วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม 2569

Login
Login

WEF ชี้เงินเฟ้อ-แบงค์ล้มฉุดศก. สศช.เปิดแผนบริหารรับเสี่ยง

WEF ชี้เงินเฟ้อ-แบงค์ล้มฉุดศก.   สศช.เปิดแผนบริหารรับเสี่ยง

เศรษฐกิจประเทศไทยพึ่งพาเศรษฐกิจโลกผ่านการส่งออกที่มีสัดส่วนต่อจีดีพีถึง 70% ดังนั้นทิศทางเศรษฐกิจโลกก็จะเป็นเหมือนพยากรณ์เศรษฐกิจไทยด้วย

สภาเศรษฐกิจโลก หรือ World Economic Forum : WEF ได้เผยแพร่รายงาน The May 2023 Chief Economists Outlook ที่ระบุถึงความไม่แน่นอนอย่างต่อเนื่องที่ผู้กำหนดนโยบาย นักธุรกิจ หรือแม้แต่ครัวเรือน ต่างๆต้องเผชิญ และความไม่แน่นอนต่างๆยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่กระหน่ำเศรษฐกิจโลก แม้จะพบสัญญาณในด้านดีบ้างท่ามกลางการล้มเหลวของระบบธนาคารในช่วงมี.ค.ที่ผ่านมาซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การเกิดแรงกระเพื่อมต่อภาพรวมเศรษฐกิจโลก 

สำหรับรายงานดังกล่าวมาจากการสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ระดับหัวกะทิซึ่งผลสำรวจมีความเป็นเอกฉันท์อยู่เล็กน้อยในความเห็นที่ว่าเศรษฐกิจโลกจะถดถอยในปีนี้ โดยกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามถึง 45% บอกว่าจะถดถอย แต่ในสัดส่วนที่ไม่ต่างกันมากนักก็บอกว่าคงจะไม่ถดถอย

“ส่วนใหญ่บอกว่าเอเชียจะลอยลำผ่านปัญหาไปได้ เนื่องจากการที่จีนเปิดประเทศซึ่งมีการคาดการณ์ว่าจะเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจให้ภูมิภาคนี้ รวมถึงตัวจีนเองด้วย และยังมีความเห็นไปถึงขนาดที่ว่าปัจจัยนี้จะเป็นส่วนสำคัญของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้อย่างมีนัยสำคัญด้วย ”

อย่างไรก็ตาม พบว่าภูมิภาคอื่น ยังเติบโตอย่างอ่อนแออย่างมาก ทั้งยุโรป สหรัฐ ที่ต่างยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนต่างๆ ความไม่มั่นคงภาคการเงิน รวมถึงการออกแพคเกจความเข้มงวดทางการเงินขณะที่ปัญหาเงินเฟ้อยังมีความแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค 

 

สำหรับปัญหาเงินเฟ้อในภาพรวมจะอ่อนตัวลงแต่เงินเฟ้อพื้นฐานยังอยู่ในคาดการณ์ที่ชี้ไปในทิศทางเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นแรงกดดันครัวเรือนต่างๆ และคาดว่าน่าจะลากยาวไปถึงไตรมาส 3 ปีนี้ 

“ปัญหาค่าครองชีพยังเป็นปัจจัยสำคัญในหลายๆพื้นที่เศรษฐกิจตลอดปีนี้ ส่วนความไม่มั่นคงสถาบันการเงินก็เป็นแรงกดดันให้ธนาคารกลางหลายแห่งต้องเดินหน้าเข้มงวดทางการเงินและบริหารเงินเฟ้อบรรลุเป้าหมายให้ได้ ”

ทิศทางเศรษฐกิจโลกดูไม่ค่อยสดใสนั้นจะส่งผลกระทบต่อไทยอย่างไร และควรมีแนวทางบริหารจัดการอย่างไรเพื่อให้จีดีพีไทยยังเติบโตได้

ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปี 2566 จะขยายตัวได้ 2.7% ปรับตัวลดลงจากปีก่อนที่เศรษฐกิจโลกขยายตัวได้ 3.4%  สาเหตุมาจากแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจ และการค้าในประเทศเศรษฐกิจหลักของโลกที่ คงเผชิญกับแรงกดดันที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจหลายข้อไม่ว่าจะเป็นการบริโภคภายในประเทศที่ชะลอตัวลง แรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อและการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีแรงกดดันทางด้านปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่ไม่แน่นอนส่งผลต่อปริมาณการส่งออกและการค้าโลก  WEF ชี้เงินเฟ้อ-แบงค์ล้มฉุดศก.   สศช.เปิดแผนบริหารรับเสี่ยง

โดย สศช.คาดการณ์ว่าการส่งออกของไทยในปีนี้จะหดตัวประมาณ 1% เมื่อคิดจากมูลค่าการส่งออกในรูปเงินดอลลาร์ ลดลงจากปีที่ผ่านมาที่การส่งออกขยายตัวได้ 4.2% 

สำหรับประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่และคู่ค้าของไทยส่วนใหญ่มีแนวโน้มเศรษฐกิจชะลอตัวลงจากในปีที่ผ่านมา หรืออยู่ในระหว่างฟื้นตัวกลับมาภายหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้แก่สหรัฐที่คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ 0.9% ขยายตัวลดลงจากปี 2565 ที่ขยายตัว 2.1%

      ส่วนประเทศในกลุ่มยูโรโซนจะขยายตัวได้เพียง 0.5% เท่านั้น ลดลงจากปีก่อนที่เศรษฐกิจขยายตัวได้ 3.5% ส่วนจีนคาดว่าจะขยายตัวได้ประมาณ 4.9% ขยายตัวเพิ่มจากปีก่อนเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย ส่วนเศรษฐกิจญี่ปุ่นในปีนี้คาดว่าจะขยายตัวได้ 1.5% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อนที่ขยายตัวได้ 1% 

“การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนในหลายเรื่อง รวมทั้งปริมาณการค้าโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ส่งผลกระทบกับภาคการส่งออกของไทยที่มีการติดลบต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ทั้งนี้แก้ไขปัญหาของภาคการส่งออกของไทยถือว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องเริ่มดำเนินการอย่างจริงจัง”

โดยสศช.ได้บรรจุประเด็นนี้ไว้ในประเด็นการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคของรัฐบาลด้วยว่า ในช่วงที่เหลือของปี 2566 รัฐบาลควรให้ความสำคัญ การขับเคลื่อนภาคการส่งออกสินค้า รวมทั้งต้องให้ความสำคัญกับ การเร่งรัดการส่งออกสินค้าไปยังตลาดที่ยังเติบโตได้ในเกณฑ์ดี และการสร้างตลาดใหม่ที่มีกำลังซื้อสูง โดยเฉพาะตลาดตะวันออกกลาง เอเชียใต้ และอาเชียน รวมทั้งการแก้ไขปัญหาการค้าชายแดนเพื่อเชื่อมโยงกลุ่มประเทศ CLMV เพื่อให้สามารถส่งออกนำเข้าสินค้าได้ง่ายขึ้นซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณการส่งออกสินค้า และทำให้การค้าชายแดนมีโอกาสเติบโตเพิ่มขึ้นได้ 

ขณะเดียวกันรัฐบาลใหม่ควรเร่งเร่งรัดการเจรจาความตกลงการค้าเสรีที่กำลังอยู่ในขั้นตอนของการเจรจา และเตรียมศึกษาเพื่อเจรจากับประเทศคู่ค้าสำคัญใหม่ ควบคู่ไปกับการศึกษามาตรการกีดกันทางการค้าทั้งมาตรการภาษีและมาตรการที่ไม่ใช่มาตรการทางภาษีของตลาดคู่ค้าสำคัญ โดยเฉพาะมาตรการที่เกี่ยวข้องทางด้านสิ่งแวดล้อม สุขอนามัย รวมถึงทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อเตรียมการและนำไปสู่การหาแนวทางเจรจาต่อรองต่อไป 

สถานการณ์เศรษฐกิจโลกกำลังส่งสัญญาณถึงเศรษฐกิจไทยผ่านการส่งออกที่ปีนี้จะไม่สดใสและเป็นสาเหตุหลักฉุดการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่หากรู้ทันและแก้ไขได้ปัญหาอาจกลายเป็นโอกาสของไทยได้