ส่องเทรนด์การเติบโตของเศรษฐกิจอินเดียสวนทางกับจีน ด้าน “ดร.จิติพล” ฟังธงอินเดียเนื้อหอมจริง แนะเทรนด์การลงทุนหุ้นเทคฯ ที่เชื่อมโยงกับจีน-อินเดียกำลังมา
Key Points
- อินเดียได้รับความสนใจอย่างมากจากบรรดานักลงทุนจากต่างประเทศ ในช่วงที่เศรษฐกิจจีนอ่อนแอ
- ตั้งแต่ต้นปี ฟันด์โฟลว์จากต่างประเทศไหลเข้าอินเดียสุทธิ 8.7 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.87 แสนล้านบาท)
- ดัชนีหุ้นซึ่งเชื่อมโยงกับการใช้อินเทอร์เน็ต 5 ตัวของอินเดียปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงกว่า 20%
- “ดร.จิติพล” ยืนยันตอนนี้อินเดียเนื้อหอมจริง
ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา “อินเดีย” ได้รับการกล่าวถึงมากมายจากบรรดาผู้นำ นักธุรกิจ และนักลงทุนต่างชาติ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศที่ค่อนข้างดี
จนบรรดานักวิเคราะห์ถึงกับกล่าวในช่วงที่ นเรนทรา โมดี (Narendra Modi) นายกรัฐมนตรีอินเดียว่า เยือนสหรัฐเมื่อวันที่ 21 มิ.ย. ที่ผ่านมาว่า เขาแทบไม่ต้องกล่าวคำโฆษณาใดๆ ให้ประเทศตัวเองเลย เพราะศักยภาพการเติบโตเป็นสิ่งที่พูดแทนคำกล่าวอ้างทั้งหมดแล้ว
เรื่องนี้ถูกตอกย้ำโดย แบงก์ออฟอเมริกา (Bank of America) หรือ BofA ซึ่งระบุเมื่อไม่นานมานี้ว่า ตั้งแต่ต้นเดือน มี.ค. ถึงปัจจุบัน ฟันด์โฟลว์จากต่างประเทศไหลเข้าอินเดียสุทธิ 8.7 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.87 แสนล้านบาท) ซึ่งดีที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี 2563
นอกจากนี้ผู้จัดการกองทุนจากต่างประเทศยังเข้าซื้อ พันธบัตรในสกุลเงินรูปี อย่างต่อเนื่องยาวนานที่สุดในรอบ 4 เดือน รวมทั้งสกุลเงินรูปียังเป็นสกุลเงินที่เคลื่อนไหวอยู่ในระดับที่ดีที่สุดเป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคเอเชียในปี 2566
อีกทั้งบทวิเคราะห์ของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ยังระบุอีกว่า ฟันด์โฟลว์ต่างชาติรวมทั้งรายได้จากภาคค้าปลีกปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงจากโควิด-19 (Covid 19) ผลักดันให้ ดัชนีเอ็นเอสอี นิฟตี 50 (NSE Nifty 50 Index) ของอินเดียทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 9% ในไตรมาสปัจจุบัน
ปรากฏการณ์ข้างต้นส่งผลให้มูลค่าหุ้นปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับราคาในอดีตแล้ว และปรากฎการณ์ดังกล่าวยังเพิ่ม “แต้มต่อ” ที่แต่เดิมอินเดียก็ควบคุมเหนือประเทศอื่นในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ด้วยกันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น เสน่ห์ของการเติบโตทางเศรษฐกิจและรายได้ที่มั่นคง เสถียรภาพทางการเมืองและนโยบายการเงินที่กระตุ้นให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้น
น่าสนใจว่า คุณลักษณะเหล่านั้นทำให้ประเทศที่มีประชากรมากถึง 1.4 พันล้านคนโดดเด่นขึ้นมา ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว รวมทั้งคุณลักษณะเหล่านั้นยังไป “บดบัง” ประเทศมหาอำนาจอย่างจีนที่เศรษฐกิจชะลอตัวและมีความขัดแย้งในเชิงภูมิรัฐศาสตร์และทางการค้ากับสหรัฐ
มากไปกว่านั้น เมื่อวานนี้ (27 มิ.ย.) ดัชนีหุ้นซึ่งเชื่อมโยงกับการใช้อินเทอร์เน็ต 5 ตัวของอินเดียปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงมากกว่า 20% โดยหุ้นดังกล่าวประกอบด้วย
- Paytm
- Parent
- One97
- Communications Ltd.
- Zomato Ltd.
