background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

‘กาฬสินธุ์ โมเดล’ ต้นแบบ ‘แก้จนแม่นยำ’ ทางออกปัญหายากจนข้ามรุ่น ในสังคมไทย

‘กาฬสินธุ์ โมเดล’ ต้นแบบ ‘แก้จนแม่นยำ’ ทางออกปัญหายากจนข้ามรุ่น ในสังคมไทย

เปิดข้อมูลแก้จนแม่นยำ จ.กาฬสินธุ์ บพท.ผนึกภาคี ชุมชน ส่วนราชการ สถาบันศึกษา สอบทานข้อมูลคนจนจาก TPMAP สร้างฐานข้อมูลแก้ปัญหาความยากจนระดับจังหวัด ดันโครงการลงพื้นที่นำร่องอ.นามน หนุนชาวบ้านรวมกลุ่มทำวิสาหกิจผักปลอดภัยสร้างรายได้หลักพันต่อสัปดาห์ เตรียมขยายผล

"การแก้ปัญหาความยากจน" ถือเป็นประเด็นความสำคัญที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ โดยในการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่13 (256 - 2570) ได้กำหนดเป้าหมายไว้ใน “หมุดหมายที่ 9”ที่มุ่งแก้ไขปัญหา “ความยากจนข้ามรุ่น” ในสังคมไทย เพื่อให้คนไทยมีความคุ้มครองทางสังคมที่เพียงพอ และเหมาะสม
ทั้งนี้ข้อมูลจากระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า ปี 2565 พบว่า ครัวเรือนที่มีแนวโน้มจะตกอยู่ในความยากจนข้ามรุ่น หรือเรียกโดยย่อว่า ‘ครัวเรือนยากจนข้ามรุ่น’ มีจำนวนประมาณ 597,248 ครัวเรือน หรือคิดเป็นประมาณ 15% ของครัวเรือนที่มีเด็กและเยาวชนเป็นสมาชิก
  

แม้ว่าการแก้ไขปัญหาความยากจนจะมีกลไกในการทำงานระดับชาติขึ้นมาเป็นหน่วยงานกลางในการแก้ไข  แต่การจะแก้ปัญหาความยากจนให้ได้ผลต้องทำงานบนข้อมูลที่แม่นยำถูกต้อง รวมทั้งต้องใช้ความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายทั้งสถานศึกษา มหาวิทยาลัยในพื้นที่ หน่วยงานราชการ หน่วยงานในระดับท้องถิ่น ภาคประชาสังคม ที่เกี่ยวข้องหลายส่วนเพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาความยากจนในระดับครัวเรือนได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ และสามารถติดตามการแก้ไขปัญหาความยากจนในระดับพื้นที่ได้ 

"จ.กาฬสินธุ์" เป็นจังหวัดหนึ่งที่เป็นตัวอย่างของการแก้ไขปัญหาความยากจนในระดับพื้นที่ โดยที่ผ่านมาการสำรวจข้อมูลความยากจนรายจังหวัดโดยสำรวจรายได้ต่อหัวประชาชนกรในปี 2560 พบว่ากาฬสินธุ์เป็นจังหวัดที่มีสัดส่วนคนจนยากจนอันดับ 4 ของประเทศ มีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 2,465 บาทต่อคนเดือน ซึ่งต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยความยากจนของไทยที่อยู่ที่  2,762 บาทต่อคน/เดือน 

จังหวัดจึงได้กำหนดเป็นวาระสำคัญของจังหวัดเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างเร่งด่วน ประสานการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมและชุมชน กำหนดยุทธศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาภายใต้โครงการ "Kalasin Happiness Model: คนกาฬสินธุ์ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง" โดยเป็นการทำงานร่วมกันหลายภาคส่วนตั้งแต่องค์กรชุมชน ภาคประชาสังคม  มหาวิทยาลัยในพื้นที่ เข้ามาทำงานบูรณาการร่วมกัน 

