background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

ครม.ผวาวาระสายสีส้ม หลัง BTS ยื่น รมต.ทุกคนค้าน “วิษณุ”สั่ง สคร.สอบประมูล

ครม.ผวาวาระสายสีส้ม หลัง BTS ยื่น รมต.ทุกคนค้าน “วิษณุ”สั่ง สคร.สอบประมูล

เปิดจดหมาย BTS ส่งถึงรัฐมนตรีทุกคน ค้านผลประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม ชี้คณะกรรมการคัดเลือกตาม ม.36 ตอบไม่ชัดปมตีความคุณสมบัติ ITD ระบุตั้งเงื่อนไขกีดกันเข้าประมูล ทำรัฐเสียประโยชน์เกือบ 7 หมื่นล้าน “วิษณุ” สั่ง สคร.เร่งตรวจสอบข้อมูลผลการประมูล

การประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้มครั้งที่ 2 อยู่ในขั้นตอนการเจรจาผลประโยชน์ตอบแทนรัฐระหว่างคณะกรรมการคัดเลือกเอกตามมาตรา 36 และบริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพจำกัด (มหาชน) หรือ BEM ที่มีข้อเสนอให้รัฐสนับสนุนเงิน 78,287 ล้านบาท ซึ่งสำนักงานอัยการสูงสุดกำลังตรวจร่างสัญญาก่อนเสนอคณะกรรมการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.)

รายงานข่าว ระบุว่า การเสนอผลการประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้มให้ ครม.รับทราบกำลังจะเป็นประเด็นร้อนสำหรับรัฐมนตรีที่เข้าร่วมประชุม เพราะเป็นโครงการที่ถูกตั้งข้อสังเกตถึงความโปร่งใสในการประมูล และเป็นการประมูลที่อาจทำให้รัฐเสียประโยชน์ ซึ่งทำให้รัฐมนตรีบางคนต้องมีการตรวจสอบข้อมูลของโครงการดังกล่าว

ทั้งนี้ ในอดีตเคยมีกรณีที่รัฐมนตรีไม่เข้าร่วมประชุมเพื่อเลี่ยงการลงมติโครงการที่อาจขัดกฎหมาย เช่น โครงการเช่ารถเมล์ ขสมก. 4,000 คัน วงเงิน 63,000 ล้านบาท เมื่อปี 2552 ในสมัยที่นายโสภณ ซารัมย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งถูกวิจารณ์ถึงวงเงินโครงการที่สูงถึง 69,000 ล้านบาท ก่อนจะปรับลดวงเงินลงมา รวมถึงเงื่อนไขการเช่าที่แพงกว่าการซื้อรถ รวมทั้งมีอีกหลายโครงการที่มีรัฐมนตรีเลี่ยงเข้าร่วมพิจารณา เช่น โครงการกล้ายาง โครงการหวย 2-3 ตัว

“บีทีเอส”ส่งหนังสือค้านถึง รมต.ทุกคน

บริษัท บีทีเอสกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ บีทีเอส ที่ร่วมซื้อซองประมูล แต่ไม่ได้ร่วมยื่นซองหลังจากออกมา ระบุว่ามีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขที่อาจกีดกันการประมูล โดยบีทีเอสทำหนังสือถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) ลงวันที่ 21 ก.ย.2565 เรื่องคัดค้าน และไม่ให้ความเห็นชอบผลการคัดเลือกเอกชนโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงบางขุนนนท์-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ตามประกาศเชิญชวนและเอกชนการคัดเลือกเอกชนฉบับเดือน พ.ค.2556

นอกจากนี้ หนังสือฉบับดังกล่าว บีทีเอส ระบุว่าได้ทำหนังสือเรียนคณะรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลอีกส่วนหนึ่งด้วย

รวมทั้งระบุว่า การยกเลิกการประชุมเมื่อปี 2563 เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงนำเรื่องไปฟ้องร้องต่อศาลปกครองกลาง คดีหมายดำที่ 580/2564 และศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาในที่สุดว่ามติของคณะกรรมการคัดเลือกฯ และประกาศของ รฟม.ที่ให้ยกเลิกการประมูลเป็นมติและประกาศที่ออกโดยใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ต่อมาคณะกรรมการคัดเลือกฯ ได้ออกประกาศเชิญชวนและออกเอกสารการคัดเลือก ฉบับเดือน พ.ค.2565 ซึ่งมีการประกาศให้ ITD Group หรือ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และพันธมิตร เป็นผู้ผ่านการพิจารณาซอง 1 (ข้อเสนอคุณสมบัติ) ทั้งที่นายเปรมชัย กรรณสูต กรรมการและผู้มีอำนาจลงนามของ ITD ได้รับโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก

