background-default

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม 2569

Login
Login

‘เมตาเวิร์ส’เดิมพันครั้งใหญ่ของ ‘ซักเคอร์เบิร์ก’ที่ผู้ถือหุ้นไม่ปลื้ม

‘เมตาเวิร์ส’เดิมพันครั้งใหญ่ของ ‘ซักเคอร์เบิร์ก’ที่ผู้ถือหุ้นไม่ปลื้ม

แม้ผลดำเนินงานของ ‘เมตา’ ออกมาน่าผิดหวัง ซึ่งส่วนใหญ่มาจากธุรกิจเมตาเวิร์สที่ขาดทุนยับเยิน ทำให้ราคาหุ้น Meta ร่วงลงหนัก จนผู้ถือหุ้นขอให้ลดงบลงทุนในส่วนนี้ลง แต่ “มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก” ยังคงยืนยันว่า นี่คืออนาคตของบริษัท!

หนึ่งวันหลังจากผลประกอบการไตรมาสสามของ ‘เมตา’ เผยแพร่ออกมา (27 ต.ค.) อาจสร้างความผิดหวังให้แก่บรรดาผู้ถือหุ้นหลายคน ซึ่งมาพร้อมกับความเสื่อมศรัทธาที่มีต่ออนาคตเมตาเวิร์สของ ‘มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก’ และยังกระทบต่อเนื่องไปยัง ราคาหุ้นเมตา ที่ร่วงระนาว โดยถ้านับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน หุ้นเมตา ร่วงลงมาแล้วกว่า 70% ซึ่งยังให้ความมั่งคั่งของ มาร์ก ร่วงหลุดท็อป 20 ของโลกตามไปด้วย  จนเกิดคำถามที่หลายคนสงสัยว่า การเดิมพันครั้งนี้ เมตา มาถูกทางหรือไม่

ธุรกิจหลักของบริษัทเมตา ประกอบไปด้วยแอปพลิเคชันในเครือทั้ง 4 ตัว ได้แก่ เฟสบุ๊ก อินสตาแกรม เมสเซนเจอร์ และวอตส์แอปป์ ที่ปัจจุบันมีผู้ใช้งานถึง 2,930 ล้านคนต่อวัน นับเป็น 37% ของประชากรโลกที่ใช้ 1 ใน 4 แอปดังกล่าวในชีวิตประจำวัน 

นอกจากแอปในเครือแล้ว ธุรกิจเรือธงตัวต่อไป ‘มาร์ก’ คาดหวังว่าจะเป็น ‘เมตาเวิร์ส’ แต่น่าเสียดายที่ในปีนี้ เป็นปีที่ยากลำบากสำหรับเมตาและผู้ถือหุ้นของบริษัท เพราะไม่ใช่เพียงแค่ธุรกิจหลักที่รายได้ลดลง แต่ราคาหุ้นบริษัทก็ร่วงตามไปด้วย

 

‘ฝันร้ายก่อนส่งท้ายปี’

เมตาเปิดเผยรายได้รวมในไตรมาสสามปี 2565 ลดลง 4% เหลือ 27,714 ล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันเมื่อปี 2564 อยู่ที่ 29,000 ล้านดอลลาร์ และมีกำไรสุทธิ 4,395 ล้านดอลลาร์ลดลง 52% เมื่อเทียบกับปีก่อน อีกทั้งค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 19%

ทั้งนี้ สาเหตุที่รายได้ลดลงส่วนใหญ่มาจากการลงทุนก้อนใหญ่กับ ‘เมตาเวิร์ส’ ซึ่งธุรกิจในเครืออย่าง Reality Labs ที่ช่วยพัฒนาเทคโนโลยีโลกเสมือนของเมตาเวิร์ส มีรายได้ลดลงกว่า 9,400 ล้านดอลลาร์แล้วในปีนี้ โดยไตรมาสสามนี้เหลือรายได้เพียง 258 ล้านดอลลาร์ ยิ่งไปกว่านั้น เมตาอาจลืมไปแล้วว่าบริษัทกำลังเตรียมเปิดตัวชุดแว่น Quest รุ่นใหม่ในปีหน้า ซึ่งจะเพิ่มค่าใช้จ่ายทางต้นทุนของบริษัทก้อนใหญ่

ขณะที่ส่วนแบ่งตลาดโฆษณาของ ‘เฟสบุ๊ก’ ก็ลดน้อยลงด้วย เนื่องจากนโยบายความเป็นส่วนตัวของแอ๊ปเปิ้ลอิงค์ ทำให้ผู้โฆษณาเข้าถึงข้อมูลความสนใจของผู้ใช้ไอโฟนได้ยากมากขึ้น อีกทั้ง ‘ติ๊กต็อก’ คู่แข่งในโซเชียลมีเดียที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้เมตาต้องเป็นฝ่ายตั้งรับ พยายามนำจุดเด่นด้านวิดิโอของติ๊กต็อกมาปรับใช้ เห็นได้จากการจ้างงานตำแหน่งล็อบบี้ยิสต์ เพื่อช่วยให้บริษัทขึ้นนำคู่แข่งให้ได้

