background-default

วันพุธ ที่ 14 มกราคม 2569

Login
Login

“พลังงาน” เร่งกู้สู้วิกฤติน้ำมัน "ออมสิน" พร้อมแข่งประมูลสินเชื่อ

“พลังงาน” เร่งกู้สู้วิกฤติน้ำมัน "ออมสิน" พร้อมแข่งประมูลสินเชื่อ

“พลังงาน” ห่วงราคาพลังงานปลายผันผวน รัฐอัดเงินอุ้มไปแล้ว 3.5 แสนล้าน เดินหน้าใช้กองทุนอุ้มต่อ เผยกู้ทีเดียว 1.5 แสนล้านไม่ได้ หารือ “คลัง” สรุปแผนกู้ สบน.บรรจุกู้ใหม่ 1.2 แสนล้าน ในแผนก่อหนี้ปี 66 “ออมสิน” ยันร่วมแข่งประมูลสินเชื่อ “สรรพสามิต” ยังไม่ต่ออายุลดภาษีดีเซล

วิกฤติซ้อนวิกฤติของโควิด-สงครามรัสเซีย ยูเครน ส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อราคาพลังงานทั่วโลกที่พุ่งสูงขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลไทย โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการให้นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน หามาตรการเบาเทาผลกระทบให้กับประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง

นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวว่า ตลอดปี 2565 ถือว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยยังไม่มีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจถดถอย เพราะยังอยู่ในระยะสั้น โดยมั่นใจว่าเศรษฐกิจของไทยในปี 2565 จะขยายตัวได้ไม่น้อยกว่า 3%สำหรับปัจจัยที่ต้องจับตาคือมติของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และชาติพันธมิตร หรือโอเปกพลัส เมื่อวันที่ 5 ต.ค. 2565 ว่าจะลดกำลังการผลิตลงกว่า 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในช่วงเดือน พ.ย. -ธ.ค. 2565 ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น และอาจจะกระทบกับระดับเงินเฟ้อ และกระทบการนำเข้าราคาน้ำมันที่ต้นทุนสูงขึ้นเช่นกัน

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า สำหรับแผนรับมือวิกฤติพลังงาน นั้น กระทรวงฯ จะยังคงใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการตรึงราคาโดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลปัจจุบันใช้เงินวันละประมาณ 200 ล้านบาท (ตกลิตรละ 4 บาท เคยสูงสุดถึงลิตรละ 14 บาท) ซึ่งวันที่ 20 พ.ย. 2565 จะครบกำหนดที่กระทรวงการคลังลดภาษีดีเซลให้ลิตรละ 5 บาท และหากไม่มีการต่อมาตรการจะทำให้กองทุนน้ำมันต้องจ่ายเงินอุดหนุนเพิ่มทันทีอีก 5 บาท

ทั้งนี้ แม้ร่างพระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนแปลงกรอบวงเงินกองทุนและกรอบวงเงินกู้ เพื่อรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิง 1.7 แสนล้านบาท เพื่อรับการกู้เงินเสริมสภาพคล่องกองทุน 1.5 แสนล้านบาท และร่างพระราชกำหนดผ่อนผันให้กระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้ ของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ได้ประกาศลงราชกิจจานุเบกษาแล้ว แต่สถานการณ์ราคาน้ำมันยังคงผันผวน กองทุนน้ำมันต้องจ่ายเงินออกทุกวัน อาจส่งผลมาถึงกำลังการชำระหนี้ที่อาจกู้ได้ไม่ถึง 1.5 แสนล้านบาท แม้ว่าตามแผนการกู้จะเป็นการทยอยกู้ครั้งละ 1-2 หมื่นล้านบาทก็ตาม

“หลังจากนี้ต้องดูนโยบายแล้วหารือต่อว่าจะทำอย่างไร โดยเฉพาะกำลังการชำระเงินกู้ ยิ่งเมื่อกลุ่มโอเปกประกาศลดกำลังการผลิต เพียงอาทิตย์เดียวราคาปรับขึ้น 20 ดอลลาร์ ทำให้ต้นทุนขึ้นมาถึงลิตรละ 4 บาท จึงก็ต้องจับตาทั้งเรื่องของการเมืองรัสเซียกับยูเครนที่ยังมีการปะทะกันอยู่ อีกทั้งช่วงหน้าหนาวของยุโรปก็จะส่งผลถึงราคาก๊าซธรรมชาติที่จะสูงขึ้นก็อาจจะมหันมาใช้น้ำมันแทน กระทรวงพลังงานจึงต้องจับตาราคาน้ำมันวันต่อวัน” แหล่งข่าว กล่าว

สำหรับประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงวันที่ 9 ต.ค.2565 ติดลบ 124,079 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันติดลบ 82,666 ล้านบาท และบัญชี LPG ติดลบ 42,413 ล้านบาท จากเดิมเงินในบัญชีเดือน ก.ย.2564 มีเงินในบัญชีเป็นบวกกว่า 20,000 ล้านบาท ส่งผลให้กองทุนน้ำมันใช้เงินอุดหนุนเฉพาะน้ำมันไปแล้ว 1.1 แสนล้านบาท

 

“คลัง”พร้อมค้ำประกันเงินกู้

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กรณีที่ราชกิจจาประกาศพระราชกำหนดให้กระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้ สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จะเป็นไปตามแผนของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงว่า จะกู้เท่าไหร่ โดยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องจัดการทำแผนการกู้และบริหารสถานะการเงินให้ได้ประโยชน์มากที่สุด

ทั้งนี้ การออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังค้ำประกัน ไม่ได้หมายความว่าจะต้องกู้เงินทั้ง 1.5 ล้านบาทในครั้งเดียว เพราะว่าช่วงนี้ราคาน้ำมันบางส่วนก็ลดลงแล้ว

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า หลังจากที่ราชกิจจานุเบกษาประกาศให้กระทรวงการคลังเข้าค้ำประกันเงินกู้ให้แก่สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้แล้ว โดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) พร้อมค้ำประกันเงินกู้ให้ ซึ่งสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงคงอยู่ระหว่างการหารือกับสถาบันการเงินเพื่อดำเนินการในเรื่องดังกล่าว

ทั้งนี้ ในราชกิจจาฯกำหนดให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้แก่สำนักงานกองทุนน้ำมันฯในวงเงินไม่เกิน1.5แสนล้านบาทในระยะเวลา1ปีหลังกฎหมายมีผลบังคับใช้หรือนับตั้งแต่วันที่ 5 ต.ค.เป็นต้นไป

ค้ำเงินกู้ก้อนแรก3หมื่นล้าน

อย่างไรก็ดี ขณะนี้กระทรวงการคลังค้ำประกันได้ตามวงเงินที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติไว้ก่อนหน้านี้ คือ จำนวนไม่เกิน 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากจะค้ำในวงเงินที่มากกว่านี้ ทางกระทรวงพลังงานจะต้องเสนอขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง

“แม้ว่าราชกิจจาฯประกาศให้เราค้ำประกันเงินกู้แก่กองทุนน้ำมันเชือ้เพลิงได้ในวงเงินไม่เกิน 1.5 แสนล้านบาท แต่เรายังค้ำประกันได้ในวงเงินไม่เกิน 3 หมื่นล้านบาท ตามที่ ครม.มีมติก่อนหน้านี้เท่านั้น หากจะให้ค้ำเพิ่มเติมทาง ครม.ต้องอนุมัติมาให้เพิ่มเติมอีกครั้ง”

แหล่งข่าว กล่าวว่า ในวงเงินกู้ 3 หมื่นล้านบาท ที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงขออนุมัติจาก ครม.นั้น ได้ถูกจัดอยู่ในแผนการก่อหนี้ปี 2566 ไว้แล้ว แต่ในส่วนที่เหลืออีก 1.2 แสนล้านบาทนั้น ยังไม่ได้ถูกจัดอยู่ในแผนการก่อหนี้ในปีดังกล่าว ซึ่งทางกระทรวงการคลัง โดย สบน.จะต้องพิจารณานำมาใส่ไว้ในแผนการก่อหนี้ปี 2566 อีกครั้ง

“ออมสิน”พร้อมประมูลอุ้มน้ำมัน

นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า เมื่อรัฐบาลเป็นผู้ค้ำประกันวงเงินกู้ดังกล่าวแล้ว แนวทางการกู้เงินของหน่วยงานรัฐ จะเป็นไปในลักษณะการเปิดประมูล ซึ่งธนาคารออมสินในฐานะแบงก์ของรัฐก็พร้อมที่จะเข้าไปร่วมประมูลสินเชื่อดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ทางกองทุนน้ำมันยังไม่ได้ส่งสัญญาณหรือติดต่อเกี่ยวกับการกู้เงินดังกล่าว

“เราจะเป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมประมูลสินเชื่อดังกล่าว แต่ถ้าไม่มีใครมาประมูลเลย ทางกองทุนก็จะลำบาก อย่างไรก็ตาม เราในฐานะแบงก์รัฐก็จะเป็นแบ็คอัพหรือผู้ประมูลให้”

