เครือเนชั่นจัดสัมมนา “อนาคตประเทศไทย : นวัตกรรมขับเคลื่อนประเทศ” มีภาครัฐ เอกชน รวมถึงพรรคการเมือง ร่วมถกหาแนวทางหนุนนวัตกรรมเป็นกลไกสำคัญขับเคลื่อนประเทศตอบโจทย์โลกยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
สุวรรณี สิงห์ฤาเดช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซีเมนส์ ประเทศไทย เปิดมุมมองในหัวข้อ “Innovation Megatrend 2023” ระบุว่า เทรนด์ที่โดดเด่นซึ่งจะเกิดขึ้นในภูมิภาคอาเซียนรวมถึงไทยมีอยู่ 3 ประเด็น คือ 1.เพิ่มโฟกัสเรื่องความยั่งยืน มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน 2.การอพยพโยกย้ายถิ่นฐานของประชาชนสู่เมือง เพื่อความสะดวกสบาย โดยในไทยมีสถิติระบุว่า คนที่อาศัยในเมืองทั้งเมืองหลวง และหัวเมืองใหญ่ตามภูมิภาคมีสัดส่วนกว่า 50% และมีการคาดว่าเมื่อถึงปี 2050 จะมีประชากรประเทศเกือบ 72% ที่จะย้ายมาอยู่ในเมือง สิ่งที่เตรียม คือ สาธารณูปโภค
3.การเติบโตและการลงทุนของภาคอุตสาหกรรมการผลิต เนื่องจากอาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีความเป็นกลาง มีจุดแข็งด้านแรงงาน นโยบายรัฐเอื้ออำนวย ส่งเสริมการลงทุนจากบริษัทต่างชาติค่อนข้างมาก จากข้อมูลบีโอไอ พบว่าปี 2565 มีการลงทุนจากต่างชาติเข้ามาในภาคอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ รวมถึงดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้ากว่า 39%
ความท้าทายและเทรนด์ดังกล่าว คำตอบความยั่งยืนคือ “กรีนเทคโนโลยี” โดยเครือข่ายอัจฉริยะจะเป็นตัวช่วยบริหารจัดการพลังงานจากหลากหลายแหล่งที่มา สำหรับผลิตกรีนพาวเวอร์ รวมถึงจากผู้ผลิตรายย่อยอื่นๆ ส่วนการย้ายถิ่นฐาน “สมาร์ทซิตี้ เทคโนโลยี” จะตอบโจทย์ความคาดหวังที่ผู้คนต้องการจะมีชีวิตที่สะดวกสบายขึ้น ซึ่งสาธารณูปโภคพื้นฐานของคนยุคใหม่ ไม่ใช่มีเพียงแค่เรื่องน้ำไฟ แต่ยังมีสัญญาณโทรศัพท์ ความปลอดภัย การบริหารจัดการการจราจร การเดินทาง การเข้าถึงการรักษาพยาบาล ฯลฯ
ด้านการเติบโตภาคการผลิต สามารถตอบโจทย์ด้วย “Digital Native Plant” ที่จะเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน มีประสิทธิผลเพิ่มขึ้น โดย “Industrial Metaverse” และ “Digital Twin” จะเป็นอนาคตที่จะเกิดขึ้น และเข้ามาช่วยบริหารจัดการ จำลองสถานการณ์ แก้ปัญหาดาวน์ไทม์ ซัพพลายเชน ความปลอดภัย สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงานผ่านโลกเสมือนจริง
ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ สอวช. กิติพงค์ พร้อมวงค์ กล่าวว่า สอวช.มีนโยบายนำการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เข้ามาสนับสนุนการพัฒนาประเทศ ในระยะ 5 ปีข้างหน้า ประกอบด้วย 4 เรื่องหลัก คือ ยกระดับประเทศให้พ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง, ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์,ยกระดับกลุ่มฐานราก และ พัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง
