วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

ส่งออกไทยทรุดยาว มี.ค.ติดลบ 4.2% หดตัวต่อเนื่อง 6 เดือน

ส่งออกไทยทรุดยาว มี.ค.ติดลบ 4.2% หดตัวต่อเนื่อง 6 เดือน

พาณิชย์ เผย การส่งออกมี.ค.66 มีมูลค่า 27,654.4 ล้านดอลลาร์ ติดลบ 4.2 % มูลค่าสูงสุด และนำเข้าเกินดุลในรอบ 12 เดือน ขณะที่ไตรมาสแรกติดลบ 4.5 % คงเป้าทั้งปี 1-2 % พาณิชย์เตรียมถกทูตพาณิชย์ประเมินส่งออกครึ่งปีหลัง 25 พ.ค.นี้

นายสินิตย์  เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์  เปิดเผยว่า  การส่งออกเดือน มี.ค.66 มีมูลค่า 27,654.4 ล้านดอลลาร์ ติดลบ 4.2 % โดยการส่งออกเดือนนี้หดตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์ ทำมูลค่าสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี และมีมูลค่าสูงสุดในรอบ 12 เดือน เมื่อหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัว 0.01%  ขณะที่การนำเข้า มีมูลค่า 24,935.5 ล้านดอลลาร์  หดตัว 7.1 % ดุลการค้า เกินดุล 2,718.8 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการกลับมาเกินดุลการค้าเป็นครั้งแรกในรอบ 12 เดือน

ภาพรวม ไตรมาสแรกของปี 2566 การส่งออก มีมูลค่า 70,280.1 ล้านดอลลาร์ ติดลบ 4.5 % เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การนำเข้า มีมูลค่า 73,324.3 ล้านดอลลาร์ หดตัว 0.5%  ดุลการค้า ไตรมาสแรกของปี 2566 ขาดดุล 3,044.2 ล้านดอลลาร์ 

ทั้งนี้การส่งออกในภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงถือได้ว่าทำได้ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา โดยสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร และสินค้าอุตสาหกรรมสำคัญหลายรายการ มีสัญญาณที่ดีจากการกลับมาเป็นบวกในตลาดที่มีสัดส่วนสำคัญต่อการส่งออกของไทย อาทิ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย อีกทั้งยังกลับมาเกินดุลการค้าในรอบ 12 เดือน

 

สำหรับการส่งออกในเดือนมี.ค.  ที่ลดลงมาจากการลดลงของสินค้าอุตสาหกรรม 5.9% ลดต่อเนื่อง 6 เดือนติด โดยสินค้าที่หดตัว เช่น สินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ลด 14.2% เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ ลด 6% เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ลด 13.7% อัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) ลด 3.5% แต่รถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ เพิ่ม 1.4% เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ เพิ่ม 16.7% อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์ และไดโอด เพิ่ม 66.4% เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เพิ่ม 27.4% รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ เพิ่ม 5% หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ เพิ่ม 55.9%

ขณะที่ตลาดสำคัญส่วนใหญ่ดีขึ้น และหดตัวน้อยลง โดยตลาดหลัก ลด 0.8% เช่น จีน ลด 3.9% CLMV ลด 3.5% อาเซียน 5 ประเทศ ลด 2.1% สหภาพยุโรป ลด 7.3% แต่สหรัฐฯ เพิ่ม 1.7% ญี่ปุ่น เพิ่ม 10.2% ตลาดรอง ลด 3.4% เช่น เอเชียใต้ ลด 6.9% ทวีปออสเตรเลีย ลด 23.3% แต่รัสเซียและกลุ่ม CIS เพิ่ม 228% ตะวันออกกลาง เพิ่ม 3% ลาตินอเมริกา เพิ่ม 5.9% สหราชอาณาจักร เพิ่ม 5.8% และตลาดอื่น ๆ ลด 39.5% เช่น สวิตเซอร์แลนด์ ลด 43.5%
 มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ขยายตัว 4.2 %   ขยายตัวต่อเนื่อง 2 เดือน โดยเป็นการขยายตัวทั้งหมวดสินค้าเกษตร ขยายตัว 1.2%  และหมวดสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร ขยายตัว 7.1%  โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ น้ำตาลทราย ขยายตัวะ 73.9 % ขยายตัวต่อเนื่อง 2 เดือน การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม หดตัว5.9%   หดตัวต่อเนื่อง 6 เดือน

ส่วนการค้าชายแดนและผ่านแดน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในตัวเลขการส่งออกรวมเดือนมี.ค.2566 การค้ารวมมีมูลค่า 163,714 ล้านบาท เพิ่ม 9.57% แยกเป็นการส่งออก มูลค่า 95,992 ล้านบาท เพิ่ม 13.93% และนำเข้า มูลค่า 67,722 ล้านบาท เพิ่ม 3.94% โดยส่งออกชายแดน ไปสปป.ลาว และเมียนมา เพิ่มขึ้น แต่ส่งออกไปมาเลเซียและกัมพูชาลดลง และการส่งออกผ่านแดนไปจีน สิงคโปร์และเวียดนาม เพิ่มขึ้นทุกตลาด

 

 

 

ทั้งนี้ การส่งออกสินค้าของไทยยังมีปัจจัยหนุนที่สำคัญ คือ 1.ความต้องการสินค้าเกษตรและอาหารจากประเทศคู่ค้ายังคงมีต่อเนื่อง เพื่อสำรองไว้บริโภคภายในประเทศ 2.การฟื้นตัวของการบริโภคภายในประเทศจีน ส่วนปัจจัยท้าทายที่สำคัญ คือ 1.ภาคการผลิตโลกมีแนวโน้มชะลตัวต่อเนื่อง 2.การส่งออกบางสินค้าอยู่ในช่วงขาลง ตามความต้องการที่ลดลงจากการสั่งซื้อสินค้าไปก่อนหน้านี้แล้ว อย่างไรก็ตามภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนจากภาวะเงินเฟ้อ ที่แม้จะผ่อนคลายลงแต่ยังคงทรงตัวในระดับสูง นอกจากนี้การเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมายังคงส่งผลกระทบต่อภาคธนาคาร ภาคธุรกิจ และกำลังซื้อของประชาชน ขณะที่การย่อตัวลงของราคาน้ำมันตามอุปสงค์ตลาดโลกที่ชะลอตัว ได้ส่งผลให้การส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันหดตัวลงต่อเนื่อง ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์ยังคงเป้าการส่งออกไว้ที่  1-2 %

นายกีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า   ถือว่าการส่งออกไทยตัวเลขดีขึ้น จากที่คาดว่าว่า ตัวเลขการส่งออกจะติดลบ 2 หลัก ซึ่งจากนี้ไปกระทรวงจะเร่งผลักดันการส่งออก โดยในวันที่ 23 พ.ค.จะมีการประชุมกรอ.พาณิชย์ เพื่อประเมินการส่งออก และในวันที่ 25 พ.ค. จะมีการประชุมทูตพาณิชย์ทั่วโลกเพื่อประเมินสถานการณ์การส่งออกในแต่ละภูมิภาค

สำหรับแนวโน้มการส่งออกในระยะถัดไป กระทรวงพาณิชย์ ประเมินว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังอยู่ในภาวะชะลอตัว เนื่องจากแรงกดดันด้านอุปสงค์ ทั้งจากอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยในแต่ละภูมิภาคของโลกยังอยู่ในระดับสูง ภาวะวิกฤตของสถาบันการเงินยังเป็นปัจจัยบั่นทอนต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจ รวมไปถึงความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อผันผวนของราคาพลังงาน