การปรับขึ้นดังกล่าวได้รับแรงหนุนจากการมุ่งทำกำไรของบรรดาบริษัทดังกล่าว เศรษฐกิจในประเทศที่ฟื้นตัว อย่างคึกคัก และเทรนด์ปัญญาประดิษฐ์ในปัจจุบัน สวนทางกับประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจของยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีจากจีนที่ถดถอยลงจากปัจจัยความเสี่ยงภายในประเทศ
เห็นได้อย่างชัดเจนว่าผลประกอบการของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของอินเดียที่ปรับตัวดีขึ้นกว่าจีน รวมทั้งท่าทีของบรรดานักลงทุนชื่อดังอย่าง อีลอน มัสก์ เรย์ ดาลิโอ และอื่นๆ อีกมากมาย ที่ให้ความสนใจลงทุนในอินเดีย ล้วนตีความได้ว่า “อินเดียอยู่ในช่วงเนื้อหอม” และนักลงทุนทั่วโลกต่างมองหาโอกาสนอกประเทศจีน จากความปั่นป่วนมากมาย หนึ่งในนั้นคือความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และกฎระเบียบด้านเงินทุนที่เข้มงวด
โดยนักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งประเมินว่า แม้ว่าในมุมมองของมูลค่าตลาดและรายได้ของอินเดียจะค่อนข้างน้อย ทว่าบรรดาบริษัทเหล่านั้นก็สามารถดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศได้จากศักยภาพการเติบโตของประเทศ รวมทั้งสายสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศตะวันตก
ด้าน ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์ หัวหน้ากลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุนสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์กับกรุงเทพธุรกิจวันนี้ว่า ปัจจุบันอินเดีย “เนื้อหอม” จริงเนื่องจาก 3 ปัจจัยคือ
- ช่วงนี้เศรษฐกิจจีนอันเดอร์เพอร์ฟอร์ม
- ธีมการลงทุนด้านความร่วมมือด้านเทคโนโลยีระหว่างจีน-อินเดีย เป็นภาคส่วนที่น่าลงทุนและมีโอกาสเติบโตในอนาคต
- โครงสร้างประชากรอินเดียได้เปรียบเพราะอายุแรงงานเฉลี่ยต่ำกว่า 30 ปี และมีประชากรเยอะ
ทั้งนี้ อินเดียและจีนเป็นประเทศปลายทางเพื่อการลงทุนสำหรับบรรดานักธุรกิจจากต่างประเทศเพราะมีข้อได้เปรียบเรื่องแรงงาน ทว่าโดยปกตินักธุรกิจชอบ ลงทุนในจีน มากกว่าเพราะระบอบการปกครองเอื้อให้สามารถควบคุมหรือออกนโยบายไปในทางใดทางหนึ่งได้
อย่างไรก็ดี ปัจจุบัน เศรษฐกิจจีนชะลอตัว และมีความปั่นป่วนด้านอสังหาฯ รวมทั้งความเสี่ยงจากการเมืองระหว่างประเทศโดยเฉพาะกับสหรัฐ ดังนั้นอินเดียจึงเป็นทางที่เลือกที่น่าสนใจรองลงมา
“การเมืองอินเดียคล้ายไทยคือสั่งซ้ายหันขวาหันไม่ค่อยได้ ดังนั้นนักลงทุนจึงชอบจีนมากกว่า แต่ตอนนี้จีนมีปัญหา เขาเลยมาลงทุนในอินเดีย ถ้าตัดจีนออกไปอินเดียก็เป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งของเหล่านักลงทุน”
เมื่อถามว่า หากหลังการ ประชุมพรรคคอมมิวนิสต์จีน ช่วงกลางเดือน ก.ค. แล้วรัฐบาลกลางปักกิ่งออกนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและภาคอสังหาฯ อย่างร้อนแรงจะทำให้ฟันด์โฟลว์ไหลออกจากอินเดียไปจีนหรือไม่ ดร.จิติพล ระบุว่า อาจจะไม่เป็นเช่นนั้น
“ต้องยอมรับว่าปัญหาของจีนปัจจุบันไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจในประเทศไม่เติบโต ไม่เรื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ตอนนี้เศรษฐกิจจีนเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่ปัญหาที่ทำให้ ฟันด์โฟลว์ ไหลออกคือนโยบายระหว่างประเทศที่ไม่อยากให้นักลงทุนจากสหรัฐเข้ามา ถามจริงถ้านักลงทุนสหรัฐไม่เข้าไป หุ้นจีน โดยเฉพาะหุ้นเทคฯ จีนจะขึ้นได้ยังไง ถ้าไม่มีแรงซื้อหนักจากสหรัฐ รับรองหุ้นไม่ขึ้นแน่นอน”









