วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

จุดแข็งที่รอการต่อยอด | วิฑูรย์ สิมะโชคดี

ผมเชื่อว่าปีใหม่ 2566 นี้ เศรษฐกิจในบ้านเราน่าจะฟื้นตัวและดีขึ้นกว่า 2-3 ปีที่ผ่านมา สังเกตได้จากการพูดคุยกับ “ผู้ประกอบการ” (เจ้าของกิจการ) เมื่อกลางเดือน ธ.ค. 2565 ก่อนสิ้นปี รวมทั้งการเดินห้างสรรพสินค้าและกินอาหาร เมื่อวันหยุดยาว 30 ธ.ค. 2565 ถึง 2 ม.ค. 2566 ที่ผ่านมา

ก็พอจะอนุมานได้ว่า เศรษฐกิจของเรากำลังจะดีขึ้น โดยเฉพาะผลพวงจากการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติเมื่อช่วงเวลาที่ผ่านมา ทำให้ผู้ประกอบกิจการเริ่มมีกำลังใจมากขึ้น ดังกรณีตัวอย่างที่จะเล่าต่อไปนี้

(1) เจ้าของโรงงานอุตสาหกรรมเกี่ยวกับหลังคาบ้าน ซึ่งเป็น CEO ด้วย บอกว่าปีที่ผ่านมา (2565) รายได้โอเคเลยครับ ยอดขายทั้งปีสูงขึ้น แต่ต้องขายราคาถูกลง ในขณะที่ลูกค้ายังเรียกร้องคุณภาพที่สูงขึ้น ทุกวันนี้จึงลดคุณภาพไม่ได้เลย แต่ต้องหาวิธีลดต้นทุนทุกด้าน เพื่อจะขายสู้คู่แข่งให้ได้ (เพราะลูกค้าเน้นราคาถูกเป็นหลัก)

(2) เจ้าของโรงงานสิ่งทอขนาดกลางรายหนึ่งเล่าว่า ผมต้องตั้ง “หน่วยงาน” ใหม่ขึ้นมาเพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมากในสังคม คือ ตั้งฝ่าย Customer Solution ขึ้นใหม่เพื่อแก้ปัญหาและตอบโจทย์ลูกค้า

จุดแข็งที่รอการต่อยอด | วิฑูรย์ สิมะโชคดี

ทุกวันนี้ผมต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ (ยุทธศาสตร์) ทุก 6 เดือน เพราะโลกเปลี่ยนแปลงเร็วมาก เทคโนโลยีและสภาพแวดล้อมทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมทั้งวิธีทำธุรกิจอุตสาหกรรมในยุคดิจิทัลด้วย ถ้าเราไม่ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง ก็คงไปไม่รอด

แต่เดิมนั้น เราคิดแล้วก็ผลิตสินค้าออกขาย (ตามไอเดียของเรา) แต่เดี๋ยวนี้ต้องฟังปัญหาจากลูกค้า ต้องรู้ Pain Point ของลูกค้า แล้วเอาเรื่องนั้นๆ มาออกแบบและผลิต “สินค้าตามที่ลูกค้าต้องการ” ให้ได้ (คือต้องตอบโจทย์ลูกค้าให้ได้) ไม่ใช่ผลิตแบบเดิมๆ เพราะจะขายไม่ออกอีกแล้ว และลูกค้าก็แตกต่างกันไป จะผลิตแบบเหมาโหลเหมือนเดิมก็ไม่ได้อีกแล้ว 

จึงต้องให้พนักงานประกบลูกค้าเป็นรายๆ ไป เพื่อจะได้แก้ปัญหาลูกค้าให้ถูกจุด พนักงานที่ว่านี้ก็ต้องมีความรู้ความสามารถเพียงพอที่จะพูดคุยและแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้ (ไม่ใช่ขายแบบเดิมๆ) การพัฒนาพนักงานจึงสำคัญมากขึ้นทุกที

(3) ร้านอาหารทะเลชื่อดังย่านเจริญผล ช่วงโควิดและหลังโควิดลูกค้าเงียบมาก ชั้น 2 ที่มีหลายสิบโต๊ะและห้องพิเศษว่างตลอดมา 2-3 ปี แต่เมื่อวันที่ 2 ม.ค.2566 นี้เอง ยังไม่ถึง 6 โมงเย็น ลูกค้านั่งกินกันแน่นร้านทั้งชั้น 1 และชั้น 2

เจ้าของร้านออกต้อนรับลูกค้าเองด้วยความยิ้มแย้มจนแก้มปริ และบอกผมว่าตั้งแต่ต้นเดือน ธ.ค.ถึงวันนี้ ขายดีมาก เพราะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมากินที่ร้านมากขึ้นทุกวัน ร้านจึงแน่นตลอดมา

