วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม 2569

Login
Login

เมื่อไรจะถึงเวลา เศรษฐกิจอเมริกาถดถอย

เมื่อไรจะถึงเวลา เศรษฐกิจอเมริกาถดถอย

สำหรับนักเศรษฐศาสตร์มหภาคอย่างผู้เขียนแล้ว ต้องยอมรับว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจสหรัฐ "แกะ" ยากสุด เพราะเห็นสัญญาณขัดแย้งกันหลายประการ

ตัวเลขการผลิต การจับจ่าย การลงทุน หรือแม้แต่ตัวเลข  GDP ภาพรวมชะลอลงหรือหดตัวแทบทั้งสิ้น แต่การจ้างงานในเดือน ม.ค. ปรับตัวดีเกินคาดมาก

โดยขยายตัวถึง 5.17 แสนตำแหน่งในเดือน ม.ค. สูงกว่านักเศรษฐศาสตร์ที่คาดไว้สูงสุดที่ประมาณ 2.5 แสนกว่า 2 เท่า

ขณะที่ตำแหน่งงานเปิดใหม่ก็กลับมาเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 11 ล้านตำแหน่งอีกครั้ง ขณะที่จำนวนผู้ว่างงานมีไม่ถึง 5 ล้านคน บ่งชี้ว่ามีตำแหน่งงานเปิดใหม่กว่า 2 ตำแหน่งต่อผู้ว่างงาน 1 คน

เมื่อไรจะถึงเวลา เศรษฐกิจอเมริกาถดถอย

ตลาดแรงงานที่ดีเกินไปนี้มีนัยยะต่อเศรษฐกิจการลงทุนโลกอย่างมาก เพราะหากการจ้างงานยังดีอยู่ โดยเฉพาะหากตำแหน่งงานที่ว่างยังมีมากกว่าปริมาณคนว่างงานมาก

แปลว่าบริษัทจะต้องขึ้นค่าจ้างต่อเนื่อง ซึ่งบริษัทก็ต้องส่งผ่านต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้นผ่านการขึ้นราคา หรือที่เรียกว่าเกิด Wage-price spiral ดึงให้เงินเฟ้อยังสูงอยู่

ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ต้องขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องเพื่อกดเงินเฟ้อ และทำให้เศรษฐกิจและภาคธุรกิจที่สถานะการเงินเริ่มแย่แล้วยิ่งเผชิญต้นทุนที่เพิ่มขึ้น นำมาสู่การล้มละลายในที่สุด

คำถามคือ แล้วตลาดแรงงานสหรัฐจะอ่อนแอลงเมื่อไร

เพราะหากเศรษฐกิจเริ่มชะลอลง ก็จะทำให้สหรัฐชะลอการจ้างงาน และ/หรือปรับลดคนงานลง ทำให้การขึ้นค่าจ้างเริ่มชะลอลง เงินเฟ้อลดลง ทำให้เศรษฐกิจชะลอลงโดยไม่ต้องขึ้นดอกเบี้ยแรง (หรือที่เรียกว่า Soft Landing)

เพื่อศึกษาในรายละเอียด และเพื่อให้คาดการณ์ "ห้วงเวลา" ของพลวัตเศรษฐกิจสหรัฐได้ถูกต้อง

เมื่อไรจะถึงเวลา เศรษฐกิจอเมริกาถดถอย

ผู้เขียนจึงทำการศึกษาดัชนีเศรษฐกิจสหรัฐต่าง ๆ ผ่าน Heatmap (หรือการนำข้อมูลเชิงปริมาณมาทำเป็นสี เพื่อให้ทราบถึงความร้อนแรงของข้อมูลนั้น ๆ) 2 ชั้น

ชั้นแรก ศึกษาจาก Manufacturing and Service Heatmap เพื่อพิจารณาพลวัตของเศรษฐกิจสหรัฐฝั่งการผลิตและภาคบริการในยุคปัจจุบัน (ตั้งแต่ช่วงวิกฤต Covid จนถึงปัจจุบัน)