นายณัฐกร อุเทนสุต โฆษกกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ขณะนี้ กรมฯ ยังไม่ได้รับนโยบายในเรื่องการต่ออายุมาตรการลดภาษีน้ำมันดีเซล โดยมาตรการดังกล่าวจะสิ้นสุดในวันที่ 20พ.ย.นี้ ซึ่งยังเหลือเวลาในการพิจารณาอยู่มาก และ ต้องพิจารณาปัจจัยด้านราคาน้ำมัน ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา หากราคาน้ำมันปรับลด เราก็ไม่จำเป็นต้องพิจารณามาตรการดังกล่าว

วงเงินอุ้มพลังงานปีนี้ 3.5 แสนล้าน

รายงานข่าวจากกระทรวงพลังงาน ระบุว่า หากรวมเงินเฉพาะที่รัฐบาลช่วยเหลือค่าพลังงานตั้งแต่ต้นปี 2565 แบ่งเป็นเงินจากกองทุนน้ำมันที่ 144,079 ล้านบาท ค่าไฟฟ้า 118,000 ล้านบาท และเงินจากภาษีน้ำมันดีเซลจากกระทรวงการคลังประมาณ 8-9 หมื่นล้านบาท รวมกว่า 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมกับเงินที่กลุ่ม ปตท.ให้การช่วยเหลือ

นอกจากนี้ ตลอดระยะเวลาตั้งแต่เกิดโควิด-19 รัฐบาลให้ความสำคัญช่วยเหลือประชาชน ได้ใช้งบประมาณไปแล้วกว่า 200,000 ล้านบาท แบ่งเป็น

1.กลุ่มผู้ใช้น้ำมัน โดยการตรึงราคาน้ำมันดีเซล ผ่านกลไกการอุดหนุนของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) และพร้อมกับลดภาษีสรรพสามิตลิตรละ 5 บาท ให้อยู่ในกรอบไม่เกิน 30-35 บาทต่อลิตรในปัจจุบัน, ลดการเก็บเงินเข้ากองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน, ปรับสัดส่วนผลสมไบโอดีเซลเหลือ B5, ผู้ประกอบการค้าน้ำมันคงค่าการตลาดน้ำมันกลุ่มดีเซลไม่เกิน 1.4 บาทต่อลิตร, และช่วยผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์สาธารณะไม่เกิน 250 บาทต่อคนต่อเดือน รวม 3 เดือน (พ.ค.-ก.ค. 2565) รวม 12.3 ล้านราย และอยู่ระหว่างพิจารณามาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม

2.กลุ่มผู้ใช้ก๊าซหุงต้ม (LPG) ภาคครัวเรือน โดยตรึงราคาขายปลีกนานกว่า 2 ปี ที่ถัง 15 กก. ที่ 318 บาท และทยอยขึ้นราคาตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2565 กิโลกรัมละ 1 บาทจนถึงเดือน ก.ย.คงราคาเป้าหมายที่ 408 บาทต่อถัง 15 กก. จนถึงปัจจุบันโดยใช้เงินจากบัญชีกองทุนน้ำมันไปแล้ว 43,596 ล้านบาท

นอกจากนี้ช่วยผู้มีรายได้น้อย 3.63 ล้านคน ที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจากเดิม 45 บาท/คน/3 เดือน เป็น 100 บาท/คน/3 เดือน กว่า 4 ล้านราย, ขยายระยะเวลาช่วยส่วนลดราคา LPG กลุ่มร้านค้า หาบเร่ แผงลอย โดย บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดำเนินการกว่า 80,000 ราย

3.กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้า โดยปรับลดและตรึงค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รับภาระค่า Ftงวด ก.ย.2564-ส.ค. 2565 กว่า 110,000 ล้านบาท

รัฐช่วยค่าไฟถึง ธ.ค.65

นอกจากนี้ รัฐบาลได้ปรับขั้นตอนเป็นขั้นบันไดเดือน ก.ย.-ธ.ค.2565 อนุมัติงบกลาง 8,000 ล้านบาท เช่น กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือนให้ส่วนลดค่าไฟฟ้า 92.04 สตางค์ต่อหน่วย 

กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าที่ใช้ไฟฟ้าระหว่าง 301-500 หน่วยต่อเดือน โดยให้ส่วนลดจากการเพิ่มขึ้นของค่า Ft แบบขั้นบันได 15-75% รวมเป็นงบประมาณทั้งหมด 118,000 ล้านบาท

รวมทั้งรัฐบาลได้พยายามเจรจาผู้ประกอบการโรงกลั่น เพื่อขอความร่วมมือกลุ่มโรงกลั่นและโรงแยกก๊าซ นำส่งกำไรส่วนหนึ่งจากค่าการกลั่นน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซินเข้ากองทุนน้ำมัน โดย ปตท. อนุมัติเงินช่วยเหลือเดือนละ 1,000 ล้านบาท เป็นเวลา 3 เดือน (ก.ย.-พ.ย.2565) รวม 3,000 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง