วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ตรวจการบ้าน 1 ปี ‘ชัชชาติ’ ไร้ข้อสรุปแก้ปัญหา ‘BTS’

ตรวจการบ้าน 1 ปี ‘ชัชชาติ’ ไร้ข้อสรุปแก้ปัญหา ‘BTS’

ตรวจการบ้าน 1 ปี “ชัชชาติ” แก้ปัญหาหนี้ “รถไฟฟ้าสายสีเขียว” ยังไร้ข้อสรุป พอกภาระเงินต้นและดอกเบี้ยพุ่งกว่า 5 หมื่นล้านบาท โจทย์ใหญ่สู่รัฐบาลใหม่สางปัญหา

Key Points

  • ครบรอบ 1 ปี "ชัชชาติ" ผู้ว่าฯ กทม.
  • ปัญหาสัมปทานรถไฟฟ้า BTS ยังไร้ข้อสรุป
  • พอกหนี้สินคงค้างพุ่งกว่า 5 หมื่นล้านบาท
  • จับตารัฐบาลใหม่เข้าสางปัญหา

1 มิ.ย.2565 “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” เข้ารับตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คนที่ 17 อย่างเป็นทางการ หลังจากชนะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 22 พ.ค.2565 อย่างถล่มทลายได้คะแนน 1.38 ล้านเสียง มากที่สุดในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

เรียกได้ว่าหากนับไทม์ไลน์ในขณะนี้ก็ใกล้ครบรอบ 1 ปีแล้ว ซึ่งหนึ่งในนโยบายที่มีการประกาศกร้าวว่าจะเร่งแก้ไขปัญหาให้กับกรุงเทพมหานคร แต่ขณะนี้พบว่ายังไม่คืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม คือ การแก้ไขปัญหาหนี้สินคงค้างในสัญญาจ้างเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียว

โดยก่อนเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร “ชัชชาติ” เคยให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่า แนวทางแก้ไขปัญหาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว จะต้องยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง และต้องยุติธรรมกับภาคเอกชนด้วย ซึ่งตนแบ่งเรื่องที่ต้องเร่งเข้าไปดูรายละเอียดรวม 3 เรื่อง ประกอบด้วย

1.หนี้ที่ กทม.ไม่มีไปใช้ให้กับภาคเอกชนรวมกว่า 1 แสนล้านบาท

โดยเรื่องนี้เป็นหนี้ที่เกิดจากโครงสร้างงานโยธาที่รัฐบาลสร้างไว้ และโอนมาให้ กทม.รับหนี้ ดังนั้นต้องถามว่าเป็นการรับหนี้ที่ถูกต้องหรือยัง เพราะที่ผ่านมาหลายโครงการรถไฟฟ้า รัฐบาลก็จะช่วยรับในส่วนของโครงสร้างงานโยธา มีแต่โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวนี้ที่ กทม.รับโอนหนี้มา จึงต้องเข้าไปดูในรายละเอียด เพราะหากรัฐบาลรับหนี้ส่วนนี้ไป จะทำให้ กทม.ลดภาระหนนี้ไปอีก 4-5 หมื่นล้านบาท

2.สัญญาการว่าจ้างเดินรถ

โดย กทม.ไม่ได้จ้างเอกชนเข้ามาทำสัญญาเดินรถโดยตรง แต่เป็นการจ้างผ่านกรุงเทพธนาคม ซึ่งบริษัทนี้ กทม.ถือหุ้นอยู่ และเรียกว่าเป็นหลุมดำ เพราะการทำสัญญาผ่านกรุงเทพธนาคมทำให้ กทม.ไม่สามารถดูรายละเอียดของสัญญาอย่างชัดเจนได้

อีกทั้งสัญญาการว่าจ้างเดินรถทราบว่าที่ผ่านมาสภา กทม.ก็ไม่ได้เป็นผู้อนุมัติให้ทำสัญญาฉบับนี้ เป็นการตัดสินใจของผู้บริหารกรุงเทพธนาคม ซึ่งหลายส่วน กทม.ก็ไม่ได้ดูในรายละเอียดชัดเจน นอกจากนี้ยังเป็นการว่าจ้างโดยไม่ได้จัดทำผ่าน พรบ.ร่วมทุน และปัจจุบันเรื่องนี้ก็อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก็ต้องดูรายละเอียดในเรื่องนี้อีกที

ทั้งนี้ การจ้างเดินรถที่ทำสัญญาถึงปี 2585 ส่วนตัวจะเร่งเข้าไปตรวจสอบรายละเอียด และดูการพิจารณาของ ป.ป.ช.ประกอบด้วย หากพบว่าเป็นการทำสัญญาว่าจ้างเดินรถที่ไม่ถูกต้องตามกระบวนการ ก็คงต้องดำเนินการให้ถูกต้อง โดยหากต้องยกเลิกสัญญาก็จะทำให้การเปิดคัดเลือกเอกชนเดินรถส่วนนี้จะสอดคล้องไปกับสัญญาสัมปทานที่กำลังจะหมดอายุในปี 2572 และต้องสรรหาเอกชนร่วมลงทุนใหม่ แต่เน้นย้ำว่าเรื่องนี้ต้องไปดูว่าสามารถยกเลิกสัญญาได้ไหม ถ้าสัญญาดำเนินการอย่างถูกต้อง ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับเอกชน ถ้าถูกต้องก็ต้องหาเงื่อนไขอื่นไปต่อรองราคาค่าโดยสารให้เกิดประโยชน์กับประชาชนเป็นที่ตั้ง