ปัจจุบันจีดีพีประเทศมีประมาณกว่า 17 ล้านล้านบาท ถ้าจะออกจากกับดักรายได้ปานกลาง ต้องมีรายได้ต่อคนต่อปีเฉลี่ย 12,500 ดอลลาร์ หรือทำให้มีจีดีพีเพิ่มขึ้นเป็น 28 ล้านล้านบาท ต้องใช้ “นวัตกรรม” เพื่อให้เกิดการเพิ่มรายได้ เราสามารถสร้างบริษัทเทคโนโลยีที่มีรายได้เฉลี่ย 1,000 ล้านบาท จำนวน 1,000 บริษัทให้เป็นจริงได้ โดยปัจจุบันได้มีนโยบายให้มหาวิทยาลัยเป็นโฮลดิ้งคอมพานี เข้าไปร่วมลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นในแต่ละมหาวิทยาลัยได้ ส่วนการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก อาจเริ่มจากทำในรายจังหวัดก่อน เพื่อเป็นต้นแบบ
ส่วนที่ 3 ที่สำคัญมากคือ ยกระดับสถานะประชากรกลุ่มฐานราก การมีสุขภาพที่มีความมั่นคง ขยับขึ้นไปเรื่องต่างๆ ใช้การศึกษาเป็นบันไดขั้นที่ 1 ส่วนขั้นที่ 2 พัฒนาศักยภาพ อัพสกิล-รีสกิล ขั้นที่ 3 ทำให้เกิดการประกอบอาชีพที่ดี มีรายได้สูงขึ้น หรือเป็นผู้ประกอบการได้ด้วย ส่วนที่ 4 เป็นรากฐานของทั้งหมด คือ ปรับรูปแบบการผลิตและพัฒนากำลังคนประเทศ ทำแซนด์บอกซ์การศึกษา ผลิตคนในวิธีพิเศษ จับคู่จ้างงาน สร้างแพลตฟอร์มการพัฒนาคนที่เป็นทักษะแห่งอนาคตที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้
ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์กรมหาชน) หรือ GISTDA (จิสด้า) ปกรณ์ อาภาพันธุ์ กล่าวว่า เทคโนโลยีอวกาศไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเรื่องที่ใกล้ตัว เพราะทุกคนใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอวกาศ เราต้องตีโจทย์ว่า ความต้องการของประเทศคืออะไร ต้องการสร้างดาวเทียมไปเพื่อรู้อะไร จากนั้นจึงร่วมมือกับต่างประเทศในการพัฒนาเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มเพื่อให้คนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ต้นทุนต่ำ และเรื่องนี้รัฐต้องเตรียมความพร้อมให้ทันการเปลี่ยนแปลงของโลกที่จะเกิดขึ้น
กรรมการผู้จัดการ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ชวพล จริยาวิโรจน์ กล่าวในหัวข้อ “เทคโนโลยีใหม่ เปลี่ยนไทย เปลี่ยนโลก” ว่า เทรนด์ของโลกวันนี้ คือ การก้าวไปสู่ ดิจิทัล อินเทลลิเจ้นท์ ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน หรือพัฒนาศักยภาพในภาคธุรกิจ วัตถุประสงค์การใช้เทคโนโลยี คือ ดึงเอาจุดแข็งมาสร้างความมั่นคงให้ประเทศ เศรษฐกิจ สังคม ผ่านการสร้างโมเดลจำลองวัตถุที่อยู่ในโลกกายภาพ ให้ออกมาในรูปแบบเสมือน ทำให้เราได้เห็นฝาแฝดทางเทคโนโลยี (Digital Twins) ที่กำลังเป็นเทคโนโลยีที่ถูกพูดถึงมากขึ้น
ปัจจุบันการเชื่อมต่อของโลกดิจิทัล ครอบคลุม 3 มิติ คือ ทุกสิ่งสามารถเชื่อมต่อได้ (All things connected), ทุกสิ่งสามารถสื่อสารได้ (All things sensing) และทุกสิ่งมีความอัจฉริยะ (All things intelligent) ซึ่งจะแบ่งการเชื่อมต่อเป็น 3 เลเยอร์ ทุกสิ่งทุกอย่างจะสามารถสื่อสารและเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ และจะนำพาทุกคนเข้ามาอยู่ในโลกที่ทุกอย่างมีความเป็นอัจฉริยะ โดยมีเป้าหมายวางโครงสร้างพื้นฐานที่จะช่วยเตรียมความพร้อมระบบนิเวศอุตสาหกรรมไอซีที ให้สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่โลกอัจฉริยะได้แท้จริง เมื่อทุกสิ่งสามารถสื่อสารและเชื่อมต่อกันได้ มีดีไวซ์ที่สมาร์ท มีโซลูชันที่หลากหลายและเหมาะสมกับภาคธุรกิจ มี 5จี คลาวด์ เอไอ และ ไอโอที เป็นตัวกุญแจสำคัญในการเชื่อมต่ออุปกรณ์จำนวนมหาศาลเข้าด้วยกัน ปัจจุบันความเสถียรของ 5จี ทั้งความเร็ว ความหน่วงต่ำทำให้การสื่อสารถูกหล่อหลอมเข้าในทุกอุตสาหกรรม
