วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

‘เอกชน’ จับตาผลประชุม กนง. หวังลดดอกเบี้ยอุ้ม SME

“เศรษฐา” ชี้ถึงเวลา กนง.ต้องลดดอกเบี้ย ระบุประชาชนเดือดร้อนนานแล้ว“หอการค้า” ชี้ ถ้าไม่ลดดอกเบี้ยต้องมีทางช่วยเอสเอ็มอี หลังต้นทุนการเงินพุ่ง ส.อ.ท.คาดยังไม่ลดดอกเบี้ย อาจจะรอเฟดประกาศลดก่อน หวั่นภาคเอกชนและประชาชน รับผลกระทบ ทั้งต้นทุนการเงินสูง ภาระดอกเบี้ย

การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 10 มี.ค.2567 เป็นที่จับตาของหลายฝ่ายว่าจะมีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงหรือไม่ ซึ่งหนึ่งในแรงกดดันคงหนีไม่พ้นรัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรี “เศรษฐา ทวีสิน” ที่ให้สัมภาษณ์ถึงการขอร้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เห็นใจประชาชนที่ต้องแบกรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้มาเป็นเวลานาน

นายเศรษฐา กล่าวหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ยังคงมีจุดยืนเหมือนเดิม เพราะถึงเวลาแล้วที่ กนง.จะต้องลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้แล้ว เนื่องจากประชาชนเดือดร้อนจากเรื่องนี้มาเยอะแล้ว

“เรื่องนี้จุดยืนผมยังเหมือนเดิม ถึงเวลาที่ กนง.ต้องลดดอกเบี้ยได้แล้ว” นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ภาคเอกชนได้ติดตามการประชุม กนง.ครั้งนี้อย่างใกล้ชิด เพราะอัตราดอกเบี้ยมีผลต่อต้นทุนทางการเงิน โดยเฉพาะเอสเอ็มอีในปัจจุบันที่ต้องเสียอัตราดอกเบี้ยในระดับ 8-10% สูงกว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ ซึ่งมองผลของการประชุมครั้งนี้ 2 แนวทาง คือ

1.กรณีที่มีการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.5% ภาครัฐจำเป็นต้องมีมาตรการช่วยเหลือทางการเงินให้กับเอสเอ็มอี เพราะอัตราดอกเบี้ยที่สูงจะมีผลต่อต้นทุนทางการเงิน ดังนั้น ธปท.จะต้องพิจารณาให้รอบด้าน เพราะเอสเอ็มอีบางส่วนยังมีผลกระทบจากโควิด-19

2.กรณีการลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% จะเป็นสัญญาณที่ดีถึงทิศทางอัตราดอกเบี้ยในขาลง ซึ่งจะเห็นทิศทางต้นทุนทางการเงินที่ลดลง

นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า ภาคเอกชนต้องการให้มีการปรับลดลงหลังจากที่มีข้อมูลทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อชี้ให้เห็นว่าสามารถลดอัตราดอกเบี้ยได้ โดยล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ ได้รายงานอัตราดอกเบี้ยเดือน มี.ค.2567 ติดลบ 0.47% ติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 ซึ่งชี้ให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อของไทยอยู่ในระดับที่ต่ำมาก

รวมทั้งสถานการณ์ดังกล่าวอาจเกิดภาวะที่ผู้บริโภคไม่กล้าจับจ่าย ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องถึงภาคการผลิตที่จะมีการผลิตและสต็อกสินค้าลดลง

คาด กนง.รอทิศทางเฟดก่อนตัดสินใจ

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภาคเอกชนมองว่ามีแนวโน้มในการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของทั่วโลกจะเป็นช่วงของการปรับลดอัตราดอกเบี้ย แต่อยู่ที่ประเทศไหนจะประกาศลดก่อนกัน ซึ่งธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เคยประกาศไว้ว่าจะลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ลง 3 ครั้ง เนื่องจากเศรษฐกิจของสหรัฐมีความแข็งแกร่งมาก จึงคิดว่าเฟดยังไม่ลดอัตราดอกเบี้ยในครึ่งปีแรก แต่ครึ่งปีหลังจะลดอัตราดอกเบี้ยลง 