3.การพิจารณาต่อสัมปทานรถไฟฟ้าที่กำลังจะหมดอายุในปี 2572

โดยเรื่องนี้แนวทางการต่อสัมปทานไม่ได้เป็นข้อเสนอของ กทม. แต่เป็นข้อเสนอของ ม.44 และไม่ได้ใช้ พรบ.ร่วมทุน จึงทำให้การคำนวณอัตราค่าโดยสารที่เกิดขึ้นในขณะนี้ในราคาสูงสุด 65 บาท ไม่ได้เกิดการตรวจสอบว่าถูกหรือแพงเกินไป เพราะไม่ได้เกิดการแข่งขันของภาคเอกชน ทำให้ไม่มีข้อเปรียบเทียบ ซึ่งเรื่องนี้ทำให้เราคิดว่ามันเป็นธรรมต่อประชาชนหรือไม่ ดังนั้นเพื่อโปร่งใสและเป็นธรรมก็คือการเข้า พรบ.ร่วมทุน เกิดการแข่งขัน และส่วนตัวเชื่อว่าถ้ามีเงื่อนไขกำหนดในสัญญาว่าเอกชนที่จะได้สัมปทานรับหนี้ไปด้วย เชื่อว่าเอกชนก็รับได้ และเรื่องดีคือจะเกิดการแข่งขันด้านราคาค่าโดยสารอีก อธิบายสังคมได้ง่ายขึ้น

“ภาระหนี้สินที่ กทม.มีเกี่ยวกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวนี้ ยืนยันว่าหากหนี้สินเกิดขึ้นอย่างถูกต้องตามกฎหมาย กทม.ก็ต้องจ่ายหนี้ ต้องให้ความเป็นธรรมกับภาคเอกชนด้วย เพราะเขาก็ลงทุนไป มีต้นทุนการดำเนินงาน”

อย่างไรก็ดี การเริ่มต้นแก้ไขปัญหาเรื่องนี้จากการเข้าไปดูสัญญาทุกฉบับเรื่องนี้ ตรวจสอบกระบวนการรับหนี้ว่าถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ จึงจะมีคำตอบว่าจะดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างไร ซึ่งจะขอเวลาในการตรวจสอบประเด็นดังกล่าวในระยะเวลา 1 เดือน ก็จะได้คำตอบให้ประชาชนทราบ เชื่อว่ากรุงเทพธนาคมมีคำตอบอยู่แล้วในสิ่งที่ประชาชนต้องการคำตอบ

ทั้งนี้ สถานะของการแก้ไขปัญหาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวปัจจุบันอาจเรียกได้ว่ายัง “ไร้ข้อสรุป” โดยข้อมูลล่าสุด เมื่อ 3 พ.ย.2565 ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้มีหนังสือตอบกลับกระทรวงมหาดไทย พร้อมเสนอแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ใน 3 ความเห็น ประกอบไปด้วย

1. เห็นพ้องกับนโยบาย Through Operation ให้รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณสำหรับโครงสร้างพื้นฐานและงานติดตั้งระบบการเดินรถ

2. เห็นควรที่จะเดินโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวตาม พ.ร.บ. ร่วมทุน 2562 เพื่อความโปร่งใส

3. การหาข้อยุติของ ครม. ตามคำสั่ง คสช. จะทำให้เกิดความชัดเจนในการดำเนินงาน

ขณะที่เรื่องของส่วนต่อขยาย 1 และ 2 ต้องรอให้ ครม.พิจารณา ว่าจะมีมติขยายสัมปทานหรือไม่ หาก ครม.อนุมัติทุกอย่างจะไปเป็นตามสัญญาใหม่ที่เอกชนจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย แต่ถ้า ครม.ไม่อนุมัติก็เป็นหน้าที่ กทม.ที่จะต้องกลับมาพิจารณาใหม่ เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามขั้นตอนถูกต้องตามกฎหมาย โดยมี 2 วิธี คือ

1.ให้สภา กทม.ให้สัตยาบรรณย้อนหลังสัญญาจ้างเดินรถและสัญญาติดตั้งระบบ

2. ถ้าสภา กทม.ไม่ให้สัตยาบรรณ ให้รอคำตัดสินของศาลปกครอง

“วิศณุ ทรัพย์สมพล” รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ออกมาระบุถึงเรื่องนี้ว่า ในช่วงที่ผ่านมา กทม.ได้เสนอวาระเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหารถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้าสู่ที่ประชุมสภา กทม. แต่เนื่องจากสภา กทม.ไม่หยิบยกประเด็นดังกล่าวมาพิจารณา ทีมผู้บริหาร กทม.จึงทำหนังสือความเห็นตอบกลับกระทรวงมหาดไทยทันทีตามที่ก่อนหน้านี้มีคำสั่งให้พิจารณาเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมสภา กทม.และให้รายงานกลับ โดยมีข้อเสนอตามที่ระบุในข้างต้น

ทั้งนี้ จากปัญหา “คาราคาซัง” ที่เกิดขึ้นนั้น ส่งผลให้ปัจจุบันที่กำลังก้าวข้ามไปสู่รัฐบาลใหม่ ภาระหนี้สินที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว กลายเป็นอีกหนึ่งโจทย์ปัญหาที่รัฐบาลใหม่จะต้องเข้ามารีบสาง โดยขณะนี้มูลหนี้ที่เกิดขึ้นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในจำนวนมากกว่า 5 หมื่นล้านบาท (รวมดอกเบี้ย) ปัจจุบันแบ่งออกเป็น

  • ค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 1 (อ่อนนุช-แบริ่ง และสะพานตากสิน-บางหว้า) และช่วงที่ 2 (แบริ่ง-สมุทรปราการ และหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) จำนวน 2.7 หมื่นล้านบาท
  • ค่าติดตั้งงานระบบไฟฟ้า/เครื่องกล รวมกว่า 2.28 หมื่นล้านบาท