'ปตท.' ปรับพอร์ทรายได้สีเขียว 30% ปี 73 ชู 'เทค-คน-ทุน' ทางรอดธุรกิจใหม่

"ปตท." ปรับสัดส่วนรายได้ 30% จากธุรกิจลดคาร์บอน ภายในปี 2573 ชู 3 หัวหอกสำคัญ “เทคโนโลยี-คน-ทุน” ทางรอดธุรกิจใหม่ พร้อมจัดงานแสดงศักยภาพทั้งบริษัทในเครือและพันธมิตรมุ่งสู่่เป้าหมาย Net Zero
นายบุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวในงานสัมมนา PTT Group Tech & Innovation Day หัวข้อ แนวทางการขับเคลื่อนธุรกิจใหม่และนวัตกรรมของปตท.เพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ว่า ภายใต้เป้าหมายการประกาศเจตนารมณ์ของ กลุ่ม ปตท. ถึงประเด็นลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 นั้น
ทั้งนี้ กลุ่ม ปตท. ได้มีการดำเนินงานที่เห็นเป็นภาพชัดเจนแล้วหลายด้าน โดย ปตท. เองก็ได้ประกาศปรับสัดส่วนรายได้ภายในปี 2573 จะมีรายได้จากธุรกิจใหม่ที่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน 30% และในปี 2576 เพิ่มสัดส่วนลดการปล่อยคาร์บอนลงอีกกว่า 50% โดยลดธุรกิจฟอสซิลและเพิ่มนวัตกรรมเพื่อสนับสนับให้เป็นบริษัทที่เติบโตบนเทคโนโลยี และคนอยากมาอยู่ในปตท. ช่วยสนับสนุนเอสเอ็มอี พาร์ทเนอร์ธุรกิจให้เติบโตไปด้วยกันทั่วโลก
ขณะที่ บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด เพิ่มทุนจดทะเบียนแล้วกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท และได้ไปร่วมทุนกับ บริษัท โลตัส ฟาร์มาซูติคอล จำกัด (Lotus Pharmaceutical) บริษัทยาระดับโลกของไต้หวัน ก็สามารถทำตลาดได้ดี และในปี 2565 โลตัส ฟาร์มาซูติคอล มียอดขายที่ 15,000 ล้านบาท ทำกำไรได้เกือบ 2,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจใหม่ให้ประสบความสำเร็จคือนโยบายภาครัฐ และการขับเคลื่อนไปพร้อมกับเอกชนที่ไปในทิศทางเดียวกัน และรับฟังซึ่งกันและกัน และอีกสิ่งสำคัญของการขับเคลื่อนด้วย Passion and Purpose ให้ธุรกิจประสบความสำเร็จมี 3 ส่วนสำคัญ คือ 1. เทคโนโลยี 2. ทุน และ 3. คน ซึ่งวันนี้ Purpose พร้อมแล้ว แต่อาจจะขาดนักลงทุนที่มี passion ซึ่ง ปตท. โชคดีที่มีความชัดเจนทั้ง 2 เรื่อง
อย่างไรก็ตาม เรื่องของเทคโนโลยีสำคัญจะต้อง Sense of Urgency และ Strategic focus ถือว่าอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญที่นำเสนอ สะท้อนเทรนด์อุตสาหกรรมโลก ถือเป็นความได้เปรียบที่ ปตท. ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็ว ปตท.ก็ต้องเร่งดำเนินการ ดังนั้นจึงต้องหาพันธมิตรในรูปแบบ Partnership and Platform ซึ่งกลุ่มปตท.ใช้วิธีนี้เพื่อเร่งความเร็วและสิ่งสำคัญคือ Open Innovation เพื่อบรรลุเป้าหมายได้โดยเร็วและมีประสิทธิภาพ เพื่อ Accelerate Scale อีกทั้งการทำสิ่งต่างๆ จะต้องมีเงินทุน โดยปตท. ได้สนับสนุนในด้านนี้อย่างจริงจัง
“เราทาเลนต์ โมบิลิตี้ และหาฟิวเจอร์สกิล ซึ่งแต่ก่อนทำเรื่องปิโตรเคมี ต่อไปจะต้องมีวิศวกรไฟฟ้าด้านสมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ คนปตท. ในสถาบันนวัตกรรมกว่า 100 คน ได้ออกมานอกห้องวิจัย ทำเรื่องใหม่ ๆ ที่เป็นสมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ จนสามารถพัฒนาฟิวเจอร์สกิลจนตั้งบริษัทสตาร์ทอัพได้แล้ว”
ทั้งนี้ สิ่งสำคัญคือ อยากฝากในเรื่องของการใช้ยุธศาสตร์ทั้งเทคโนโลยี คน และเงินทุนในการขับเคลื่อนนวัตกรรม โดยเฉพาะในเรื่องของการรวมพลังของคนทั้งประเทศ เริ่มตั้งแต่ระดับภาครัฐ และเอกชน ส่วนระดับบริษัทจะต้องให้ความสำคัญตั้งแต่คณะกรรมการบริษัทจนถึงพนักงาน กลุ่มปตท.ไม่ได้ทำเพื่อตัวเองเพื่อที่จะทำให้เติบโต ถ้าไม่ทำจะไม่สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ ดังนั้น ความสำเร็จหลักจะอยู่ที่คน และต้องยอมรับฟังความคิดเห็นร่วมกัน เพื่อให้เห็นปัญหาและทางออกของปัญหา หากทำผิดพลาดก็ต้องให้กำลังใจ ถ้าล้มก็จับมาแต่งตัวปัดฝุ่นใหม่และก้าวต่อไปพร้อมกัน
สำหรับการจัดงาน PTT Group Tech & Innovation Day เป็นส่วนหนึ่งที่สามารถแสดงศักยภาพด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ทิศทางกลยุทธ์ การดำเนินงาน และการลงทุนด้านนวัตกรรมของกลุ่ม ปตท. โดยมีแกนหลักคือ สถาบันนวัตกรรม ปตท. ผ่านความร่วมมือทั้งจากในกลุ่ม ปตท. และจากเครือข่ายพันธมิตรชั้นนำภายนอก จนเกิดเป็นกลุ่มงานนวัตกรรมและธุรกิจใหม่ 7 ด้านมาร่วมจัดแสดง
ประกอบด้วย พลังงานแห่งอนาคต (Future Energy) , ยานยนต์แห่งอนาคต (Future Mobility) , ธุรกิจยาและการพัฒนาคุณภาพชีวิต (Life Science) , ปัญญาประดิษฐ์ (AI) , หุ่นยนต์ ระบบออโตเมชั่น และการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ (Robotics & Digitalization) , การขนส่งและโครงสร้างพื้นฐาน (Logistics & Infrastructure) , ธุรกิจเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน (Decarbonization) และ ระบบนิเวศของนวัตกรรม (Innovation Ecosystem)







