“พาณิชย์” ถกภาคเอกชน หาแนวทางเพิ่มตลาดส่งออก เร่งเจรจาเอฟทีเอ ส.อ.ท.หวังเพิ่มแต้มต่อให้ผู้ส่งออกพร้อมประสานเอกชนเพื่อให้การทำงานรวดเร็ว
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ประชุมร่วมกับภาคเอกชนเมื่อวันที่ 27 ก.ย.2566 เพื่อรับทราบสถานการณ์และทิศทางการค้า รวมทั้งประเด็นปัญหาและข้อเสนอของภาคเอกชน อาทิ การเร่งรัดเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) เพื่อขยายโอกาสการค้าและการลงทุนของไทย การอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจแก่ภาคเอกชน การจัด Campaign สนับสนุนสินค้าไทย
การประชุมครั้งนี้มีองค์กรเอกชนเข้าร่วม ประกอบด้วยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) สมาคมธนาคารไทย และสมาคมผู้ค้าปลีกไทย โดยมีนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมด้วย
สำหรับประเด็นการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี เป็นประเด็นที่ภาคเอกชนหยิบยกขึ้นมาตลอด เพราะช่วงที่ผ่านมาไทยไม่สามารถเจรจาข้อตกลงการค้าบางข้อตกลงให้ได้ข้อสรุป เช่น ข้อตกลงการค้าไทย-สหภาพยุโรป (อียู)
ในขณะที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้ออกมายืนยันก่อนหน้านี้ว่ารัฐบาลมีนโยบายการทูตเศรษฐกิจเชิงรุก หลังจากรัฐบาลชุดที่แล้วให้น้ำหนักกับการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรีไม่มากนัก ซึ่งทำให้ไทยยังตามหลังเวียดนามจึงต้องเร่งเดินหน้าเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี เพื่อเปิดตลาดการค้าใหม่
นายภูมิธรรม กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ต้องการรับทราบสถานการณ์และทิศทางการค้า รวมทั้งประเด็นปัญหาและข้อเสนอของภาคเอกชน ตามนโยบาย “บริหารให้เกิดความสมดุล” ซึ่งผู้ประกอบการถือเป็นกองหน้าในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยภาคเอกชนได้มีข้อเสนอ อาทิ กฎระเบียบการค้าใหม่ทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจที่ยั่งยืน
รวมถึงการเร่งรัดเจรจาเอฟทีเอเพื่อขยายโอกาสการค้าและการลงทุนของไทย การอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจแก่ภาคเอกชน การปลดล็อคปัญหาการค้าชายแดนผ่านแดน
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์รับข้อเสนอทั้งหมดและมอบหมายให้ผู้รับผิดชอบไปพิจารณาหาแนวทางแก้ปัญหาต่อไป โดยจะมีการประชุมกับภาคเอกชน 2-3 เดือนเพื่ออัพเดทสถานการณ์กันอีกครั้ง
รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ปัจจุบันไทยมีข้อตกลงการค้าเสรี 14 ฉบับ ครอบคลุม 18 ประเทศ ซึ่งน้อยกว่าประเทศอื่นประเทศอื่นในอาเซียน เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม
อย่างไรก็ตามกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กำลังเปิดเจรจาข้อตกลงใหม่ คือ ข้อตกลงการค้าเสรีไทย-อียู ที่กำหนดเป้าหมายให้ได้ข้อสรุปภายในปี 2568 พร้อมเร่งสรุปผลการเจรจาที่ค้างให้จบภายในปี 2567 รวม 4 ฉบับ คือ
1.EFTA ประกอบด้วย 4 ประเทศ คือ สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ 2.ข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน-แคนาดา 3.ข้อตกลงการค้าเสรีไทย-ตุรกี 4.ข้อตกลงการค้าเสรีไทย-ศรีลังกา
นอกจากนี้มีแผนเร่งศึกษาประโยชน์และผลกระทบของการทำข้อตกลงการค้าเสรีกับคู่ค้าใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มคณะมนตรีความร่วมมือรัฐประเทศอ่าวอาหรับ (GCC) ประกอบด้วย 6 ประเทศ คือ บาห์เรน คูเวต โอมาน ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
รวมถึงกลุ่มพันธมิตรแปซิฟิก (Pacific Alliance) ประกอบด้วย 4 ประเทศ คือ ชิลี โคลอมเบีย เม็กซิโก และเปรู และกลุ่มประเทศแอฟริกา 55 ประเทศ เพื่อหาตลาดใหม่ที่จะช่วยขยายโอกาสการค้าไทย
เอกชนเร่งเจรจาเอฟทีเอ
นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หอการค้าฯ และภาคธุรกิจพร้อมร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิดในการขับเคลื่อนภาคการค้าให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยหอการค้าฯ ได้นำเสนอประเด็นที่เกี่ยวข้องใน 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1. กฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งเน้นเรื่อง เร่งรัดFTA ที่กำลังเจรจาอยู่ให้แล้วเสร็จ รวมถึงเปิดการเจรจาเพิ่มในตลาดที่สำคัญเพื่อเป็นการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย เป็นต้น 2. การอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจแก่ภาคเอกชน ให้สอดคล้องกับ e-Government
3. การนำเข้า-ส่งออก ซึ่งควรเน้นสินค้าและตลาดที่สำคัญ 4. การค้าปลีก และ 5. การยกระดับตัวเลขการค้าชายแดน ซึ่งส่วนใหญ่ข้อเสนอของภาคเอกชนนั้นสอดคล้องกับ 7 แนวนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ที่รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ได้มอบเป็นนโยบายหลัก ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะรับข้อเสนอของภาคเอกชน และมอบให้กรมที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการต่อ ซึ่งหากเรื่องใดแก้ไขได้ทันที ก็จะเร่งดำเนินการ แต่หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานอื่นหรือแก้ทันทีไม่ได้ ก็จะมีการตั้งกลุ่มย่อย เชิญภาคเอกชนมาให้ข้อมูลและดูในรายละเอียดของแต่ละประเด็นก่อนที่จะมีมาตรการออกมา
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท.กล่าวว่า ต้องการให้รัฐบาลเร่งรัดการจัดทำข้อตกลงการค้าเสรี เพื่อสร้างแต้มต่อให้กับผู้ส่งออกของไทย รวมทั้งสนับสนุนการนำเงินกองทุนเอฟทีเอไปช่วยเหลือธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ และการพัฒนาระบบการค้าชายแดนให้เป็นรูปแบบ One stop service โดยหลังจากนี้กระทรวงพาณิชย์จะให้มีการประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าแต่ละประเด็นร่วมกับภาคเอกชนทุก 2-3 เดือน
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ต้องการให้กระทรวงพาณิชย์เร่งประสานงานกับกระทรวงที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การขับเคลื่อนการทำงานเร็ว โดยในระหว่างการส่งออกที่ยังไม่ดีขึ้น ควรเร่งการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีในกรอบต่างๆ รวมถึงหามาตรการรองรับเมื่อเศรษฐกิจโลกกลับมาฟื้นตัว