‘กาฬสินธุ์ โมเดล’ ต้นแบบ ‘แก้จนแม่นยำ’ ทางออกปัญหายากจนข้ามรุ่น ในสังคมไทย

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบูรณาการวิจัยและความร่วมมือเพื่อพัฒนาเชิงพื้นที่ (บพท.)กล่าวว่าจังหวัดกาฬสินธุ์เป็นจังหวัดต้นแบบของ บพท.ในแผนงานการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ

บพท.ได้ให้ทุนกับสถาบันการศึกษา และมหาวิทยาลัยในพื้นที่ซึ่งมีปัญหาความยากจน โดยพื้นที่ต้นแบบที่เริ่มต้นในปี 2562 ใช้ข้อมูลดัชนีความก้าวหน้าของคนคัดเลือก 10 จังหวัดที่รายได้ครัวเรือนต่ำที่สุดของประเทศ และเพิ่มเป็น 20 จังหวัดในปี 2563 – 2564 ซึ่งสิ่งสำคัญที่ บพท.ให้สถานศึกษาในพื้นที่ดำเนินการคือการสอบทานข้อมูลคนจนจากระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า (TPMAP) เพื่อดูว่าคนจนที่ตกหล่นอยู่ในพื้นที่ไหน โดยทำข้อมูลไปถึงระดับครัวเรือน รวมทั้งมีการสำรวจฐานทุน 5 ด้านเพื่อเป็นข้อมูลว่าจะสามารถให้ความช่วยเหลือ สร้างงาน สร้างอาชีพให้คนจนอย่างไรเพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้นได้

 บพท.ได้ขับเคลื่อนแพลตฟอร์มขจัดความ ยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำระดับจังหวัด ใน 4 ด้าน ได้แก่

1) การสร้างกลไกความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนระดับจังหวัด ด้วยข้อมูลจากกระบวนการวิจัย

2) ระบบข้อมูลครัวเรือนยากจนชี้เป้า ระดับพื้นที่ที่ครอบคลุม ปัญหาและฐานทุนรายครัวเรือนแบบเรียลไทม์ เป็นระบบข้อมูลที่ใช้กระบวนทาง สังคมแบบมีส่วนร่วมในการค้นหาและสอบทาน

3) ระบบส่งต่อความช่วยเหลือครัวเรือนยากจนและติดตามผล สร้างกลกความร่วมมือการส่งต่อความช่วยเหลือ กับองค์กรและหน่วยงานระดับพื้นที่แบบตรงเป้า ซึ่งช่วยลดความซ้ำซ้อนการทำงาน และสามารถยกระดับ คุณภาพชีวิตและฐานะทางสังคมของครัวเรือนยากจนเป้าหมาย

4)สร้างโมเดลแก้จนมิติอาชีพเพื่อยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจ โดยการพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่ และสร้างห่วงโซ่คุณค่าจากธุรกิจที่มีความสอดคล้องกับบริบทพื้นที่และศักยภาพครัวเรือนยากจน

‘กาฬสินธุ์ โมเดล’ ต้นแบบ ‘แก้จนแม่นยำ’ ทางออกปัญหายากจนข้ามรุ่น ในสังคมไทย
ปัจจุบันมี 20 จังหวัดเป้าหมายซึ่งสามารถสอบทาน กำหนดกลุ่มคนจนเป้าหมายที่ถูกต้องและแม่นยำ สามารถส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเยี่ยวยาแก้ไขปัญหา และขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างเบ็ดเสร็จและแม่นยำในระดับครัวเรือน


“ที่ผ่านมาปัญหาของการแก้ไขปัญหาความยากจนของประเทศไทยที่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้เบ็ดเสร็จเพราะเรายังขาดข้อมูลคนจนในรายพื้นที่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ บพท.ให้ความสำคัญในการตรวจสอบข้อมูลของ TPMAP โดยทำงานร่วมกับภาคีต่างๆทั้งส่วนราชการ ประชาสังคม และสถาบันการศึกษาในพื้นที่ และนำความรู้จากงานวิจัยไปแก้ไขปัญหาความยากจน โดยส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้กับคนจนในพื้นที่ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง ซึ่งพื้นที่จ.กาฬสินธุ์ถือว่าเป็นต้นแบบในการแก้ปัญหาความยากจนของคนในพื้นที่โดยนอกจากวัดมิติทางรายได้ยังดูฐานทุนของคนจนในพื้นที่ด้วยว่าจะช่วยยกระดับรายได้ได้อย่างไร”

 

‘กาฬสินธุ์ โมเดล’ ต้นแบบ ‘แก้จนแม่นยำ’ ทางออกปัญหายากจนข้ามรุ่น ในสังคมไทย

 

รศ.จิระพันธ์ ห้วยแสน อธิการบดีมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ กล่าวว่าการแก้ปัญหาความยากจนในจังหวัดกาฬสินธุ์ ถือว่าเป็นเป้าหมายสำคัญที่ภาคส่วนต่างๆทำงานร่วมกันอย่างเข้มแข็งโดยมีเป้าหมายที่จะแก้ปัญหาความยากจน ลดจำนวนคนจนในพื้นที่ และทำให้คนจนที่หลุดพ้นจากความยากจนไม่กลับไปจนอีก จ.กาฬสินธุ์ ได้มีการทำโครงการ โครงการคนกาฬสินธุ์ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง หรือ “Kalasin Happiness Model” ตั้งแต่ปี 2561 ซึ่งเป็นโครงการยกระดับคุณภาพชีวิตคนจนขั้นพื้นฐานของจังหวัด โดยมหาวิทยาลับกาฬสินธุ์มีส่วนในการพัฒนาโครงการดังกล่าว

เมื่อ บพท.เข้ามาให้ทุนสนับสนุนมหาวิทยาลัย ในโครงการการพัฒนานวัตกรรมสนับสนุนการทำงานเชิงพื้นที่แบบร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ จังหวัดกาฬสินธุ์ ระยะที่ 1-3 ในปี 2563 – 2566 ก็ได้มีทำแผนงานแก้ปัญหาความยากจนในจังหวัดเพิ่มเติม ครอบคลุมตั้งแต่การค้นหาสอบทานข้อมูลครัวเรือนยากจนจากระบบ TPMAP โดยทำการสอบทานข้อมูลทั้งจังหวัดอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ระบบ “ประชาคุ้ม” คือให้ชาวบ้านแต่ละคุ้ม มาร่วมตรวจสอบยืนยันข้อมูลคนจนว่าถูกต้องหรือไม่ หรือวิเคราะห์ถึงฐานทุน 5 มิติ  


จากนั้นจะมีระบบการบันทึกข้ออมูลลงสู่ระบบที่เป็น Dash Board เพื่อให้ติดตามข้อมูลได้อย่างครอบคลุม รวมทั้งดูความช่วยเหลือที่ครัวเรือนยากจนได้รับการช่วยเหลือแล้วหรือไม่ เพียงพอหรือมีความซ้ำซ้อนหรือไม่ด้วย โดยข้อมูลนี้จะส่งไปให้กับจังหวัดสามารถใช้เป็นข้อมูลในการทำงานแก้ปัญหาความยากจนได้อย่างแม่นยำ
 

ทั้งนี้ในการทำโครงการแก้ไขปัญหาความยากจนในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ ทีมวิจัยได้เลือกพื้นที่อ.นามน ซึ่งมีครัวเรือนยากจนในพื้นที่จำนวนทั้งสิ้น ทั้งสิ้น 321 ครัวเรือน ระดับวิกฤตความยากจนส่วนใหญ่ อยู่ในระดับอยู่ยาก ถึงจำนวน 253 ครัวเรือน คิดเป็น  78.82% รองลงมา คือ ระดับอยู่พอได้ จำนวน 68 ครัวเรือน คิดเป็น 21.18% และ ระดับอยู่ดีมีเพียง 1 ครัวเรือน (0.31%) ฃ


