ธปท. แจง ดอกเบี้ยนโยบายของไทยในเวลานี้จำเป็นต้องค่อยๆ ปรับขึ้น เพื่อทำให้เศรษฐกิจไทย “ฟื้นตัวอย่างราบรื่น” แต่จะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนกัน? เพราะทั้งจีน ยุโรป สหรัฐ ต่างเตรียมรับมือ “เศรษฐกิจถดถอย” ที่จะเกิดขึ้นแน่ๆ
วัฏจักรเศรษฐกิจไทยนับว่าสวนทางกับชาวโลกอย่างชัดเจน โดย ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้สัมภาษณ์หลายครั้งว่า ดอกเบี้ยนโยบายของไทยในเวลานี้จำเป็นต้องค่อยๆ ปรับขึ้นเพื่อเข้าสู่จุดสมดุล เพื่อทำให้เศรษฐกิจไทย Smooth Takeoff หรือ “ฟื้นตัวอย่างราบรื่น” ซึ่งแตกต่างจากนโยบายการเงินของประเทศอื่นที่ต้องดูแลให้เศรษฐกิจ Smooth Landing หรือ ค่อยๆ ชะลอตัวลงเพื่อไม่ทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession)
แต่คำถามสำคัญ คือ การทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างราบรื่นตามที่แบงก์ชาติต้องการให้เกิดขึ้น จะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน เพราะถ้ามองไปข้างหน้า ดูเหมือนฟ้าฝนค่อนข้างขมุกขมัว “มหาพายุ” กำลังก่อตัวขึ้นเป็น Perfect storm
สะท้อนผ่านสำนักวิจัยทางเศรษฐกิจระดับโลกหลายแห่ง ต่างมองภาพที่คล้ายกันว่า เศรษฐกิจ 3 กลุ่มประเทศขนาดใหญ่ ทั้ง สหรัฐ ยุโรป และ จีน มีความเสี่ยงสูงที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอย โดย จีน เป็นประเทศแรกที่จะเผชิญกับภาวะดังกล่าว
คำทำนายดังกล่าว อาจไม่ได้เกินเลยความเป็นจริง เพราะเมื่อวานนี้ (18 ต.ค.) สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) ได้เลื่อนการเปิดเผยตัวเลข จีดีพี ประจำไตรมาส 3 ปี 2565 ออกไปแบบไม่มีกำหนด
กรณีนี้อดคิดไม่ได้ว่า เพราะเศรษฐกิจจีนหดตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้าหรือไม่ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริง จีน จะเข้าสู่ Recession ทันที เนื่องจากเศรษฐกิจจีนไตรมาส 2 ก็หดตัวลงเมื่อเทียบกับไตรมาสแรกจากพิษนโยบายซีโร่โควิด และการเลื่อนประกาศตัวเลข จีดีพี ของจีน ยังเกิดขึ้นท่ามกลางการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งมีวาระสำคัญ คือ การต่ออายุประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ในวาระที่ 3 อีกด้วย
ส่วนกลุ่มประเทศยุโรป ถือเป็นความเสี่ยงถัดมาที่เศรษฐกิจอาจเข้าสู่ภาวะถดถอย โดยเวลานี้ยุโรปกำลังเผชิญความยากลำบากในเรื่องพลังงาน หลังจากที่รัสเซียตัดการส่งก๊าซไปยังยุโรป ส่งผลให้ราคาพลังงานในยุโรปเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ส่งผลต่อเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่สูงขึ้น
...แต่ความเสี่ยงใหญ่สุดของโลก อาจไม่ได้หยุดแค่ “จีน” กับ “ยุโรป” เพราะสำนักวิจัยทุกแห่งต่างพุ่งเป้าจับตาดู “สหรัฐ” ประเทศยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจว่าจะจัดการเงินเฟ้อได้อยู่หมัด และทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงแบบราบรื่นได้หรือไม่
ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เร่งการขึ้นดอกเบี้ยครั้งใหญ่ในระดับ 0.75% ต่อเนื่องกัน 3 ครั้ง เพื่อคุมเงินเฟ้อให้อยู่หมัด แต่ตัวเลขเงินเฟ้อที่ออกมาล่าสุด เดือน ก.ย. ยังคงสูงในระดับ 8.2% และแนวโน้มการลดลงอาจช้ากว่าที่ตลาดคาดการณ์เอาไว้ ทำให้ตลาดเริ่มมองว่า เฟด จะยังเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยในระดับ 0.75% อีกอย่างน้อย 1-2 ครั้ง
ประเด็นที่ทุกคนกังวล คือ เศรษฐกิจสหรัฐจะทนทานกับดอกเบี้ยที่พุ่งเร็วติดจรวดได้แค่ไหน เพราะ บลูมเบิร์ก เพิ่งออกมาฟันธงว่า ใน 12 เดือนข้างหน้า เศรษฐกิจสหรัฐคงเผชิญกับภาวะถดถอยอย่างแน่นอน 100%
...คำถามจึงย้อนกลับมาว่า แล้วแบบนี้เศรษฐกิจไทยจะ Smooth Takeoff ได้อยู่หรือไม่ เรื่องนี้คงต้องติดตามด้วยใจระทึก!