ดังนั้นกลุ่ม ITD จึงเป็นเอกชนที่มีคุณลักษณะไม่สมควรให้ร่วมลงทุนในโครงการร่วมลงทุนและไม่มีสิทธิได้รับคัดเลือกเป็นคู่สัญญาตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน เรื่องลักษณะของเอกชนที่ไม่สมควรให้ร่วมลงทุนในโครงการร่วมลงทุน พ.ศ.2562

รัฐเสียประโยชน์เกือบ7หมื่นล้าน

ทั้งนี้ หาก ITD ไม่ผ่านการพิจารณาด้านคุณสมบัติด้วยเหตุผลดังกล่าว จะมีเพียง BEM ที่เป็นผู้ยื่นข้อเสนอเพียงรายเดียวที่ผ่านมาการพิจารณา จึงถือว่าเป็นการประมูลที่ไม่มีการแข่งขัน ดังนั้นคณะกรรมการคัดเลือกฯ ควรชี้แจงหรือตอบข้อสงสัยให้ได้ว่ารัฐจะได้ประโยชน์อย่างไร เพราะข้อเสนอของ BEM ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนสูงสุด โดยผลการยื่นข้อเสนอมีดังนี้

1.BEM ได้เสนอผลประโยชน์สุทธิ (มูลค่าปัจจุบัน : NPV) เท่ากับ -78,287 ล้านบาท 

2.ITD Group ได้เสนอผลประโยชน์สุทธิ (มูลค่าปัจจุบัน : NPV) เท่ากับ -102,635 ล้านบาท

ตามข้อมูลดังกล่าว BEM จึงเป็นผู้เสนอขอรับการสนับสนุนจากรัฐต่ำที่สุดและเป็นผู้ชนะการประมูล แต่เมื่อวันที่ 12 ก.ย.2565 บีทีเอสได้เสนอหลักฐานที่ได้จากการเปิดซองข้อเสนอด้านราคาของการประมูลรอบแรกที่ยื่นไปเมื่อปี 2563 โดยผลประโยชน์สุทธิ (มูลค่าปัจจุบัน : NPV) เท่ากับ -9,675 ล้านบาท แตกต่างจากผู้ชนะการประมูลครั้งล่าสุดเกือบ 70,000 ล้านบาท จึงอาจเป็นการประมูลที่กีดกันไม่ให้บีทีเอสเข้าร่วม

“วิษณุ”สั่ง สคร.ตรวจสอบข้อมูล

พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย ที่ปรึกษาประธานกรรมการ บริษัท บีทีเอสกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หนังสือที่ส่งถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อเรียกร้องให้คัดค้านและไม่ให้ความเห็นชอบผลการคัดเลือกเอกชนโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม เนื่องจาก รฟม.จะต้องส่งเรื่องดังกล่าวเพื่อเสนอขออนุมัติจาก ครม.ก่อนลงนามสัญญา 

ดังนั้นบีทีเอสต้องการเรียกร้องให้ ครม.ลงมาตรวจสอบเรื่องนี้ เพื่อไม่ให้เกิดการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและความเสียหายต่องบประมาณแผ่นดินและประเทศชาติ ซึ่งขณะนี้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้ตอบกลับหนังสือดังกล่าวว่ารับทราบถึงปัญหาและจะติดตามตรวจสอบ โดยส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) พิจารณา

สำหรับการส่งหนังสือดังกล่าวได้ส่งไปถึง นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมด้วย เป็นหนังสือลงวันที่ 21 ก.ย.2565 เพื่อคัดค้านและไม่ให้ความเห็นชอบผลการประมูล โดยนายศักดิ์สยาม ในฐานะผู้กำกับดูแล รฟม.ควรตรวจสอบการประมูลครั้งนี้