ชั้นที่ 2 ศึกษาพลวัตเศรษฐกิจสหรัฐในปัจจุบัน เทียบเคียงกับช่วงดอกเบี้ยขาขึ้นในอดีต 2 ช่วง คือ

ช่วงที่ 1 ไตรมาส 4 ปี 1998-ไตรมาส 2 ปี 2002 (อันได้แก่ช่วงฟองสบู่ดอทคอม หรือ Y2K Crisis); และ

ช่วงที่ 2 ไตรมาส 3 ปี 2004-ไตรมาส 1 ปี 2010 (อันได้แก่ช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์หรือ Sub-prime crisis)

ผลการวิเคราะห์พลวัตเศรษฐกิจและตลาดแรงงานภาคการผลิตและภาคบริการสหรัฐชั้นที่ 1 พบว่า สัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐที่ดีขึ้นมากโดยเฉพาะตลาดแรงงาน ขณะที่ตัวเลขด้านการผลิตชะลอลงต่อเนื่อง

บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐกำลังแบ่งเป็น 2 ขั้ว โดยการจ้างงานภาคบริการยังขยายตัวได้ดี โดยยังมีตำแหน่งงานเหลือ แต่การจ้างงานภาคเทคโนโลยี และภาคธุรกิจอื่น ๆ มีแนวโน้มที่จะแย่ลงมากขึ้น

เช่นเดียวกับตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรม (วัดจากดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมและดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ) และการลงทุนด้านเครื่องมือเครื่องจักรของภาคเอกชนจะแย่ลง แต่เศรษฐกิจภาคบริการจะยังโตได้อีกพักหนึ่ง

ในขณะที่การศึกษาชั้นที่ 2 มี 4 ข้อสรุป กล่าวคือ

(1) ดอกเบี้ยขาขึ้นครั้งนี้ ขึ้นเร็วและแรงกว่าครั้งก่อน ๆ มาก โดยทั้งช่วงก่อนวิกฤตดอทคอม และวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์นั้น Fed ขึ้นดอกเบี้ยยาวนานกว่า

แต่อัตราการขึ้นโดยรวมน้อยกว่าครั้งนี้ โดยใช้เวลาการขึ้นดอกเบี้ยประมาณ 1ปีครึ่งถึงเกือบ 2 ปีครึ่ง และขึ้น 2.4-4.25% ขณะที่ในการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้จะใช้เวลาเพียง 1.25 ปี และขึ้นถึง 500 bps

เมื่อไรจะถึงเวลา เศรษฐกิจอเมริกาถดถอย

(2) ก่อนดอกเบี้ยจะถึงจุดสูงสุด ตลาดแรงงานจะดีมาก โดยพบว่า ใน 2 วัฐจักรแล้ว ก่อนที่ดอกเบี้ยจะไปสู่จุดสูงสุด ตลาดแรงงานจะยังคงแข็งแกร่งมาก แต่หลังจากดอกเบี้ยขึ้นขั้นสุดแล้ว ตลาดแรงงานจะแย่ลงอย่างรวดเร็ว โดยการจ้างงานนอกภาคเกษตรจะเข้าสู่แดนลบ บ่งชี้ว่าการจ้างงานจะหดตัว

(3) ภาพความแข็งแกร่งของภาคการผลิตกับภาคบริการไม่แตกต่างกันระหว่างครั้งนี้กับครั้งก่อน ๆ โดยในช่วงดอกเบี้ยถึงจุดสูงสุด จนถึงก่อนลดดอกเบี้ย ภาคการผลิตจะชะลอลง/หดตัวก่อน แต่ภาคบริการจะยังไปได้ แต่เมื่อเศรษฐกิจแย่จะ Fed ต้องลดดอกเบี้ยแล้ว ภาคการผลิตจะฟื้นตัวเร็วกว่าภาคบริการที่จะยังซึมยาว ทำให้กระทบต่อการบริโภคในระยะต่อไป

