วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม 2569

Login
Login

Taylor Swift Economy! หลัง ‘The Eras Tour’ กระตุ้นเศรษฐกิจ ต่อลมหายใจท้องถิ่น

Taylor Swift Economy! หลัง ‘The Eras Tour’ กระตุ้นเศรษฐกิจ ต่อลมหายใจท้องถิ่น

เป็นมากกว่าคอนเสิร์ต! “Taylor Swift Economy” เมื่อการมาเยือนของป๊อปสตาร์ “เทย์เลอร์ สวิฟต์” ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง นักท่องเที่ยวแห่ชิงตั๋วคึกคัก ดันยอดจองโรงแรม-ที่พักเพิ่ม กระตุ้นภาคบริการ-ร้านอาหารท้องถิ่น “แดนจิงโจ้” ชี้ ลดความเสี่ยงเกิด “Recession”

Key Points:

  • นอกจากจะเปิดทำการแสดงให้แฟนๆ ได้รับชมแล้ว “The Eras Tour” ของป๊อปสตาร์สาว “เทย์เลอร์ สวิฟต์” ยังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วย โดยครอบคลุมภาคการท่องเที่ยว-บริการ ประเทศใกล้เคียงแห่จองตั๋วรับชม
  • มีการประเมินว่า เวิลด์ทัวร์ของเทยเลอร์ครั้งนี้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซาในหลายๆ ประเทศให้กลับมามีชีวิตชีวามากขึ้น โดยอาจมีมูลค่าสูงถึง 5 พันล้านดอลลาร์
  • อย่างไรก็ตาม กลับมีความกังวลว่า ปรากฏการณ์ “The Eras Tour” จะซ้ำรอยเหมือนกับกรณีของ “บียอนเซ่” ที่ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อในสวีเดนหรือไม่


หลังประกาศ “World Tour” ในรอบ 5 ปี “Taylor Swift: The Eras Tour” ก็สร้างปรากฏการณ์-ทุบสถิติยอดจำหน่ายตั๋วทันที โดยมีการประเมินว่า ความสำเร็จของป๊อปสตาร์สาวแห่งยุคครั้งนี้ดันยอดขายตั๋วรับชมคอนเสิร์ตสูงทะลุพันล้านดอลลาร์ หรือราว 3.3 หมื่นล้านบาท โดย “The Eras Tour” ยังถือเป็นทัวร์คอนเสิร์ตที่ใหญ่ที่สุดของโลกในขณะนี้ด้วย

สิ่งที่ตามมาภายหลังการเปิดจองตั๋วคอนเสิร์ต คือ เซกเตอร์อื่นๆ ในภาคเศรษฐกิจกลับมาคึกคักรับการมาเยือนของนักร้องสาวและเหล่าสวิฟตี้จากทั่วทุกมุมโลกทันที หากดูตารางทัวร์ครั้งนี้จะพบว่า เทย์เลอร์ไม่ได้ไปเยือนครบทุกประเทศ โดยเลือกปักหมุดเฉพาะเมืองที่เห็นว่า มีศักยภาพเท่านั้น สำหรับฝั่งเอเชีย “The Eras Tour” ประกาศจัดคอนเสิร์ต 2 ประเทศ คือ ญี่ปุ่นและสิงคโปร์ ทำให้เพื่อนบ้านอื่นๆ รวมถึง “ไทย” ที่ตกขบวนทัวร์ครั้งนี้ปักธงมุ่งหน้าสู่ประเทศผู้ถูกเลือกแทน

Taylor Swift Economy! หลัง ‘The Eras Tour’ กระตุ้นเศรษฐกิจ ต่อลมหายใจท้องถิ่น

  • “Taylor Swift Economy” เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดย “เทย์เลอร์ สวิฟต์”