รวมถึงคัดค้านและไม่ให้ความเห็นชอบผลการประมูล เพราะหากยังคงเมินเฉยอาจจะเข้าข่ายต้องรับผิดชอบต่อความเสียหาย ในเงื่อนไขสำคัญของสัญญาร่วมลงทุนตามมาตรา 42 แห่ง พ.ร.บ.ร่วมลงทุน และมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ พ.ศ.2542

โดยกฎหมายดังกล่าว ระบุไว้ว่า กรณีผู้ใดมีอำนาจหรือหน้าที่ในการอนุมัติ การพิจารณา หรือการดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเสนอราคาครั้งใด รู้หรือพฤติการณ์แจ้งชัดว่าคควรรู้ว่าการเสนอครั้งนั้น มีการกระทำผิด ต้องดำเนินการให้มีการยกเลิกการดำเนินการเกี่ยวกับการเสนอราคาในครั้งนั้น

กีดกัน“บีทีเอส”ร่วมประมูล

พ.ต.อ.สุชาติ กล่าวว่า บีทีเอสเข้าร่วมชี้แจงข้อมูลในการประชุมคณะอนุกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ซึ่งบีทีเอสได้ตั้งคำถามไปยังตัวแทนคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 36 แห่ง พ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ - มีนบุรี (สุวินทวงศ์) (คณะกรรมการคัดเลือก)

ประเด็นที่บีทีเอสตั้งข้อสังเกตครั้งนี้ คือ การยกเลิกประกวดราคาโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มและมีการกำหนดหลักเกณฑ์คัดเลือกเอกชนที่ส่อไปทางกีดกัดกลุ่มบีทีเอสเข้าร่วมประมูล เพราะแม้ว่าตัวแทนคณะกรรมการคัดเลือกจะชี้แจงว่าการเปลี่ยนหลักเกณฑ์ใหม่เพื่อเพิ่มมาตรฐานของงานก่อสร้าง จึงได้มีการเพิ่มคะแนนด้านเทคนิค คัดเลือกผู้รับเหมา เพราะพื้นที่แนวเส้นทางรถไฟฟ้าเป็นพื้นที่ละเอียดอ่อน ต้องใช้เทคนิคชั้นสูง แต่กลับไม่เปิดกว้างรับเทคโนโลยีใหม่ๆ จากต่างประเทศ

ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ประมูลครั้งที่ 2 ยังเปิดกว้างให้ผู้เดินรถไฟฟ้าไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์เดินรถในไทย ถือเป็นการเปิดกว้างให้เอกชนต่างชาติเข้ามาเดินรถได้ บีทีเอสจึงตั้งคำถามว่าหากต้องการเพิ่มมาตรฐานเกณฑ์การประมูล เหตุใดจึงไม่เข้มงวดทั้งในส่วนของเทคนิคงานก่อสร้าง และผู้เดินรถไฟฟ้า แต่กลับเปลี่ยนแปลงเฉพาะคุณสมบัติของผู้รับเหมา

ชี้“ไอทีดี”เสี่ยงขัดคุณสมบัติ

นอกจากนี้ บีทีเอสยังมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการคัดเลือกเอกชนครั้งนี้ คณะกรรมการคัดเลือกกำเนินการถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เพราะพบว่ามีเอกชนบางรายมีคุณสมบัติไม่เข้าข่ายที่จะเข้าร่วมประมูล โดยกรรมการท่านหนึ่งของ ITD เคยรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ซึ่งเป็นการขัดต่อประกาศคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน เรื่อง ลักษณะของเอกชนที่ไม่สมควรร่วมลงทุนในโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ.2562

“ตัวแทนคณะกรรมการคัดเลือกชี้แจงเรื่องการตรวจสอบคุณสมบัติ ITD โดยเป็นเหตุผลที่ฟังแล้วต้องมีคำถาม เพราะแจงว่าหาก ITD ชนะประมูลก็ค่อยเอาคณะกรรมการท่านอื่นมาลงนามเป็นคู่สัญญาได้ ก็เกิดเป็นคำถามว่า หากจะไปตัด ITD แต่แรกอาจจะไม่มีคู่เทียบในการประมูลหรือไม่ แล้วหากมีเอกชนผ่านรายเดียว ตามกฎหมายก็ต้องไปใช้หลักเกณฑ์คัดเลือกอีกแบบ ซึ่งยุ่งยากมากกว่านี้หรือไม่”

