ครม.ไฟเขียว ลดถาษีดีเซลลิตรละ 2.5 บาท หั่นค่าไฟเหลือ 4.10 บาท พร้อมคงแวต 7%

ครม.ไฟเขียว ลดถาษีดีเซลลิตรละ 2.5 บาท หั่นค่าไฟเหลือ 4.10 บาท พร้อมคงแวต 7%

ครม.เคาะลดภาษีน้ำมันดีเซล 2.5 บาทต่อลิตร ลดค่าไฟลง 35 สต.ต่อหน่วย เหลือ 4.10 บาทต่อหน่วย จนถึงสิ้นปี ลดค่าครองชีพประชาชน พร้อมคงแวต 7% ต่ออีก 1 ปี

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธานวันที่ 13 ก.ย.2566 เห็นชอบลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล 2.5 บาทต่อลิตร เพื่อให้ระดับราคาน้ำมันอยู่ที่ 30 บาทต่อลิตรเพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชน โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 20 ก.ย.ถึงสิ้นปี 2566

นอกจากนี้ที่ประชุม ครม.ลดอัตราค่าไฟฟ้าลงจาก 4.45 บาทต่อหน่วย เป็น 4.10 บาทต่อหน่วย โดยใช้งบประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท เพื่อยืดหนี้ให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยจะมีผลทันบิลค่าไฟปัจจุบันไปจนถึงสิ้นปี 2566

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ครม.มีมติให้ขยายระยะจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 7% จากที่ต้องเก็บ 10% ต่อไปอีก 1 ปี จากเดือน ก.ย. 2566 ถึง ก.ย.2567

ส่วนมาตรการพักหนี้ และมาตรการเงินดิจิทัล นายกรัฐมนตรีสั่งการให้มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาความเหมาะสมของโครงการก่อนเอาเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ต่อไป

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า สำหรับรายละเอียดมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่กระทรวงพลังงานเสนอ ดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลเร่งด่วนในการลดภาระค่าใช้จ่าย ประกอบกับสถานการณ์พลังงานในตลาดโลกเข้าสู่ในไตรมาสที่ 4 (ฤดูหนาว) ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น กระทรวงพลังงานจึงเสนอมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน 2 ด้าน ได้แก่ 

1. ​มาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันเชื้อเพลิง

ราคาน้ำมันดีเซล ตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร ตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2566 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2566 โดยใช้กลไกของภาษีสรรพสามิตและกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

ราคาน้ำมันเบนซิน กระทรวงพลังงานจะพิจารณารายละเอียดแนวทางการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้าให้แก่ผู้ใช้น้ำมันเบนซินกลุ่มเปราะบาง เช่น กลุ่มมอเตอร์ไซค์รับจ้างและแท็กซี่ และนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง ทั้งนี้ ในระหว่างนี้ ให้มีการกำกับดูแลราคาขายปลีกให้มีค่าการตลาดอยู่ในระดับที่เหมาะสม ประมาณ 2.00 บาทต่อลิตร ตามมติ กบง.

ราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ตรึงราคาขายปลีก LPG ที่ระดับ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2566 ผ่านกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง รวมทั้ง จะมีมาตรการช่วยเหลือส่วนลดค่าก๊าซหุงต้มให้กับผู้มีรายได้น้อยหรือกลุ่มเป้าหมาย ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

2.​มาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้า

ค่าไฟฟ้า จะปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าที่ประกาศเรียกเก็บกับผู้ใช้ไฟฟ้ารอบเดือนกันยายนถึงเดือนธันวาคม 2566 ในอัตรา 4.45 บาทต่อหน่วย ลงเหลือในอัตรา 4.10 บาทต่อหน่วย

โดยกระทรวงพลังงานร่วมกับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จะดำเนินการหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการคิดราคาก๊าซธรรมชาติ Pool gas ให้ไม่เกินค่าประมาณการคงที่ 305 บาทต่อล้านบีทียู และให้นำส่วนต่างของราคาก๊าซธรรมชาติที่เกิดขึ้นจริงกับค่าก๊าซธรรมชาติที่เรียกเก็บไปทยอยเรียกเก็บคืน ซึ่งจะทำให้ปรับลดราคาค่าไฟฟ้าลงได้อีก

นอกจากนี้ จะดำเนินมาตรการช่วยเหลือส่วนลดค่าไฟฟ้าเพิ่มเติมให้แก่กลุ่มเปราะบาง อาทิ การให้ส่วนลดค่าไฟฟ้าแก่ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 150 หน่วยต่อเดือน โดยกระทรวงพลังงานจะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป

​นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า มาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ทั้ง 2 ด้าน นั้น ครม.ได้มอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนการดำเนินการต่อไป