การมาถึงของนักร้องสาววัย 33 ปีคนนี้ถูกขนานนามว่า เป็นหนึ่งในวิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างหนึ่ง แม้แต่ในประเทศบ้านเกิดของเทย์เลอร์อย่างสหรัฐเอง แฟนๆ ก็ยังเดินทางข้ามรัฐเพื่อรับชมคอนเสิร์ตที่พลาดโอกาสไป สร้างบรรยากาศ-ปลุกภาคการบริโภคที่กำลังซบเซาให้กลับมามีชีวิตชีวาได้ 

แคลี ค็อกซ์ (Callie Cox) นักวิเคราะห์การเงินบริษัทการลงทุนแห่งหนึ่งให้ข้อมูลว่า ที่ผ่านมา เมืองที่ “The Eras Tour” ไปเยือนจะมีการเปิดเผยตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยวอย่างยอดจองที่พักโดยพบว่า สัดส่วนตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ปกตินั้นมีจำนวนมากถึงหลักล้าน หลังบัตรคอนเสิร์ต “Sold Out” สิ่งที่ตามมา คือ ผู้ชมจากต่างถิ่นจะมองหาโรงแรมทันที

เธอยกตัวอย่างกรณีศึกษาในเมืองพิตต์สเบิร์ก (Pittsburgh) สหรัฐอเมริกา ที่ “The Eras Tour” เปิดการแสดงไปเมื่อวันที่ 16 และ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยมียอดจองโรงแรมสูงถึง 24,000 ห้อง ในราคาที่สูงกว่าราคาปกติ ซึ่งไม่ใช่แค่ธุรกิจที่พัก แต่การมาเยือนของเหล่าสวิฟตี้ยังมีส่วนช่วยกระตุ้นภาคธุรกิจในท้องถิ่นตั้งแต่ธุรกิจที่จอดรถไปจนถึงร้านอาหาร

“แดน ฟลีตวูด” (Dan Fleetwood) ผู้บริหาร “QuestionPro Research” บริษัทผู้นำเครื่องมือด้านการวิจัยและเก็บข้อมูลเชิงลึก คาดการณ์ว่า เวิลด์ทัวร์ของเทย์เลอร์ครั้งนี้จะช่วยสร้างรายได้ให้กับธุรกิจท้องถิ่นในหลายสิบประเทศ รวมมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 5 พันล้านดอลลาร์ เขามองว่า หากเปรียบเทียบเทย์เลอร์เป็นขนาดเศรษฐกิจ ป๊อปสตาร์สาวคนนี้สามารถสร้างมูลค่าได้มากกว่า 50 ประเทศรวมกัน

  • แม้การบริโภคซบเซา แต่เป็น “ข้อยกเว้น” สำหรับ “The Eras Tour”

หลังจากทุกประเทศกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจเป็นปกติได้มีการประเมินว่า ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับตั๋วคอนเสิร์ตอาจเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญน้อยลง เพราะถือเป็น “สินค้าฟุ่มเฟือย” อย่างหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการใช้จ่ายเพื่อรับชมคอนเสิร์ตในปีนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น

แคลี ค็อกซ์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การใช้จ่ายเพื่อรับชมคอนเสิร์ตในปีนี้เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 6 เปอร์เซ็นต์ และยังสูงกว่าปี 2010 ราว 2 เปอร์เซ็นต์ แสดงให้เห็นว่า ผู้คนยอมจ่ายให้กับสินค้าฟุ่มเฟือยเพื่อชดเชยให้กับเวลาที่เสียไปในช่วงวิกฤติโควิด-19 แม้อัตราเงินเฟ้อในปีนี้จะสูงขึ้นก็ตาม

“The Eras Tour” ก็เช่นกัน ในขณะที่หลายประเทศกำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) นักเศรษฐศาสตร์วิเคราะห์ว่า การมาเยือนของเทยเลอร์ สวิฟต์ อาจช่วยลดความเสี่ยง-แรงกดดันทางเศรษฐกิจที่จะทำให้ออสเตรเลียดำเนินไปสู่ภาวะถดถอยได้

