นางอวยพร ราชเล็ก เกษตรกรดีเด่น สาขาบัญชีฟาร์ม จังหวัดพัทลุง ผู้รับคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรดีเด่น สาขาบัญชีฟาร์ม ประจำปี 2567 ระดับประเทศ เปิดเผยว่า มีความคิดริเริ่มในการทำบัญชีมาตั้งแต่ปี 2540 เนื่องจากครอบครัวประสบปัญหาทางการเงินและคิดว่าควรทำอย่างไรให้มีรายได้เสริมเพิ่มขึ้นหรือลดรายจ่ายลง จึงเข้าไปขอรับองค์ความรู้ด้านการทำบัญชีครัวเรือนจากสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์พัทลุง
โดยมุ่งมั่นในการนำความรู้ทางบัญชีไปวิเคราะห์ต้นทุน เพื่อแก้ไขปัญหาในการประกอบอาชีพ หลังจากได้มีการบันทึกบัญชี ทำให้รู้ว่างานเกษตรที่ทำอยู่ มีต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกัน จึงได้นำข้อมูลทางบัญชีที่มีการบันทึกไว้มาดูย้อนหลัง เพื่อหาวิธีแก้ไขปัญหาในเรื่องการลดต้นทุนอาชีพ พัฒนาควบคู่ไปกับการทำสวนเกษตรผสมผสาน โดยการยกเลิกการใช้ปุ๋ยเคมีที่มีราคาต้นทุนสูงมาใช้เป็นปุ๋ยหมักแทน ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตลดลง มีรายได้เพิ่มขึ้น และทำให้ฐานะทางการเงินดีขึ้นตามลำดับ
หลังจากที่สามารถพึ่งพาตนเองและครอบครัวผ่านวิกฤติด้านเศรษฐกิจไปได้ จึงมีแนวคิดในการถ่ายทอดความรู้ด้านบัญชี เผยแพร่สิ่งที่ตนเองทำและประสบความสำเร็จไปสู่ผู้คนในชุมชน เยาวชนและผู้ที่สนใจทั่วไป โดยเปิดศูนย์เศรษฐกิจพอเพียงและศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (เครือข่าย) รวมทั้งจัดตั้ง “ชุมชนคนทำบัญชี” สร้างแรงจูงใจจากความสำเร็จที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า จากผลความสำเร็จของตนเองให้ผู้สนใจเข้ามาเรียนรู้ มุ่งหวังให้เกษตรกรหันมาให้ความสำคัญกับการจดบันทึก ทางบัญชี ศึกษาความสำเร็จของครูบัญชี เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการวางแผน การใช้จ่าย การลงทุนในการเปลี่ยนแปลงการทำเกษตรของตนเองไปในทิศทางที่ถูกต้อง
ด้าน นางสามัญ โล่ห์ทอง ครูบัญชีอาสา จังหวัดบุรีรัมย์ ผู้ได้รับคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรดีเด่น สาขาบัญชีฟาร์ม ประจำปี 2567 รองชนะเลิศอันดับ 1 ระดับประเทศ เปิดเผยว่า มีอาชีพทำนามาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะทำนาแบบดั้งเดิม ไม่รู้รายรับ รายจ่าย ไม่รู้กำไรขาดทุน กระทั่งในปี 2548 ได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการเสริมสร้างภูมิปัญญาทางบัญชีแก่เกษตรกรไทยของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ทำให้ได้รับ
ความรู้ด้านการบันทึกบัญชีรับ - จ่ายในครัวเรือน และบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพมาประยุกต์ใช้ และทราบว่าอาชีพทำนานั้นมีต้นทุนค่อนข้างสูง จำเป็นต้องนำข้อมูลทางบัญชีมาวิเคราะห์ วางแผนการผลิต
สิ่งแรกเริ่มจาก การปรับตนเอง ปรึกษากับครอบครัวและลงมือทำ ปรับเปลี่ยนจากการปลูกข้าวโดยใช้สารเคมีมาเป็นการปลูกข้าวแบบอินทรีย์ ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้แทนปุ๋ยเคมี ซึ่งช่วยลดต้นทุน และเพิ่มมูลค่าข้าวเปลือกแปรรูปเป็นข้าวสารอินทรีย์ จัดจำหน่ายเอง เพราะสามารถเป็นผู้กำหนดราคาสินค้าเองได้ โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง
นอกจากนี้ ยังนำข้อมูลทางบัญชีมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ส่งผลให้สถานะของครอบครัวมีการเปลี่ยนแปลง ไปในทางที่ดีขึ้นตามลำดับ เมื่อประสบความสำเร็จแล้ว ก็พัฒนาตนเองเป็นอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี (ครูบัญชีอาสา) นำความรู้ไปถ่ายทอดให้แก่เกษตรกรและผู้นำชุมชนให้ตระหนักถึงความสำคัญของการจดบันทึกรายได้ ค่าใช้จ่าย ของตนเองทุกวัน
เพื่อสร้างความรับผิดชอบ เกิดความเคยชิน บันทึกบัญชีอย่างสม่ำเสมอให้ติดเป็นนิสัย และได้รับเชิญ ให้เป็นวิทยากรไปสอนแนะการจัดทำบัญชีรายรับ - รายจ่ายในครัวเรือน และบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพให้แก่เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร เยาวชน และประชาชนทั่วไปอย่างต่อเนื่อง