(4) เมื่อวันที่ 2 ม.ค. 2566 ผมตั้งใจจะไปไหว้พระแก้วมรกตและศาลเจ้าพ่อหลักเมือง เพื่อเอาฤกษ์เอาชัยวันปีใหม่ แต่นักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างชาติมีจำนวนมาก ทั้งที่แดดร้อนเปรี้ยง แต่ก็เดินกันจนแน่นขนัดทั้ง 2 แห่ง ลามไปถึงสนามหลวง วังสราญรมย์ วัดโพธิ์ ท่าเตียน และท่าช้าง ผู้คนก็เดินกันขวักไขว่แบบไม่กลัวร้อนเลย ผมก็ต้องถอยหนีเพื่อมาวันหลังดีกว่า

จุดแข็งที่รอการต่อยอด | วิฑูรย์ สิมะโชคดี

ทั้งหมดทั้งปวงนี้ จึงน่าจะพอสรุปได้ว่าถ้าสถานการณ์โควิดไม่ฟื้นขึ้นใหม่และสภาพทั่วไปยังคงเป็นแบบนี้แล้ว ยิ่งมีการพยากรณ์ว่านักท่องเที่ยวในปีหน้าจะมีมากกว่า 20 ล้านคน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่ที่ประกาศเปิดประเทศในวันที่ 8 ม.ค. 2566 นี้ เศรษฐกิจของบ้านเราคงจะขยายตัวมากขึ้น สภาพแย่งกันกินแย่งกันเที่ยวก็คงกลับมาอีกครั้ง

สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการพูดคุยและสังเกตโดยตรงก็คือ สำหรับผู้ประกอบการและ SMEs ที่ฟื้นตัวได้เร็วและมีโอกาสไปรอดนั้น จะต้องมี

  1. ความสามารถในการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ (ยุทธศาสตร์) ได้อย่างรวดเร็วทันการเปลี่ยนแปลง
  2. ความสามารถในการมองเห็นและจับฉวยโอกาสที่กำลังจะเกิดขึ้นได้
  3. การเตรียมพร้อมอยู่เสมอแบบ “ล้มแล้วลุกได้เร็ว”
  4. ความสามารถในการลดต้นทุนในขณะที่ยังคงคุณภาพไว้ได้
  5. การพัฒนาศักยภาพของบุคลากรให้พร้อมเสมอ

ปัญหาในวันนี้ จึงเป็นเรื่องของความพร้อมของผู้ประกอบการ (และ SMEs) ในการให้บริการที่มีคุณภาพและมีมาตรฐานที่ยอมรับกันมากกว่า ซึ่งเท่าที่รับฟังแล้ว โรงแรม สถานที่ท่องเที่ยว และร้านอาหาร

อาจมีพนักงานไม่เพียงพอที่จะบริการในช่วงนี้ (เพราะพนักงานต่างกลับบ้านในช่วงโควิด พอได้ (ทำ) งานที่บ้านในต่างจังหวัด เกิดความสะดวกที่ใกล้บ้านใกล้ครอบครัว จึงไม่อยากกลับมาทำงานเดิมใน กทม.อีกแล้ว)

แต่ไหนแต่ไรมา ผมมีความเชื่อมั่นใน Soft Power ของคนไทยตลอดมา อันดูได้จาก “ศิลปวัฒนธรรม” ของไทยที่เป็นมรดกจากบรรพบุรุษ โดยเฉพาะเรื่อง “5F” ของ Soft Power อันได้แก่ Food, Festival, Fashion, Film และ Fighting ที่เป็นทั้งจุดแข็งและจุดขายสำคัญของการท่องเที่ยวไทย 

ดังนั้น เราน่าจะถือโอกาสวางรากฐานและสร้างศักยภาพใน 5F ของเราอย่างต่อเนื่อง พร้อมๆ กับการสร้างมาตรฐาน “การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ” ให้เป็นที่ยอมรับด้วย

ที่สำคัญก็คือ แม้เราจะเห็นพ้องกันว่า “การท่องเที่ยว” เป็นแหล่งรายได้หลักของบ้านเรา แต่ก็ต้องระลึกไว้เสมอว่า เรายังมีความสามารถและศักยภาพด้านอื่นๆ ที่สามารถสร้างรายได้อีกมากมาย เพื่อที่เราจะสามารถพึ่งตนเองได้ในยามวิกฤติ (อย่างเช่นการเกิดสถานการณ์โควิด) ซึ่งจะต้องเกิดจากความร่วมมืออย่างใกล้ชิดของทั้งภาครัฐและภาคเอกชน

ดังนั้น เราจึงต้องพัฒนาด้วยการต่อยอด “จุดแข็ง” ด้านต่างๆ เพื่อที่จะเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่บุคลากรและการบริหารจัดการในภาคการเกษตร ภาคการผลิต และภาคการส่งออก อย่างเป็นระบบและมีคุณภาพด้วย ครับผม!