การเชื่อมต่อความเร็วสูง , ไอโอที , คลาวด์ที่ใช้เทคโนโลยีเอไอ และแพลตฟอร์มที่มีความอัจฉริยะ จะช่วยให้อุตสาหกรรมต่างๆ เกิดการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดโดยอาศัยการวิเคราะห์ การตัดสินใจ และการช่วยเหลือที่เป็นอัจฉริยะทั้งหมด ซึ่งจะส่งผลดีในการเครื่องมือที่จะสร้างเมืองอัจฉริยะ (สมาร์ทซิตี้) เพราะเทคโนโลยีไอซีทีจะผนวกรวมเข้ากับโซลูชันที่กำหนดไว้ จะทำให้เกิดผลลัพธ์เชิงบวกมากมาย ทั้งในด้านนวัตกรรม อุตสาหกรรม ห่วงโซ่แห่งคุณค่า และระบบนิเวศโดยรวม นักวางแผนพัฒนาเมืองจะสามารถสร้างแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนใหม่ๆ ทั้งในด้านการบริหารความปลอดภัย การวางแผนการขนส่ง โดยปรับใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะต่างๆ เข้ากับเมือง ทำให้ประชากรในเมืองมีความปลอดภัย สะดวก และมีคุณภาพชีวิตที่สูงขึ้นได้ด้วยชีวิตแบบดิจิทัล ซึ่งจะสะท้อนมาสู่คุณภาพชีวิตของประชาชน จะไม่ใช่แค่จีดีพีเพียงเดียว แต่ในจุดสุดท้ายเทคโนโลยีที่ดีจะต้องมีส่วนสำคัญในการเพิ่มความสุขมวลรวมของคนในชาติ
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรวมใจรักษ์ นพ.สุนทร ศรีทา กล่าวว่า รพ.มีทิศทางนำนวัตกรรม เทคโนโลยี ต่างๆ มาใช้เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์สะดวกสบาย มีประสิทธิภาพในการรักษาพยาบาล เทรนด์ของเทคโนโลยีการแพทย์มี 7 เรื่อง ได้แก่ 1.เอไอ ช่วยไกด์แพทย์ ทั้งเรื่องการตรวจ วินิจฉัย ช่วยให้แพทย์รอบคอบมากขึ้น การรักษา การเลือกใช้ยา 2. Data Breach Prevention ป้องกันการละเมิดข้อมูลออนไลน์ ปัจจุบันการแฮกข้อมูล รพ.เกิดขึ้นมากจึงต้องให้ความสำคัญ
3.นาโนเมดิซีน ที่ยังมาไม่ถึงไทย แต่อนาคตมาแน่นอน และ precision medicine หรือยาที่แม่นยำ เข้ามาในไทยแล้ว โดยการให้ยาในคนไข้แต่ละราย ถ้ารับยามาตรฐานไม่ได้ อาจต้องทดสอบยีน เพื่อบอกได้ว่ายาที่เหมาะสม คือ อะไร
4. Internet of Medical Things (IoMT) เครื่องมือแพทย์ชิ้นใหญ่สามารถเชื่อมต่อกับระบบส่วนกลาง ต่อไปจะเข้าไปถึงอุปกรณ์ส่วนตัวมากขึ้น เครื่องมือเริ่มเชื่อมโยงกันทั้งหมด ทั้งเครื่องวัดออกซิเจน มอนิเตอร์ชีพจร การหายใจ จะเข้ามาผ่านระบบที่กำลังพัฒนา คือ Wearable gadgets หรืออุปกรณ์ที่สวมใส่ได้ สามารถวัด EKG ความดันโลหิต ระดับน้ำตาลแล้วเชื่อมต่อเข้าระบบของรพ. ผู้รับบริการวัดจากที่บ้านได้ จึงต้องพัฒนาเครือข่าย5จี หรือ 6จี ให้เสถียร
5.Teleconsultation และ Telemedicine ใช้ทั้งการวินิจฉัยทางไกล โดยคนไข้อยู่ที่บ้าน การติดตามคนไข้ทางไกล , การแนะนำการดูแลตัวเองแบบทางไกล ขณะนี้ รพ.หลายแห่งทำทั้งการให้คำปรึกษาทางไกล (Teleconsultation) และการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ได้แล้ว 6.Big Data คนไข้เข้ามารับบริการในรพ.ทั้งของรัฐและเอกชน เกือบ 200 ล้าน visit ต่อปี ซึ่งมีข้อมูลอยู่มากมายแต่ยังไม่สามารถเชื่อมโยงเป็นฐานข้อมูลเดียวของประเทศได้ และ 7. VR,AR และ Mixed Reality in Healthcare ช่วยการเรียนรู้และฝึกอบรมบุคลากร









