background-default

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม 2569

Login
Login

'คีรี' มั่นใจรัฐบาลเร่งสางหนี้ 'รถไฟฟ้าสายสีเขียว'

'คีรี' มั่นใจรัฐบาลเร่งสางหนี้ 'รถไฟฟ้าสายสีเขียว'

"คีรี" มั่นใจรัฐบาลเร่งหาทางออกสางปมหนี้ "รถไฟฟ้าสายสีเขียว" เป้าหมายไม่ให้ฝ่ายใดเสียประโยชน์ หลัง กทม.เสนอมหาดไทย เคาะแนวทางจ่ายก้อนแรก 2.3 หมื่นล้าน

นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ บีทีเอส เปิดเผยว่า กรณีนโยบายรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาทตลอดสายของรัฐบาลบีทีเอสพร้อมสนับสนุน อยากเห็นประชาชนใช้บริการขนส่งสาธารณะรถไฟฟ้าอย่างสะดวก โดยมองว่าเรื่องนี้สามารถทำได้ แต่ต้องมีการเจรจาด้วยว่ารัฐบาลจะดูแลเอกชนอย่างไร เพราะเอกชนก็ลงทุนโครงการไปแล้ว ดำเนินการตามสัญญาร่วมลงทุน และจะมีรายได้กลับคืนอย่างไร คงต้องหารือกันก่อน ซึ่งขณะนี้ก็ยังไม่มีการนัดเจรจา

ส่วนกรณีที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) อยู่ระหว่างเสนอกระทรวงมหาดไทย และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาแนวทางชำระหนี้เกี่ยวกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว เรื่องนี้บีทีเอสมีความหวังที่จะได้คืนอยู่แล้ว เพราะไม่มีเอกชนรายใดกล้าที่จะให้บริการโดยไม่ได้รับค่าจ้าง ซึ่งวันนี้เชื่อว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและกำลังพยายามที่จะหาวิธีให้เรื่องนี้จบอย่างถูกต้องโดยเร็ว เพื่อไม่ให้ฝั่งใดเสียประโยชน์ ในฐานะเอกชนก็ไม่กังวลเพราะสัญญาจ้างที่มีอยู่ เมื่อยังไม่ได้รับค่าจ้างดอกเบี้ยก็เพิ่มตามสัญญา ถึงเวลาก็ต้องได้รับชำระ เชื่อว่าเรื่องนี้รัฐบาลกำลังพยายามหาทางออกที่ดีและเร็วที่สุดอยู่

ขณะที่กรณี กทม.มีนโยบายจะจัดเก็บค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 2 ในกลางเดือน ม.ค.2567 เรื่องนี้บีทีเอสเป็นเอกชนผู้รับจ้างเดินรถ ไม่สามารถก้าวล่วงได้ว่า กทม.จะจัดเก็บค่าโดยสารเมื่อไหร่ หรือเท่าไหร่ แต่เมื่อบีทีเอสเป็นผู้รับจ้างก็ต้องได้รับค่าจ้างตามสัญญา เพราะมีต้นทุนค่าดำเนินงานและยังมีพนักงานที่ต้องให้บริการด้วย 

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าแนวทางชำระหนี้เอกชนในโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว โดยระบุว่า จากก่อนหน้านี้ที่ กทม.พิจารณาจะชำระค่าจ้างการติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณ (E&M) ของรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 2 ครบกำหนดชำระประมาณ 2.3 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันได้เสนอไปยังกระทรวงมหาดไทยพิจารณา ก่อนเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

โดยเรื่องนี้ตามกระบวนการจำเป็นต้องเสนอให้กระทรวงมหาดไทยและ ครม.ตีความในการชำระค่าใช้จ่ายให้แก่เอกชน เนื่องจากพบว่าสัญญาส่วนนี้อยู่ภายใต้คำสั่ง ม.44 เกี่ยวกับการเจรจาต่อสัญญาสัมปทาน ส่งผลให้ กทม.ไม่สามารถนำเงินสะสมจ่ายขาดที่มีพร้อมอยู่ราว 5 หมื่นล้านบาท มาชำระให้แก่เอกชนได้ทันที เพราะตามกระบวนการต้องผ่านการพิจารณาจากกระทรวงมหาดไทย ครม. และนำกลับมาสู่สภา กทม.พิจารณาอนุมัติ

“ตอนนี้หนี้สะสมในโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวปรับเพิ่มขึ้นทุกวัน กทม.ก็ต้องเจรจากัยเอกชนไปเรื่อยๆ ซึ่งเรื่องนี้คุยกับเอกชนมาตลอด และเราอยากให้เรื่องนี้จบให้เร็วที่สุด แต่ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาล การพิจารณา ม.44 ด้วยว่าจะมีแนวทางอย่างไร”

ส่วนมูลหนี้ค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 1 และต่อขยายที่ 2 ปัจจุบันทาง กทม.ได้ยื่นอุทธรณ์คดี และยังอยู่ในการพิจารณาของศาลปกครอง โดยมูลหนี้ส่วนนี้ กทม.รอผลการตัดสินของศาลปกครอง ก่อนกำหนดแนวทางดำเนินการต่อไป โดย กทม.ยอมรับว่าข้อพิพาทที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว จุดเริ่มต้นเกิดจากการดำเนินการที่ไม่นำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภา กทม.ให้ถูกต้อง

สำหรับปัจจุบันหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียวระหว่าง กทม. โดยบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (เคที) และบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าสายสีเขียว แบ่งออกเป็น 1.ค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุง (O&M) รถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 1 (อ่อนนุช-แบริ่ง และสะพานตากสิน-บางหว้า) และช่วงที่ 2 (แบริ่ง-สมุทรปราการ และหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท และ 2.ค่าติดตั้งงานระบบไฟฟ้า/เครื่องกล (E&M) รวมกว่า 2.28 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ หนี้ในจำนวนนี้ ปัจจุบันได้มีการยื่นฟ้องและอยู่ในขั้นตอนศาลปกครองพิจารณา แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ1.หนี้โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่ศาลปกครองพิพากษาให้ กทม. และเคทีร่วมกัน จ่ายหนี้ให้กับบีทีเอส จำนวนประมาณ 11,755.06 ล้านบาท ทั้งในส่วนค่าเดินรถ และซ่อมบำรุง และ 2.หนี้ก้อนที่ 2 ส่วนค่าเดินรถ และซ่อมบำรุง ที่บีทีเอสได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางให้จ่ายหนี้เพิ่มอีก ประมาณ 11,068.5 ล้านบาท เมื่อวันที่ 22 พ.ย.2565