ปี 2567 บริษัทวางงบลงทุน 7,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 4,000 ล้านบาท สร้างโรงงานผลิตเบียร์ในประเทศกัมพูชา และเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ซึ่งโมเดลดังกล่าวจะขยายในประเทศลาวด้วย ส่วนอีก 3,000 ล้านบาท จะลงทุนในประเทศไทย เช่น โลจิสติกส์
นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึง แผนงานประจำปี 2566/2567 (1 ต.ค. 66- 30 ก.ย.67) ว่า บริษัทยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจในทุกกลุ่ม โดยการเติบโตยังให้น้ำหนักไปที่ภูมิภาคอาเซียน ด้วยสินค้าที่หลากหลายจากกิจการในเครือ ทั้งไทยเบฟในไทย, ธุรกิจเบียร์ของไซ่ง่อน เบียร์ แอลกอฮอล์ เบฟเวอเรจ คอร์ปอเรชั่น (SABECO) ในเวียดนาม, ธุรกิจสุราของแกรนด์ รอยัล กรุ๊ป ในเมียนมา, Fraser & Neave Holdings Bhd (F&NHB) ในมาเลเซีย ซึ่งปัจจุบันถือว่าครอบคลุมตลาดในภูมิภาคแล้ว
ปี 2567 บริษัทวางงบลงทุน 7,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 4,000 ล้านบาท สร้างโรงงานผลิตเบียร์ในประเทศกัมพูชา และเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ซึ่งโมเดลดังกล่าวจะขยายในประเทศลาวด้วย ส่วนอีก 3,000 ล้านบาท จะลงทุนในประเทศไทย เช่น โลจิสติกส์
นอกจากนี้ บริษัทยังวางแผนพัฒนาธุรกิจโลจิสติกส์ในประเทศเวียดนาม อาจยกโมเดลจากประเทศไทยไปต่อยอด ทั้งการมีหน่วยรถขายสินค้าเงินสด การขนส่งสินค้าภายใต้การควบคุมอุณหภูมิหรือโคลด์เชน สร้างแพลตฟอร์มดิจิทัล นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เชื่อมโยงกับลูกค้า และผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย
ส่วน จีน เป็นอีกขุมทรัพย์สำคัญ ที่ผ่านมาไทยเบฟเข้าไปสร้างโรงงานผลิตสุราขาว “อวี้หลิงฉวน” นานนับสิบปี การจำหน่ายโซดา “ช้าง” ที่ผลตอบรับดี ยังเดินหน้าผนึก Asiaeuro International Beverage (AIB) เพื่อหาโอกาสตลาดมากขึ้น ตลอดจนเรียนรู้วิวัฒนาการด้านเทคโนโลยี ทำความเข้าใจรูปแบบการบริหารธุรกิจในจีน นอกเหนือจากการนำสินค้าเข้าไปบุกตลาด อีกด้านหนึ่งประตูการค้าจีนเปิด พันธมิตรต้องการขยายตลาดในอาเซียนไทยเบฟ จะช่วยเสริมแกร่งในการนำสินค้ามาบุกตลาดอาเซียน เพื่อสร้างประโยชน์ให้ทั้ง 2 ฝ่าย
นอกจากจีน ปีหน้าไทยเบฟจะรุกตลาดตะวันออกกลางมากขึ้น รวมถึงการขยายสู่ยุโรป ซึ่งล่าสุดได้ซื้อกิจการลาร์เซน คอนญัก (Larsen Cognac)ประเทศฝรั่งเศส และคาร์โดรนา ดิสทิลเลอรี่ (Cardrona Distillery) ในประเทศนิวซีแลนด์
นายฐาปน ระบุว่า ปัจจุบันไทยเบฟยังคงเป็นบริษัทเครื่องดื่มชั้นนำของเอเชีย โดยมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดหรือมาร์เก็ตแคป 11.6 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือราว 3.92 แสนล้านบาท(ณ 30 ก.ย.2566) รั้งอันดับ 9
สำหรับภาพรวมผลประกอบการในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2566 สิ้นสุด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 กลุ่มบริษัทไทยเบฟมีรายได้จากการขาย 215,893 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากทุกกลุ่มธุรกิจมีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลจากการปรับตัวดีขึ้นของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ประกอบกับการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคา และค่าใช้จ่ายตัดบัญชี (EBITDA) อยู่ที่ 37,765 ล้านบาท ลดลง 3.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อันเป็นผลจากปัจจัยโดยรวมทั้งในด้านรายได้จากการขายที่เพิ่มขึ้น การลงทุนในตราสินค้าและกิจกรรมทางการตลาด รวมถึงต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ทั้งนี้ ไทยเบฟยังคงมีสถานะการเงินที่แข็งแกร่งและกระแสเงินสดอิสระที่ดี