นอกจากนี้ ‘เดวิด เวห์เนอร์’ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน ชี้ว่า รายได้ที่ลดลงเป็นผลมาจากภาวะเงินเฟ้อด้วย ซึ่งนักวิเคราะห์จากเว็บไซต์ Seeking Alpha เผยว่า (26 ต.ค.) สถานการณ์เศรษฐกิจมหภาคที่ผันผวน บวกกับเงินดอลลาร์แข็งค่าจึงกระทบต่อรายได้เมตา หากไม่มีผลกระทบเหล่านี้ รายได้เมตาอาจโตเพิ่มขึ้น 2%

‘เรื่องดีที่น่ากังวล’

อย่างไรก็ดี เมตาเผยว่าขณะนี้ Reels แพลตฟอร์มวิดิโอขนาดสั้น มีทั้งหมด 140,000 ล้านคลิป ที่เผยแพร่ผ่านเฟสบุ๊กและอินสตาแกรม ซึ่งเพิ่มขึ้น 50% จาก 6 เดือนก่อน และจากแพลตฟอร์มของเมตาทั้งหมด Reels สามารถสร้างอัตรารายได้ถึง 3,000 ล้านดอลลาร์/ปี อีกทั้ง ยอดผู้ใช้งานแอปพลิเคชันทั้งหมดของบริษัท เพิ่มขึ้นถึง 2,930 ล้านคน แม้เป็นเรื่องที่น่าประทับใจ แต่รายได้เฉลี่ยต่อหัวจากผู้ใช้งานลดลง ยังเป็นเรื่องดีที่น่ากังวลต่อผู้ถือหุ้น

นักวิเคราะห์จากเว็บไซต์ Seeking Alpha ระบุว่า ตัวชี้วัดที่สำคัญของเมตาคือ รายได้เฉลี่ยต่อหัวจากผู้ใช้งานแอปในเครือ เพราะจะช่วยให้นักลงทุนเข้าใจว่า เมตาสามารถสร้างมูลค่าจากผู้ใช้งานได้มากเพียงใด ซึ่งเป็นที่น่าผิดหวัง เนื่องจากอัตรารายได้เฉลี่ยต่อหัว เริ่มลดลงตั้งแต่ไตรมาสสามของปี 2564 จาก 8.36 ดอลลาร์/คน เหลือ 7.53 ดอลลาร์/คน หลังแอ๊ปเปิ้ลเปลี่ยนแปลงนโยบายความเป็นส่วนตัว

และเมื่อคำนวณอัตราการเติบโตรายปีแบบผสม (CAGR) ซึ่งเป็นตัวช่วยที่ทำให้นักลงทุนทราบว่าจะสามารถทำกำไรจากการลงทุนได้มากเพียงใดต่อปี พบว่า แม้ลงทุนกับเมตาในตอนนี้ และคาดการณ์การเติบโตของเมตาในอีก 5 ปีข้างหน้าไว้ที่ระดับต่ำมาก เช่น คาดการณ์ว่าเติบโตลดลง 5% , 0% หรือไม่ถึง 3% แต่นักวิเคราะห์เชื่อว่า อัตราผลตอบแทนเงินลงทุนยังคงเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งอัตราผลตอบแทนยังอยู่ที่ระดับ 7%

 

‘มาร์ก'ทุ่มเดิมพันอนาคตเมตาเวิร์ส

อย่างไรก็ตาม ในปี 2566 มาร์กยังคงเดินหน้าลงทุนใน Reality Labs ต่อไป โดยคาดหวังว่าการขาดทุนจากการดำเนินงานจะฟื้นตัวมากขึ้น และคาดว่าการลงทุนดังกล่าว จะช่วยให้บริษัทบรรลุเป้าหมายการเติบโตของรายได้จากการดำเนินงานในระยะยาว ซึ่งมาร์กเน้นย้ำว่า หลายอย่างที่บริษัทกำลังทำงานกับแอปในเครือทั้งหมดนี้ ค่อนข้างมั่นใจว่าจะประสบความสำเร็จและมีผลลัพธ์ที่ดี

ในขณะเดียวกัน มาร์กได้ส่งสารถึงพนักงานบริษัท เพิ่มความพยายามในการทำงานเป็น 200% เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกปลดออกจากงาน ซึ่งเมตามีแผนปลดพนักงานถึง 20% ในปี 2566 เนื่องจากปีหน้า ธุรกิจเมตาเวิร์สจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นและจะมีผลการดำเนินงานขาดทุนมากกว่าปัจจุบัน ซึ่งเมตาเชื่อว่าธุรกิจเหล่านี้จะสร้างกำไรระยะยาว

ทั้งนี้ ในอนาคตน่าจับตามองว่า เมตาที่เคยรุ่งเรืองจะเดินหน้าไปในทิศทางใด การปลดพนักงานจะสร้างผลกระทบใด และเมตาเวิร์สจะฟื้นรายได้บริษัทให้กลับมาสดใสได้หรือไม่ หากการเดิมพันของเมตาในครั้งนี้คือ การเดิมพันด้วยความเข้าใจว่าเทรนด์โซเชียลมีเดียกำลังเปลี่ยนแปลงไปในรูปแบบใด และหากรู้ว่าจะไขว้คว้าโอกาสนั้นได้อย่างไร เมตาอาจสามารถผ่านพ้นอุปสรรคต่าง ๆ แล้วผงาดขึ้นมาเป็นผู้นำโซเชียลของโลกได้อีกครั้ง