป็นยานยนต์สันดาปและยานยนต์สมัยใหม่ เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ให้กับญี่ปุ่นต่อไป และยังได้เชิญชวนนักลงทุนญี่ปุ่นมาลงทุนในพื้นที่ EEC สำหรับอุตสาหกรรมชั้นนำอื่น ๆ ที่ญี่ปุ่นมีศักยภาพ อาทิ เครื่องมือแพทย์ หุ่นยนต์ และพลังงานสะอาด อีกด้วย”นายภูมิธรรม กล่าว

สำหรับความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญา เป็นที่น่ายินดีที่ญี่ปุ่นได้รับจดทะเบียนสินค้า GI ของไทยไปแล้ว 2 สินค้า ซึ่งสับปะรดห้วยมุ่นเป็นสินค้าต่อไปที่คาดว่าจะได้รับการจดทะเบียนในเดือนสิงหาคม ศกนี้ โดยทั้งสองฝ่ายพร้อมที่จะต่อเนื่องความร่วมมือในการคุ้มครอง GI ของทั้ง 2 ประเทศ ต่อไป

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้แสดงความยินดีที่ประเทศหุ้นส่วนกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอินโด -แปซิฟิก หรือ IPEF ได้ร่วมสรุปความตกลงฯ ในเสาที่ 2 เรื่องห่วงโซ่อุปทาน เสาที่ 3 เรื่องเศรษฐกิจที่สะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเสาที่ 4 เรื่องเศรษฐกิจที่เป็นธรรม ซึ่งไทยกับญี่ปุ่นพร้อมร่วมผลักดันในการเจรจาเพื่อหาข้อสรุปร่วมกันในเสาที่ 1 เรื่องการค้า ให้ได้ข้อสรุปโดยเร็วต่อไป

โดยญี่ปุ่นก็พร้อมที่จะขับเคลื่อนการดำเนินงานภายใต้กรอบ IPEF ที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระหว่างไทย ญี่ปุ่น และประเทศหุ้นส่วนในภูมิภาคด้วยเช่นกัน

ปัจจุบัน ญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของไทย โดยในช่วง 4 เดือนของปี 2567 (ม.ค. – เม.ย.) มีมูลค่าการค้ารวม 17,110.98 ล้านดอลลาร์ โดยเป็นการส่งออกมูลค่า 7,566.16  ล้านดอลลาร์ และเป็นการนำเข้ามูลค่า 9,544.83 ล้านดอลลาร์

สินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปยังญี่ปุ่น ได้แก่

  • รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ
  • ไก่แปรรูป
  • เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น ๆ
  • เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล
  • เคมีภัณฑ์ เป็นต้น

สินค้านำเข้าสำคัญของไทยจากญี่ปุ่น ได้แก่

  • เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์
  • เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ
  • เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ
  • ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์
  • เคมีภัณฑ์ เป็นต้น