วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม 2569

Login
Login

สนข.ดัน พรบ.ตั๋วร่วมปีหน้า เล็งตั้งกองทุนเยียวยาเอกชนปีละ 1,500 ล้าน

สนข.ดัน พรบ.ตั๋วร่วมปีหน้า เล็งตั้งกองทุนเยียวยาเอกชนปีละ 1,500 ล้าน

สนข.เตรียมเสนอคมนาคมดัน พรบ.ตั๋วร่วมภายในปี 2566 กำหนดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้ามาตรฐานเดียวกัน เว้นจัดเก็บค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน พร้อมจัดตั้งกองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วม หนุนวงเงินปีละ 1,500 ล้านบาท เยียวยาผลกระทบภาคเอกชน แก้ปัญญาผิดสัญญาสัมปทาน

นางสาวกรุณา เนียมเอี่ยม ผู้อำนวยการสำนักงานโครงการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยถึงโครงการศึกษาจัดทำแผนการกำกับการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมโดยระบุว่า ขณะนี้ สนข.อยู่ระหว่างเตรียมเสนอร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการตั๋วร่วม พ.ศ…. ไปยังกระทรวงคมนาคมพิจารณาภายในเดือน ม.ค.2566 ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยคาดว่าตามกระบวนการจะแล้วเสร็จ เพื่อประกาศใช้ พรบ.ตั๋วร่วมดังกล่าวภายในปลายปี 2566 พร้อมเริ่มต้นการประกาศใช้อัตราราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน

“หลัง พรบ.ตั๋วร่วมมีผลบังคับใช้ ก็จะนำไปสู่การจัดตั้งบริษัทบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม และกองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วม ซี่งส่วนนี้จะนำมาสนับสนุนรายได้ค่าโดยสารของเอกชนที่จะขาดหายไปจากการกำหนดอัตราตั๋วร่วมในมาตรฐานเดียวกัน และจากการบังคับใช้ส่วนลดค่าแรกเข้ารถไฟฟ้าข้ามสายที่จะเกิดขึ้น เพื่อทำให้สัญญาสัมปทานที่มีเอกชนไม่ได้รับผลกระทบ แต่ขณะที่ประชาชนได้ประโยชน์จากการจัดเก็บค่าแรกเข้าครั้งเดียว ค่าโดยสารถูกลง”

อย่างไรก็ดี สนข.จะจัดตั้งกองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วม โดยนำเอารายได้จากหลายส่วน อาทิ การสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐ ส่วนแบ่งรายได้หรือผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ให้บริการขนส่งรายใหม่เมื่อสัญญาสัมปทานมีข้อสัญญาให้ต้องส่งเงินเข้ากองทุน ส่วนแบ่งรายได้จากการให้บริการตั๋วร่วม และเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้แก่กองทุน เป็นต้น โดยเบื้องต้น สนข.ประเมินว่าจะต้องใช้เงินจากกองทุนดังกล่าว เพื่อสนับสนุนรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการรถไฟฟ้าที่มีรายได้ลดลงเฉลี่ยรวมปีละ 1,300 - 1,500 ล้านบาท

นางสาวกรุณา กล่าวด้วยว่า สนข.ได้ขอรับการจัดสรรงบประมาณปี 2566 ราว 40 ล้านบาท เพื่อดำเนินการจัดจ้างบริษัทที่ปรึกษาเข้ามาเริ่มต้นศึกษาวิเคราะห์รูปแบบการเจรจาธุรกิจในการกำหนดและประกาศใช้โครงสร้างอัตราค่าโดยสารร่วม (Common Fare) สำหรับระบบขนส่งมวลชนที่เข้าร่วมในระบบตั๋วร่วมทั้งหมดหลังจากนั้น สนข.เตรียมเสนอของบประมาณประจำปี 2567 ราว 1,600 ล้านบาท เพื่อศึกษารูปแบบการจัดตั้งบริษัทบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม และพัฒนาศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง (Central Clearing House: CCH) 

ทั้งนี้ สนข.ประเมินว่าภายในปี 2570 ประชาชนจะสามารถใช้ระบบตั๋วร่วมที่กำหนดอัตราค่าโดยสารเป็นมาตรฐานเดียวกัน สำหรับระบบรถไฟฟ้าจะเป็นโครงข่ายขนส่งสาธารณะหลักที่กำหนดให้มีการจัดเก็บค่าแรกเข้าครั้งเดียว โดย สนข.จะเจรจากับเอกชนผู้รับสัมปทานรถไฟฟ้าในปัจจุบัน ขอความร่วมมือเข้าร่วมระบบCCH เพื่อเป็นประโยชน์ให้การคำนวณการชดเชยรายได้ของเอกชน และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในการถือบัตรรถไฟฟ้าเพียงใบเดียว

ขณะที่การเจรจาสัมปทานรถไฟฟ้าในอนาคต กระทรวงคมนาคมมีนโยบายที่จะกำหนดให้ภาคเอกชนใช้ระบบCCH ของ สนข.ในการชำระค่าโดยสาร เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ เบื้องต้น สนข.ศึกษาโครงสร้างอัตราค่าโดยสารร่วม/อัตราค่าโดยสารเดียว สำหรับรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลโดยศึกษาจากพฤติกรรมการเดินทางของผู้โดยสาร โดยพบว่าอัตราค่าโดยสารที่เหมาะสมจะเริ่มต้นที่ 14 บาทและเพดานสูงสุดขั้นแรกที่ 42 บาท แต่หากมีการเดินทางข้ามระบบรถไฟฟ้าในพื้นที่ปริมณฑล ซึ่งส่วนใหญ่จะมีแนวเส้นทางยาว จึงประเมินว่าการเดินทาง 36 กิโลเมตรขึ้นไป จะมีอัตราค่าโดยสารสูงสุดที่ 65 บาท