background-default

วันพุธ ที่ 14 มกราคม 2569

Login
Login

‘สหรัฐ’ ส่อเผชิญวิกฤติสภาพคล่องครั้งใหญ่ ฉุดรั้ง ศก. เร่งสู่ภาวะถดถอย

‘สหรัฐ’ ส่อเผชิญวิกฤติสภาพคล่องครั้งใหญ่ ฉุดรั้ง ศก. เร่งสู่ภาวะถดถอย

“มาร์โก โคลาโนวิช” นักวิเคราะห์อาวุโสจาก เจพีมอร์แกน เตือน สภาพคล่องทั้งปี 65 สหรัฐส่อฮวบ 56 ล้านล้านบาท ส่อกระทบปริมาณเงินฝากแบงก์พาณิชย์ กระทบนหุ้นแบงก์ 

Key Points

  • นักวิเคราะห์เจพีมอร์แกนเผยสหรัฐจ่อเผชิญวิกฤติสภาพคล่องครั้งใหญ่
  • สภาพคล่องทั้งปี 2566 จ่อลดลงทั้งหมด 1.7 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 56 ล้านล้านบาท)
  • ปริมาณเงินฝากที่หดตัวอย่างรุนแรงเข้าไปกดดันการทำงานของแบงก์พาณิชย์สหรัฐ

ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา สหรัฐเผชิญกับความปั่นป่วนทางการเงินมากมาย ตั้งแต่ภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น ปัญหาเงินเฟ้อ วิกฤติแบงก์รัน (Bank Run) และความขัดแย้งเรื่องการขยายเพดานหนี้ของทำเนียบขาวที่พึ่งจะผ่านพ้นไปแต่ก็ส่งผลกระทบอย่างมากต่อตลาดทุนและตลาดพันธบัตรในวงกว้าง

ล่าสุด มาร์โก โคลาโนวิช (Marko Kolanovic) หัวหน้านักวิเคราะห์ตลาดทุนโลกของเจพีมอร์แกน (JPMorgan) ระบุในรายงานซึ่งเผยแพร่เมื่อวานนี้ (7 มิ.ย.) ว่า สหรัฐมีแนวโน้มเผชิญกับ “วิกฤติสภาพคล่องครั้งใหญ่ที่สุด” นับตั้งแต่ความปั่นป่วนทางการเงิน “เลห์แมน บราเทอร์” ปี 2008 และปัญหาดังกล่าวจะเข้ามากดดันตลาดหุ้นสหรัฐช่วงเดือน มิ.ย. – ส.ค. 2566 นี้

โดยมาร์โก เตือนบรรดานักลงทุนว่า จากปัจจัยจำนวนมากที่เข้ามากดดันเศรษฐกิจสหรัฐขณะนี้ อาจทำให้สภาพคล่องของรัฐบาลลดลงมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 33 ล้านล้านบาท) และกระตุ้นให้สภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) กระชั้นเข้ามามากขึ้น 

“สภาพคล่องโดยรวมของสหรัฐจะหดตัวลงอีก 1.1 ล้านล้านดอลลาร์นับจากวันนี้ไปจนถึงสิ้นปี 2566 ส่งผลให้สภาพคล่องทั้งปี 2566 ย่อตัวลงไปทั้งหมด 1.7 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 56 ล้านล้านบาท) และหากเทียบกันปีต่อปี ตัวเลขการลดลงข้างต้นอยู่ในระดับที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่วิกฤติเลห์แมนด้วยซ้ำ ทั้งนี้ สภาพคล่องที่ว่าประกอบด้วย ปริมาณเงินเอ็ม 2 (US M2 Money Stock) บวกกับ สินทรัพย์กองทุนรวมตลาดเงินสถาบัน (Institutional Money Market Fund Assets) ”  

ทั้งนี้ แรงขับที่อาจกระตุ้นให้เกิดวิกฤติสภาพคล่องอย่างที่กล่าวไป ประกอบด้วย

ปัจจัยกดดันสภาพคล่องสหรัฐ

  1. การปรับลดงบดุลอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ที่ขณะนี้อยู่ที่ระดับ 1 แสนล้านดอลลาร์ต่อเดือน
  2. กระทรวงการคลังสหรัฐระดมทุนสำหรับใช้จ่ายทั่วไป (General Account) ผ่านการออกพันธบัตรจำนวนมากในช่วงเดือน มิ.ย. - ส.ค. หลังจากผ่านข้อตกลงขยับเพดานหนี้ 
  3. นักลงทุนและประชาชนถอนเงินออกจากธนาคารอย่างต่อเนื่องเพื่อนำไปลงทุนในกองทุนรวมตลาดเงิน

โคลาโนวิช กล่าวเพิ่มเติมว่า สภาพคล่องที่ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วในสหรัฐไม่น่าจะได้รับการบรรเทาจากสถานการณ์ของประเทศอื่น “สภาพคล่องของระบบธนาคารในยูโรโซน ลดลง 1 ล้านล้านยูโรตั้งแต่เดือน พ.ย. 2565 และสินเชื่ออีกกว่า 4.77 แสนล้านยูโร จะครบกำหนดชำระช่วงสิ้นเดือน มิ.ย. นี้ ดังนั้นปัญหาสภาพคล่องในยุโรปก็น่าจะระส่ำไม่แพ้ในสหรัฐ”

ขณะเดียวกัน โคลาโนวิช ประเมินว่า ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา นักลงทุนในหุ้นด้านเทคโนโลยี นำความเสี่ยงดังกล่าวเข้าไปคำนวณในราคาหุ้น (Price In) เรียบร้อยแล้ว ส่วนหนึ่งได้แรงหนุนจากกระแสความนิยมหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่แม้ราคาจะปรับตัวสูงขึ้น แต่มูลค่าบริษัทกลับไม่เพิ่มขึ้น (Bubble-like)

ดังนั้นหากพิจารณาสถานการณ์ข้างต้นประกอบกับสภาพคล่องโดยรวมที่ลดลง “หุ้นมีความเสี่ยงที่จะลดลงมากกว่าเพิ่มขึ้น”

“มุมมองที่ว่าแรงกดดันต่อเศรษฐกิจสหรัฐที่เลวร้ายที่สุดผ่านไปแล้วอาจจะไม่จริง เนื่องจาก หากเปรียบเทียบสถิติในอดีต ผลกระทบจากการดำเนินนโยบายทางการของแบบเข้มงวดของเฟดค่อนข้างแสดงให้เห็นช้ากว่าเวลาปกติ  รวมทั้งปัจจัยกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจบางตัวชะลอตัวลง ไม่ว่าจะเป็น การออมส่วนเกิน (Excess Savings) และ มาร์จิ้นที่ยังแกร่ง (Strong Margins) ดังนั้นในมุมมองของเรา ตลาดหุ้นจะต้องรับความเสี่ยงจากนโยบายการเงินที่เกี่ยวข้องกับเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีความท้าทายมากขึ้น”

โคลาโนวิช ทิ้งท้ายว่า ปริมาณเงินฝากที่หดตัวอย่างรุนแรงไม่ได้ทำให้สภาพคล่องหรือเงินสดเพื่อลงทุนในสินทรัพย์กลุ่มการเงินน้อยลง แต่จะปริมาณเงินฝากที่น้อยลงจะกดดันระบบธนาคารพาณิชย์ของสหรัฐอย่างมาก โดยเฉพาะหากปริมาณเงินฝากในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ท้องถิ่นลดลงถึง “ระดับเปราะบาง”

อ้างอิง

1. Business Insider