 

และ (4)  ด้วยภาพดังกล่าว ทำให้ผู้เขียนเชื่อว่า ใช้เวลาอีกประมาณครึ่งปีหลังจากที่ Fed ขึ้นดอกเบี้ยครั้งสุดท้าย (ซึ่งน่าจะเป็นเดือน พ.ค. โดยดอกเบี้ยจะไปอยู่ที่ 5.13%) ก่อนที่เศรษฐกิจจะต้องแย่ลงมาก

โดยตัวเลขสำคัญคือ การจ้างงานจะต้องติดลบ และทำให้ Fed ต้องลดดอกเบี้ยเป็นครั้งแรก

โดยเราเชื่อว่า Fed จะเริ่มลดลดดอกเบี้ยครั้งแรกในเดือน พ.ย. 2023 ที่ 0.25% และ ธ.ค. ที่ 0.25% และเป็นไปได้ที่จะลดอีกอย่างน้อย 0.5% ในปี 2024

โดยเมื่อลดแล้ว ภาคการผลิตจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น แต่ตัวเลขเศรษฐกิจภาคบริการ การจับจ่าย หรือการลงทุนเครื่องมือเครื่องจักรจะยังแย่ลง

ทั้งนี้ การวิเคราะห์ครั้งนี้ ยังไม่ได้พิจารณาถึงปัจจัยที่มีผลทำให้เศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไป

เมื่อไรจะถึงเวลา เศรษฐกิจอเมริกาถดถอย

เช่น การเปิดเศรษฐกิจของจีน ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ สงครามเย็นระหว่างสหรัฐและจีน การปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันของ OPEC และรัสเซีย และปริมาณสต๊อกก๊าซธรรมชาติในยุโรป เป็นต้น

ปัจจัยต่าง ๆ ที่กล่าวมา จะมีผลต่อพลวัตเศรษฐกิจสหรัฐในยุคต่อไป โดยหากสงครามรุนแรงขึ้น และ/หรือ OPEC และรัสเซียปรับลดการผลิตน้ำมันมากเกินไป

และ/หรือ การเปิดเศรษฐกิจจีนทำให้ความต้องการพลังงานพุ่งสูงขึ้นมาก ขณะที่ก๊าซธรรมชาติในยุโรปลดลงอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางการปิดท่อก๊าซของรัสเซีย

ภาพเหล่านี้อาจทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นเกินกว่าคาด ผลักดันให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นเกินคาด และทำให้ธนาคารกลางต่าง ๆ โดยเฉพาะ Fed ต้องขึ้นดอกเบี้ยแรงกว่าคาด และทำให้เศรษฐกิจหดตัวรุนแรงกว่าคาดได้เช่นกัน

กล่าวโดยสรุป ด้วยการวิเคราะห์ Heatmap ครั้งนี้ เป็นไปได้ที่เศรษฐกิจสหรัฐจะเริ่มเข้าสู่ภาวะถดถอยช่วงปลายปีนี้

นำโดยการจ้างงานที่หดตัว และลามเข้าสู่ภาคบริการ ภาคการบริโภค และเศรษฐกิจในภาพรวม ทำให้ Fed ต้องลดดอกเบี้ย และเมื่อเริ่มลดแล้ว ภาคการผลิตจะฟื้นตัวขึ้น แต่ภาคบริการและการบริโภคจะยังคงซึมยาวไปสู่ปี 2024

โดยทั้งหมดนี้ ขึ้นอยู่กับพลวัตเงินเฟ้อ รวมถึงสถานการณ์ภาคธุรกิจและการล้มละลายของธุรกิจขนาดใหญ่ในสหรัฐเป็นสำคัญ

เศรษฐกิจอเมริกาน่าจะถดถอยเป็นแน่ พี่น้องพ่อแม่โปรดเตรียมตัวป้องกัน

บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัดอยู่