ดาวโจนส์พุ่ง 550 จุด ขานรับผลประกอบการแบงก์

ดาวโจนส์พุ่ง 550 จุด ขานรับผลประกอบการแบงก์

ดัชนีดาวโจนส์ ปิดวันจันทร์(17ต.ค.)พุ่งขึ้น 550 จุด ขณะที่นักลงทุนขานรับผลประกอบการที่แข็งแกร่งของหุ้นกลุ่มธนาคาร

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปรับตัวขึ้น 550.99 จุด หรือ 1.86% ปิดที่ 30,185.82 จุด ดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 2.65% ปิดที่ 3,677.95 จุด และดัชนีแนสแด็ก เพิ่มขึ้น 3.43% ปิดที่ 10,675.80 จุด

หุ้นกลุ่มธนาคารดีดตัวขึ้น 2.6% ในวันนี้ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการดีดตัวขึ้นของอัตราดอกเบี้ย โดยราคาหุ้นแบงก์ ออฟ อเมริกา พุ่งขึ้นกว่า 4% หลังเปิดเผยว่า ทางธนาคารมีกำไรและรายได้ในไตรมาส 3 สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ โดยได้ปัจจัยหนุนจากการซื้อขายตราสารหนี้ และรายได้จากดอกเบี้ย

นักลงทุนคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% ในการประชุมกำหนดนโยบายการเงินในเดือนพ.ย.และธ.ค. หลังการเปิดเผยตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่สูงเกินคาด

ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 94.70% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% สู่ระดับ 3.75-4.00% ในการประชุมวันที่ 1-2 พ.ย. และให้น้ำหนัก 66.70% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% สู่ระดับ 4.50-4.75% ในการประชุมวันที่ 13-14 ธ.ค.

หากเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% ทั้งในเดือนพ.ย.และธ.ค. ก็จะส่งผลให้เฟดขึ้นดอกเบี้ย 0.75% ติดต่อกัน 5 ครั้ง หลังจากปรับขึ้น 0.75% ทั้งในเดือนมิ.ย.,ก.ค.และก.ย.

นอกจากนี้ ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทยังได้ปัจจัยหนุนจากการที่ปอนด์พุ่งขึ้นเทียบดอลลาร์ในวันนี้ ขานรับการตัดสินใจของรัฐบาลอังกฤษในการยกเลิกมาตรการปรับลดภาษีก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ การอ่อนค่าของดอลลาร์ช่วยให้นักลงทุนคลายความวิตกเกี่ยวกับกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่มีรายได้จากต่างประเทศ ส่วนการปรับตัวลงของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ซึ่งเป็นพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ใช้อ้างอิงในการกำหนดราคาของตราสารหนี้ทั่วโลก ซึ่งรวมถึงอัตราดอกเบี้ยจำนองของสหรัฐ จะทำให้ผู้บริโภคมีเงินสำหรับการใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น และทำให้บริษัทต่างๆเพิ่มการลงทุน และเพิ่มการจ่ายเงินปันผลแก่นักลงทุน