วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

'นักธุรกิจ' เรียกร้องนักการเมือง ยอมถอยคนละก้าว เพื่อให้ประเทศเดินหน้า

'นักธุรกิจ' เรียกร้องนักการเมือง ยอมถอยคนละก้าว เพื่อให้ประเทศเดินหน้า

“หอการค้า” แนะนักการเมืองยึดผลประโยชน์ชาติ ส.อ.ท.เสนอถอยคนละก้าว เพื่อให้ประเทศเดินหน้า “ทีดีอาร์ไอ” เร่งตั้งให้ได้อย่างช้า ก.ย.นี้

การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พ.ค.2566 ปรากฎว่าพรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้ง แต่จัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่ได้ เพราะนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดทนายกรัฐมนตรี ไม่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา โดยเฉพาะ สว.ที่งดออกเสียง ซึ่งทำให้การจัดตั้งรัฐบาลเกิดความล่าช้านับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ในขณะที่การเมืองมีความซับซ้อนขึ้นจากการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาคุณสมบัติของนาายพิธา รวมทั้งให้พิจารณาประเด็นที่รัฐสภามีมติไม่เห็นชอบกับการเสนอชื่อนายพิธา เป็นนายกรัฐมนตรีในรอบที่ 2 รวมถึงการสลับแกนนำตั้งรัฐบาลจากพรรคก้าวไกลมาเป็นพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีการเจรจากับพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลชุดที่แล้ว และสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้นายวันมูฮัมหมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เลื่อนการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 3 ออกไป

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการหารือในคณะกรรมการร่วม 3 สถาบัน (กกร.) ยืนยันว่าต้องการให้การจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปตามไทม์ไลน์ภายในเดือน ส.ค.2566 โดยคาดหวังว่าการโหวดเลือกนายกรัฐมนตรีจะมีความคืบหน้าและชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นกรอบไทม์ไลน์ที่ภาคเอกชนเคยประเมินไว้ว่าเป็นจุดที่มีความเสี่ยงและผลกระทบทางเศรษฐกิจในระดับที่ยังพอรับได้ แต่หากล่าช้าไปมากกว่านั้นความเสียหายที่จะเกิดขึ้นก็จะยิ่งมีต้นทุนที่สูงขึ้นและยังประเมินไม่ได้ว่าจะสร้างความเสียหายแค่ไหน

“ขอให้ทุกฝ่ายถอยกันคนละครึ่งก้าวเพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไปได้ เนื่องจากทุกฝ่ายต่างเฝ้ารอและจับตาสถานการณ์การเมืองที่ยืดเยื้อมานานหลังจากวันเลือกตั้ง” 

ทั้งนี้ ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับปัจจัยกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่มีความเสี่ยง รวมทั้งจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยแล้ง ซึ่งหากไทยยังขาดผู้นำที่เข้ามาเร่งแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ก็จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกวินค้าเกษตร รวมทั้งการบริโภคภายในประเทศ

"กกร.ได้ยื่นสมุดปกขาวให้กับภาคการเมืองไปแล้ว ซึ่งเรื่องเร่งด่วนที่อยากจะเน้นย้ำคือเรื่องโครงสร้างต้นทุน โดยเฉพาะค่าไฟที่ทำให้ผู้ประกอบการแข่งขันลำบาก รวมทั้งค่าครองชีพประชาชนสูงขึ้น นอกจากนี้ ยังมีเรื่องหนี้ครัวเรือนที่ตอนนี้สูงกว่า 90% ของจีดีพี ซึ่งยังไม่รวมหนี้นอกระบบต่างหากอีก 20% ซึ่งกดทับกำลังซื้อของคนในประเทศ ทั้งหมดนี้ต้องเร่งแก้" นายเกรียงไกร กล่าว

นอกจากนี้ความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาลยังมีผลกระทบถึงการลงทุนภาครัฐ เพราะรัฐบาลชุดปัจจุบันรักษาการมาตั้งแต่เดือน ก.พ.2566 ซึ่งในช่วงรักษาการจะอนุมัติโครงการไม่ได้จึงทำให้ทุกกระทรวงต้องชะลอโครงการใหม่ เพื่อรอรัฐบาลใหม่มาอนุมัติ

รวมแล้วทำให้อาจต้องให้รัฐบาลชุดปัจจุบันรักษาการนาน 5-6 เดือน และเมื่อการลงทุนภาครัฐชะลอจะทำให้การลงทุนเอกชนชะลอด้วย

“สนั่น”ขอให้นักการเมืองยึดผลประโยชน์ชาติ

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า การเลือกนายกรัฐมนตรีและการตั้งรัฐบาลใหม่ควรเสร็จในเดือน ส.ค.-ก.ย.2566 หากเป็นไปตามไทม์ไลน์นี้ยังเป็นช่วงเวลาที่ไม่ถือว่าช้าเกินไป โดยหวังว่าหลังจากนี้ทุกฝ่ายจะมีการหารือและทำความเข้าใจร่วมกันโดยยึดผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญเพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อเนื่อง โดยภารกิจเร่งด่วนของรัฐบาลชุดใหม่คงต้องเร่งจัดทำงบประมาณประเทศ รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ เพื่อดึงกำลังซื้อและความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

ทั้งนี้หากพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำและจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ เชื่อว่าน่าจะสามารถเร่งดำเนินนโยบายที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจได้ทันที เพราะพรรคเพื่อไทยเคยมีประสบการณ์ในด้านการบริหารประเทศมาก่อน และหลายนโยบายก็สามารถดำเนินการจนประสบความสำเร็จ

นอกจากนี้หากมีการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าไปจากไทม์ไลน์ที่กำหนด ซึ่งประเมินว่าจะมีผลกระทบที่สำคัญอย่างน้อย 5 ประเด็น ได้แก่ 

1.ปัญหาปากท้องของประชาชน โดยเฉพาะนโยบายมาตรการเยียวยาและกระตุ้นเศรษฐกิจ และถ้าหากรัฐบาลใหม่ล่าช้าจะกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชนที่จะลดลง 

ขณะเดียวกันผู้ประกอบการ SMEs ที่ยังรอมาตรการช่วยเหลือเรื่องแหล่งเงินทุนจะได้รับผลกระทบ เพราะยังไม่มีความชัดเจนของชุดมาตรการใหม่ๆ ที่จะออกมาช่วยเหลือ โดยหากจัดตั้งรัฐบาลล่าช้ามาก SMEs บางรายอาจจะหยุดกิจการ หรือปรับลดการจ้างงาน ซึ่งจะกระทบการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

2.ขณะนี้ภาคเกษตรไทยยังเติบโตได้ดี แต่ปัญหาภัยแล้งในปี 2566 มีสัญญาณจากเอลนีโญชัดเจนขึ้น รวมทั้งถ้าไม่มีแผนรับมืออย่างเร่งด่วนและจริงจังจะกระทบต่อผลผลิตและรายได้ของเกษตรกร 

3.การเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ ที่ยังค้างท่อและการจัดงบประมาณประเทศล่าช้า ซึ่งแม้จะใช้งบประมาณในตัวเลขเดิมได้ แต่ประเทศไทยต้องการฝ่ายบริหารเข้ามาการตัดสินใจ และการวางมาตรการเยียวยาหรือกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ที่เหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจประเทศในช่วงเวลานี้

4.ปัญหาค่าพลังงานงานสูง และต้นทุนต่างๆ ยังคงอยู่ระดับสูง ซึ่งส่งผลกับค่าครองชีพของประชาชน 

5.ความชัดเจนของนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ ที่แต่ละพรรคเสนอไว้หากจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า โดยนักลงทุนต่างชาติยังคงต้องติดตามทิศทางและความชัดเจน ซึ่งจะทำให้ประเทศเสียโอกาสในการดึงดูดเม็ดเงินใหม่ๆ เข้ามา

“ทีดีอาร์ไอ”แนะเร่งตั้งรัฐบาลให้ได้ใน ก.ย.นี้

นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันการวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า การตั้งรัฐบาลล่าช้ากำลังเป็นที่จับตามองของหลายฝ่าย โดยหากยังสามารถที่จะเลือกนายกรัฐมนตรีและจัดตั้ง ครม.บริหารประเทศได้ภายใน 3 เดือน คือ ประมาณเดือน ก.ย.2566 มองว่าจะกระทบกับเศรษฐกิจไม่มากนัก แม้ว่าจะมีงบประมาณการลงทุนบางส่วนที่เบิกจ่ายล่าช้า แต่ในส่วนของงบประมาณที่มีการผูกพันงบประมาณไว้แล้วสามารถเบิกจ่ายได้

ส่วนการเบิกจ่ายงบประมาณในส่วนอื่นคาดว่าจะเริ่มได้ในไตรมาส 2 ของปี 2567 ซึ่งต้องมีการเร่งรัดการเบิกจ่าย แต่คาดว่าจะกระทบกับเศรษฐกิจไม่มากนักหากยังอยู่ในกรอบเวลานี้

"ถ้าได้รัฐบาลใหม่ภายในเดือน ก.ย.ผมมองว่าผลกระทบไม่มากนัก เพราะงบลงทุน ถ้าเป็นโครงการที่ผูกพันมาก่อนก็ทำต่อได้ ส่วนการลงทุนใหม่ต้องรอรัฐบาลใหม่ซึ่ง 3 เดือนจะไม่ถือว่าส่งผลกระทบมาก"นายนณริฏ กล่าว