โดยกระบวนการทำงานเริ่มที่สอบทานครัวเรือนยากจน ในพื้นที่ โดยร่วมกับภาคีเครือข่ายท้องถิ่น ท้องที่ และชุมชนเต็มพื้นที่ จากแหล่งข้อมูลTPMAP และฐานข้อมูลครัวเรือนยากจนจังหวัดกาฬสินธุ์ จากนั้นบันทึกเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลบริหารจัดการครัวเรือนยากจน Kalasin Happiness Model  เวอร์ชั่น2 เพื่อวิเคราะห์ทุนยังชีพครัวเรือนยากจน 
นอกจากนั้นยังมีระบบติดตามช่วยเหลือครัวเรือนยากจนที่มีรายชื่อในระบบ ผลจากการค้นหาสอบทานนำมาสู่การวิเคราะห์ คืนข้อมูลแก่ภาคีเครือข่ายในระดับอำเภอในการวางแผนการดำเนินงานแก้ไขปัญหาความยากจน


ต่อมาในปี 2565 ได้มีการสร้างความร่วมมือกับกลไกเชิงพื้นจนเกิดความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับหน่วยงานในอำเภอ และมีการลงนามบันคืกข้อตกลงควาบร่วมมือในการแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำกับหน่วยงานในอำเภอนามน จำนวน 16 หน่วยงาน เกิดกลไกภาคีเครือข่ายในการดำเนินงานที่มีส่วนร่วมตั้งแต่ระดับท้องถิ่น และอำเภอ เพื่อพัฒนากลไกการช่วยเหลือส่งต่อครัวเรือนยากจน “Poverty Forum” การจัดระดมความคิดเห็นในระดับชุมชนท้องถิ่นจนถึงระดับอำเภอในการเชื่อมโยงระบบการช่วยเหลือส่งต่อครัวเรือนยากจนให้ได้รับการช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

‘กาฬสินธุ์ โมเดล’ ต้นแบบ ‘แก้จนแม่นยำ’ ทางออกปัญหายากจนข้ามรุ่น ในสังคมไทย
โดยพัฒนาศักยภาพธุรกิจชุมชนกับการแก้ไขปัญหาความยากจนอำเภอนามน เกิดแนวทางการดำเนินงานในการบริหารจัดการเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน และเชื่อมโยงครัวเรือนยากจนในการพัฒนาอาชีพ มีพี่เลี้ยงด้านการพัฒนาอาชีพ และติดตาม สนับสนุนครัวเรือนยากจนด้านอาชีพ มีครัวเรือนยากจนพัฒนาศักยภาพด้านอาชีพ โดยอาชีพที่มีชาวบ้านรวมกลุ่มมาเข้าร่วมคือการปลูกผักปลอดภัยจำหน่ายซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านได้หลักพันบาทต่อสัปดาห์


ฐิติพร พิกุลหอม ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่15 ต.สูงเปรียบ อ.นามน ปัจจุบันทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่วางแผนการผลิตวิสาหกิจชุมชน เล่าว่าต้นปี 2566 ชาวบ้านในพื้นที่ 32 ครัวเรือนที่มีปัญหาความยากจนได้รับการส่งเสริมให้รวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชนเพื่อปลูกผักอินทรีย์

โดยใช้พื้นที่สนามฟุตบอลเก่าของโรงเรียนที่ถูกทิ้งร้างมาใช้ประโยชน์ โดยพื้นที่ส่วนกลางประมาณ 4 ไร่สามารถแบ่งได้ 38 แปลง ใช้โมเดลปลูกผักที่มุ่งเน้นการปลูกผักแปลงรวม มีห้างหุ้นส่วนจำกัดผักสดนามน เข้ามาเป็นกลไกเชื่อมโยงกับเครือข่ายกลุ่มวิสาหกิจชุมชนระดับอำเภอและชุมชนภายใต้แนวคิดธุรกิจเพื่อสังคม โดยมีศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร จ.กาฬสินธุ์ สนับสนุนการตรวจรับรองมาตรฐาน 