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของประเทศไทยนั้นได้ปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นมาถึง 2.5% แล้วนั้น ส่งผลต่อเอสเอ็มอีทำให้เกิดภาระของต้นทุนที่สูงขึ้น ดังนั้น หากจะพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงได้ ก็จะเป็นการบรรเทาโดยเฉพาะในเรื่องของต้นทุนทางการเงินของกลุ่มเอสเอ็มอีลงได้ ซึ่งดอกเบี้ยในระบบและดอกเบี้ยนอกระบบมีความผูกพันกัน หากดอกเบี้ยในระบบลดลง ดอกเบี้ยนอกระบบก็จะลดลงเช่นกัน

“กนง.จะมีการพิจารณาเรื่องของดอกเบี้ยก็เป็นไปได้ 2 กรณี คือ การประกาศลดดอกเบี้ยเพื่อลดภาระให้เอสเอ็มอี หรือไม่ลดดอกเบี้ยเพื่อรอให้เฟดประกาศลดดอกเบี้ยก่อน ซึ่งส่วนตัวคาดว่า กนง.ไม่น่าจะลดดอกเบี้ยลง เพราะหากลดอาจทำให้เงินบาทอ่อนค่าขึ้นอีก“ นายเกรียงไกร กล่าว

นายเกรียงไกร กล่าวว่า การประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะกระตุ้นกำลังการซื้อของประชาชนมากขึ้น สินค้าก็อาจจะลดราคาลงได้ สิ่งเหล่านี้หากทำควบคู่กับนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เช่น โครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ก็จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัวได้ เพราะขณะนี้ภาคการท่องเที่ยวก็ได้ฟื้นตัวขึ้นแล้ว

ห่วงต้นทุนพลังงานพุ่งสูงขึ้น

นายเกรียงไกร ยังกล่าวถึงราคานำ้มันดีเซลที่ปรับราคาเพิ่มขึ้นว่า ส่วนตัวมีความเป็นห่วงในราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างอิสราเอล-ฮามาส และลามไปยังอิหร่านได้ขยายวงกว้างในภูมิภาคนี้ ซึ่งขณะนี้มีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น จะส่งผลต่อราคาน้ำมันในตลาดโลก อาจจะเห็นราคานำ้มันดิบแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง และกระทบต่อภาคการขนส่งทางทะเล ทำให้ต้นทุนธุรกิจพุ่งขึ้น 

ทั้งนี้ จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลกที่กำลังฟื้นตัวรวมถึงเศรษฐกิจไทยด้วย ซึ่งเครื่องยนต์ของประเทศไทยคือ ภาคการส่งออก โดยปีนี้ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน3 สถาบัน (กกร.) คาดว่า การส่งออกจะขยายตัว 2% เฉลี่ยเดือนละ 24,400 ล้านดอลลาร์ แต่ 2 เดือนที่ผ่านมา ยังทำไม่ได้ ทำได้เพียงเฉลี่ยแค่ 23,000 ล้านดอลาร์ ซึ่งสงครามทางการเมืองต่างประเทศยังขยายตัวรุนแรง น้ำมันตลาดโลกจึงปรับตัวสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทยแน่นอน ดังนั้นต้องจับตามองสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

“ปัจจุบันราคาดีเซลปรับขึ้นเกิน 30 บาทต่อลิตร ก็มีโอกาสที่จะปรับขึ้นอีก หากสงครามยืดเยื้อ เกิดการชะงักงันด้านการขนส่งโลกทางทะเล ก็มีโอกาสที่น้ำมันในตลาดโลกจะแตะ 100 ดอลลาร์มีความเป็นไปได้ ซึ่งก็จะทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมีการปรับราคาสินค้าขึ้นเพราะต้นทุนสูงขึ้น" นายเกรียงไกร กล่าว  

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังชะลอการปรับขึ้นราคาสินค้าได้เพราะยังมีสต๊อกเก่าประมาณ 3-4 เดือน แต่หากราคาน้ำมันมีการปรับขึ้นแบบรวดเร็วเฉียบพลันในช่วงต่อจากนี้ จนทำให้สงครามขยายตัวรุนแรง ราคาสินค้าก็จำเป็นต้องปรับขึ้นเช่นกันภายใน 1-2 เดือนนี้” นายเกรียงไกร กล่าว