เกษตร รับมือน้ำมันปาล์มล้น หลังแนวโน้มผลผลิตโลกเพิ่ม

เกษตร รับมือน้ำมันปาล์มล้น หลังแนวโน้มผลผลิตโลกเพิ่ม

USDAคาด ครึ่งปีหลัง ผลผลิตพืชน้ำมันโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น กระทบราคาน้ำมันปาล์มในตลาดโลกลดลง ขณะที่ ครม. มีมติรับทราบ โครงการผลักดันการส่งออกน้ำมันปาล์มเพื่อลดผลผลิตส่วนเกิน ปี 2566

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยถึงสถานการณ์การผลิตและความต้องการใช้ปาล์มน้ำมันของไทย ปี 2566 (ข้อมูลพยากรณ์ ณ เมษายน2566) ซึ่ง สศก. คาดการณ์ว่าจะมีเนื้อที่ให้ผล6.252ล้านไร่ เพิ่มขึ้นจากปี2565ที่มีจำนวน6.150ล้านไร่หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ1.66 ผลผลิตปาล์มน้ำมันรวม 19.892 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี2565ที่มีจำนวน19.061ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ4.36

 

สำหรับผลผลิตปาล์มน้ำมัน 19.892 ล้านตัน คิดเป็นสัดส่วนน้ำมันปาล์มดิบ 3.581 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากเดิมในปี2565ที่มีจำนวน 3.431 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.37 โดยผลผลิตในรูปน้ำมันปาล์มดิบ จะทยอยออกสู่ตลาดเฉลี่ยเดือนละ 0.264-0.330 ล้านตัน ในขณะที่ความต้องการใช้ในประเทศเฉลี่ยอยู่ที่เดือนละ 0.225 ล้านตัน

 

เกษตร รับมือน้ำมันปาล์มล้น หลังแนวโน้มผลผลิตโลกเพิ่ม เกษตร รับมือน้ำมันปาล์มล้น หลังแนวโน้มผลผลิตโลกเพิ่ม เกษตร รับมือน้ำมันปาล์มล้น หลังแนวโน้มผลผลิตโลกเพิ่ม

 

จึงส่งผลทำให้มีน้ำมันปาล์มดิบส่วนเกินสะสมเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเดือนละ 0.039-0.105 ล้านตัน อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งปีแรก สถานการณ์ราคาน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลกยังทรงตัวในระดับสูง จึงส่งผลทำให้ไทยยังสามารถส่งออกได้อย่างต่อเนื่อง โดยช่วงมกราคม-พฤษภาคม2566ไทยส่งออกน้ำมันปาล์มดิบได้รวม 0.570 ล้านตัน และคาดว่า ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม จะมีสต็อกน้ำมันปาล์มดิบคงเหลือ 0.266 ล้านตัน (ระดับสต็อกปกติอยู่ที่0.300ล้านตัน)

 

ล่าสุดจากการคาดการณ์ของกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (United States Department of Agriculture : USDA)ณ เดือนพฤษภาคม พบว่า ผลผลิตพืชน้ำมันโลก (ถั่วเหลือง ปาล์มน้ำมัน เรพซีด ฯลฯ ) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และสูงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้เดิม จึงทำให้ราคาพืชน้ำมันรวมถึงราคาน้ำมันปาล์มในตลาดโลกในช่วงครึ่งปีหลังจะปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าราคาน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลก จะเคลื่อนไหวอยู่ระหว่างกิโลกรัมละ 26.00 – 28.00 บาท ขณะที่ราคาน้ำมันปาล์มดิบในประเทศเฉลี่ยที่กิโลกรัมละ30บาท

 ซึ่งระดับราคาดังกล่าว ไทยไม่สามารถส่งออกได้ เนื่องจากราคาน้ำมันปาล์มดิบในประเทศสูงกว่าราคาในตลาดโลก จึงส่งผลทำให้สต็อกน้ำมันปาล์มดิบในช่วงครึ่งปีหลังปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น0.350 – 0.400ล้านตัน ซึ่งสูงกว่าระดับสต็อกปกติ และจะมีผลกระทบต่อราคาที่เกษตรกรได้รับ

 

ดังนั้น เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มภายในประเทศให้มีความเหมาะสมและเป็นธรรม รวมถึงสร้างสมดุลน้ำมันปาล์มให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ โดยไม่กระทบกับราคาที่เกษตรกรขายได้คณะรัฐมนตรี ในคราวประชุมเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ได้รับทราบโครงการผลักดันการส่งออกน้ำมันปาล์มเพื่อลดผลผลิตส่วนเกิน ปี 2566 ตามมติคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) 1/2566 เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2566 ซึ่งเป็นมาตรการคู่ขนานของโครงการประกันรายได้ปาล์มน้ำมันที่กิโลกรัมละ 4 บาท โดยโครงการฯ ดังกล่าว มีเป้าหมายลดน้ำมันปาล์มดิบส่วนเกิน จำนวน 150,000 ตัน

  ด้วยการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการฯ ในอัตรากิโลกรัมละ 2.00 บาทโดยมีเงื่อนไข ดังนี้ 1) ระดับสต็อกน้ำมันปาล์มดิบในประเทศสูงกว่า 300,000 ตัน และ 2) ราคาน้ำมันปาล์มดิบในประเทศสูงกว่าราคาตลาดโลก อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การบริหารจัดการมีความยืดหยุ่นและทันต่อสถานการณ์ จึงได้กำหนดระดับสต็อกน้ำมันปาล์มดิบขั้นต่ำไว้ที่ 250,000 ตัน โดยให้เป็นอำนาจของ กนป. เป็นผู้พิจารณาระดับสต็อกน้ำมันปาล์มดิบเหมาะสมที่จะใช้ในการพิจารณาสนับสนุนค่าบริหารจัดการการส่งออกต่อไป

นอกจากนี้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มทั้งระบบ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงให้ความสำคัญในเรื่องของเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน การการตัดปาล์มคุณภาพ หรือการตัดปาล์มสุก เพื่อเพิ่มเปอร์เซ็นต์น้ำมันซึ่งจะช่วยยกระดับรายได้ให้เกษตรกรได้ เพราะอัตราการสกัดน้ำมันปาล์มทุกๆ 1% ที่เพิ่มขึ้น เกษตรกรจะได้ราคาเพิ่มขึ้นอีกกิโลกรัมละ 0.30 บาท และเมื่อพิจารณาถึงมูลค่าเศรษฐกิจแล้ว พบว่า
 

อัตราการสกัดน้ำมันปาล์ม ที่เพิ่มขึ้นทุก 1 % จะทำให้มูลค่าเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 7,000 ล้านบาท รวมถึงการเร่งผลักดันตามแนวทางBCGโดยเฉพาะเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้กลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism: CDM)การใช้คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint)ที่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญให้ทุกประเทศที่ต้องการส่งออกสินค้าไปกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปต้องถือปฏิบัติ (Carbon Border Adjustment Mechanism : CBAM)ตลอดจนส่งเสริมการใช้คาร์บอนฟุตพริ้นของผลิตภัณฑ์อย่างยั่งยืน ซึ่งไทยได้กำหนดเป้าหมายการเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)ในปี 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)ภายในปี 2065 อีกด้วย