รัฐเสียโอกาสประหยัดงบ

พ.ต.อ.สุชาติ กล่าวว่า ข้อสังเกตที่เป็นประเด็นคำถามของสังคม คือส่วนต่างที่เอกชนขอรับการสนับสนุนจากรัฐ ซึ่งพบว่าผู้ชนะประมูลครั้งนี้ BEM ขอรับเงินสนับสนุนสุทธิ 78,287 ล้านบาท

ขณะที่ข้อเสนอ BTS ขอรับเงินสนับสนุน 9,675.42 ล้านบาท ดังนั้นหากมาเทียบกับภาครัฐสูญเสียโอกาสในการประหยัดงบประมาณอย่างน้อย 68,612 ล้านบาท หากไม่ล้มประมูลในปี 2563 และประมูลใหม่ในปี 2565

อย่างไรก็ดี ประเด็นข้อสังเกตดังกล่าวคงต้องตั้งคำถามยังคคณะกรรมการคัดเลือกว่าได้ทำหน้าที่ดีที่สุด เพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติหรือไม่ เพราะ BTS เปิดเผยข้อมูลข้อเสนอเหล่านี้ก่อนที่คณะกรรมการคัดเลือกจะเริ่มเจรจากับ BEM แต่เหตุใดจึงไม่เจรจาให้ได้ผลตอบแทนที่ดี ทำให้รัฐประหยัดงบประมาณได้เพิ่มขึ้นอีก ซึ่งผู้แทนคณะกรรมการคัดเลือกไม่สามารถตอบได้ชัดเจน

ทั้งนี้ กรณีที่มีคำตอบที่ว่าไม่สามารถนำข้อเสนอทั้งสองส่วนมาเปรียบเทียบกันได้ เนื่องจากเป็นข้อเสนอที่เกิดขึ้นจากการประมูลในคนละครั้งกัน เรื่องนี้บีทีเอสอยากชี้แจงให้สังคมได้ทราบข้อมูลว่า การประมูลทั้งสองครั้ง รฟม.กำหนดให้เอกชนยื่นข้อเสนอในหลักเกณฑ์เดียวกัน โดยเอกชนสามารถยื่นขอรับเงินสนับสนุน และกำหนดข้อเสนอการจ่ายเงินตอบแทนให้แก่รัฐได้เอง ดังนั้นเมื่อหลักเกณฑ์การยื่นข้อเสนอทางการเงินเหมือนกัน ก็ต้องถือได้ว่าข้อเสนอของการประมูลทั้งสองครั้งสามารถเปรียบเทียบกันได้

อนุ กมธ.จี้ปมผลตอบแทนรัฐ

นอกจากนี้ การหารือในคณะอนุกรรมาธิการฯ ตัวแทนคณะกรรมการคัดเลือกยังเปิดเผยถึงผลการเจรจาร่วมกับเอกชนผู้ชนะการประมูลว่า ไม่ได้นำข้อมูลของ BTS ไปเปรียบเทียบเจรจาเพราะถือได้ว่าเป็นข้อเสนอในการประมูลคนละครั้ง การเจรจามีเพียงการหยิบยกนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมาหารือ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายตั๋วร่วมและยังเจรจาขอลดอัตราค่าโดยสารให้ใช้ราคาเดียวกันกับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน

“คำชี้แจงจากตัวแทนคณะกรรมการคัดเลือก ทำให้เกิดคำถามที่ว่าคณะกรรมการคัดเลือกได้รักษาผลประโยชน์แก่ประเทศชาติแล้วหรือยัง ตัวเลขที่ต่างกันถึง 6 หมื่นล้านบาท ชี้ให้เห็นว่าในระยะ 30 ปี BEM ไม่ได้เสนอให้ผลตอบแทนแก่รัฐเลย”

ส่วนการเจรจาอัตราค่าโดยสารให้เท่ากับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ก็ต้องถือว่าเป็นการเจรจาที่แพงขึ้นหรือไม่ เพราะปัจจุบันรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินมีอัตราค่าโดยสารเริ่มต้น 17-44 บาท ซึ่งค่าโดยสารของรถไฟฟ้าสายสีส้มจากที่เคยศึกษาไว้น่าจะอยู่ที่ 14-42 บาท ดังนั้นต้องตั้งคำถามว่า ขณะนี้คณะกรรมการคัดเลือกได้เจรจาเพื่อประโยชน์สูงสุดอย่างไร