โดยเทย์เลอร์ปักหมุดวันแสดงในแดนจิงโจ้วันที่ 16-25 กุมภาพันธ์ ปี 2024 ซึ่งในขณะนี้ออสเตรเลียกำลังเผชิญกับเศรษฐกิจชะลอตัว อัตราการออมเงินในภาคครัวเรือนลดลงเหลือ 3.7 เปอร์เซ็นต์ในไตรมาสแรก ตอกย้ำถึงรายได้ที่ลดลงจากระดับสูงสุดถึง 23.6 เปอร์เซ็นต์ก่อนเกิดโควิด-19

นักวิเคราะห์จาก “Bloomberg Economics” ระบุว่า เป็นไปได้ที่ “The Eras Tour” จะช่วยดึงดูด-กระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ รวมถึงภาคบริการที่เตรียมรองรับการมาเยือนของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะสามารถเพิ่มสัดส่วนการใช้จ่ายได้อย่างมีนัยสำคัญ 

Taylor Swift Economy! หลัง ‘The Eras Tour’ กระตุ้นเศรษฐกิจ ต่อลมหายใจท้องถิ่น

  • อาจได้เห็น “Taylor-effect” และ “Swift-flation” ?

ความต้องการซื้อที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะเวลาสั้นๆ อาจทำให้เกิด “ภาวะเงินเฟ้อ” อย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วที่สวีเดนเมื่อครั้งทัวร์คอนเสิร์ตของ “บียอนเซ่” (Beyonce’) โดยในครั้งนั้น “ควีนบี” ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์เชิงตำหนิทำนองว่า เธอคือต้นเหตุของอัตราเงินเฟ้อภายในประเทศ เพราะการมาเยือนของป๊อปสตาร์ได้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจภายในประเทศให้กับหลายภาคส่วน แต่เมื่อทัวร์สิ้นสุดลง นักท่องเที่ยวเดินทางกลับ ก็อาจทำให้การบริโภคภายในซบเซาลงในชั่วข้ามคืนได้

นักเศรษฐศาสตร์จาก “AMP Capital Markets” ระบุว่า หากในอนาคตเวิลด์ทัวร์ของเทย์เลอร์หยุดยั้งเศรษฐกิจถดถอยในออสเตรเลียได้ก็คงเป็นเรื่องน่ายินดีไม่น้อย แต่อย่างไรก็ตามเราอาจจะได้เห็น “Taylor-effect” เกิดขึ้น เพราะเดือนกุมภาพันธ์ปี 2024 เป็นช่วงเวลาที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ว่า จะเกิดปรากฏการณ์ “Recession” ในออสเตรเลีย

แม้ว่าการมาถึงของบียอนเซ่ในสวีเดนเมื่อครั้งที่ผ่านมาจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ ด้วยดีมานด์โรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร และภาคบริการอื่นๆ เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน แต่นักวิเคราะห์กลับมองว่า เหตุการณ์ดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นกับออสเตรเลียด้วยภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน

เว็บไซต์ “นิวยอร์กโพสต์” (New York Post) มองว่า ความสำเร็จของ “The Eras Tour” เป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับหลายคน แต่คงไม่ใช่กับ “เจอโรม พาวเวล” (Jerome Powell) ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ หรือ “เฟด” (Fed) ที่ยังคงต่อสู้กับสถานการณ์เงินเฟ้อต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เงินเฟ้อในภาคบริการอื่นๆ ที่ไม่ได้เกิดจากสินเชื่อด้านที่อยู่อาศัย 

อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์ยังเชื่อว่า อุปสงค์ที่หลั่งไหลเข้ามาเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับเศรษฐกิจท้องถิ่น แม้จะมีความกังวลเกี่ยวกับ “Affordability Crisis” หรือวิกฤติความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยในภายหลัง ซึ่งก็เป็นโจทย์ที่ภาครัฐต้องกลับมาคิดทบทวนถึงเรื่องการสร้างสมดุลทางเศรษฐกิจ เพื่อรักษาประสบการณ์การใช้จ่ายของผู้คนให้ยืนระยะต่อไปได้

 

อ้างอิง: EtoroFortuneNew York Post