ทำให้การปลูกผักในแปลงจะมีการวางแผนว่าพืชอะไรที่สามารถปลูกตามความต้องการของตลาด สามารถเก็บเกี่ยวได้เร็วในระยะ 1 เดือนเศษ หรือในรอบ 1 – 2 สัปดาห์ ได้แก่ ผักบุ้ง ผักคะน้า ต้นหอม ซึ่งการปลูกผักของชาวบ้านจะไม่ใช้สารเคมีในแปลงแต่จะเน้นการดูแลแปลงผักให้ผักมีคุณภาพดีตรงกับความต้องการของตลาด

‘กาฬสินธุ์ โมเดล’ ต้นแบบ ‘แก้จนแม่นยำ’ ทางออกปัญหายากจนข้ามรุ่น ในสังคมไทย
สิ่งที่เห็นได้จากการเริ่มปลูกผักส่งตลาดในหลายเดือนที่ผ่านมานอกจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นยังเห็นการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนในชุมชน ที่แต่เดิมต้องออกไปรับจ้างทำงานนอกพื้นที่ ปัจจุบันเริ่มมีคนที่กลับมาอยู่ในหมู่บ้านชุมชนมากขึ้น เพราะทีมวิจัยเน้นในเรื่องการมีส่วนร่วมของกระบวนการที่ชาวบ้านจะเข้ามามีส่วนร่วมในขั้นตอนต่างๆทำให้เกิดการหมุนเวียนของรายได้ 


ในแผนงานระยะต่อไปของกลุ่มจะเพิ่มการปลูกพืชที่มีราคาสูงมากขึ้น เช่น ผักแคว ผักดอก ที่เป็นที่ต้องการของตลาด รวมทั้งทำแบรนด์สินค้าให้มีความแข็งแรงขึ้น และเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายทางออนไลน์ด้วย 

‘กาฬสินธุ์ โมเดล’ ต้นแบบ ‘แก้จนแม่นยำ’ ทางออกปัญหายากจนข้ามรุ่น ในสังคมไทย
นอกจากสามารถสร้างรายได้ให้กับคนชุมชนช่วยแก้ปัญหาความยากจนด้วยการพัฒนาอาชีพ ยังมีการรวมกลุ่มการจัดตั้งธนาคารชุมชน 2 แห่งเพื่อแก้ไขปัญหาด้านแหล่งทุน คือ ธนาคารธรรมเกษตรอินทรีย์ ต.สงเปลือย สมาชิก 72 ราย เงินทุนหมุนเวียน 91,640 บาท และธนาคารเพื่อการออมและการเกษตรบ้านโนนเที่ยง สมาชิก 32 ราย เงินทุนหมุนเวียน 75,584 บาท เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนในชุมชนต่อไป 


ปัจจุบันนอกจากการปลูกผักยังมีการส่งเสริมให้ผู้ด้อยโอกาสได้รับการพัฒนาทักษะอาชีพจำนวน 124 ราย และสร้างเครือข่ายกลุ่มอาชีพ ได้รับพัฒนาศักยภาพ ด้านอาชีพจากภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เช่น การปลูกพืชผัก เลี้ยงสัตว์ การแปรรูป การจำหน่ายผลผลิต และส่งต่ออาชีพเสริมอื่นๆ จนส่งผลให้เกิดการกลุ่มและเครือข่ายใหม่ เช่น กลุ่มอาชีพผู้เลี้ยงไก่พื้นบ้าน กลุ่มอาชีพเลี้ยงจิ้งหรีด กลุ่มเพาะเห็ด 
ถือเป็นโมเดลการแก้ไขปัญหาความยากจนในระดับพื้นที่ที่สามารถขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆต่อไป ซึ่งจะเป็นทางออกให้สามารถแก้ไขปัญหาความยากจนข้ามรุ่นในสังคมไทยได้ในที่สุด