วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม 2569

Login
Login

อาเซียน ถกเข้ม แนวทางฟื้นฟูเศรษฐกิจ สรุปผลเสนอผู้นำ พ.ย.นี้

อาเซียน ถกเข้ม แนวทางฟื้นฟูเศรษฐกิจ สรุปผลเสนอผู้นำ พ.ย.นี้

รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนร่วมถกครั้งสุดท้ายในปีนี้ เดินหน้าฟื้นฟูเศรษฐกิจ เตรียมการด้านเศรษฐกิจดิจิทัล เร่งรัดการให้สัตยาบันความตกลง RCEP ของสมาชิกที่เหลือ ภายในปีนี้ มุ่งอัปเกรดความตกลงให้ทันสมัย พร้อมสรุปผลสำเร็จต่อที่ประชุมสุดยอดอาเซียน พ.ย.นี้

นายสรรเสริญ สมะลาภา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจาก นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ให้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Minister: AEM) ครั้งที่ 54 ระหว่างวันที่ 14-15 ก.ย ที่ผ่านมา ณ จังหวัดเสียมราฐ ราชอาณาจักรกัมพูชา ซึ่งถือเป็นการประชุมอย่างเป็นทางการครั้งสุดท้ายของปีนี้ เพื่อสรุปผลสำเร็จรายงานต่อที่ประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ในเดือนพ.ย.นี้

ที่ประชุมมีมติในประเด็นสำคัญเพื่อร่วมกันฟื้นฟูเศรษฐกิจของภูมิภาค และการเตรียมการอาเซียนด้านเศรษฐกิจดิจิทัล อาทิ แผนการฟื้นฟูที่ครอบคลุมของอาเซียน ซึ่งมีการขยายระบบศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียว ให้ครอบคลุมกิจกรรม ณ ท่าเรือระหว่างประเทศ และจุดผ่านแดน การเร่งรัดการให้สัตยาบันความตกลง RCEP ของสมาชิกที่เหลือ ภายในปีนี้ เพื่อให้ใช้ประโยชน์จากความตกลงได้อย่างเต็มที่

การเร่งเจรจายกระดับความตกลงการค้าเสรีของอาเซียนให้ทันสมัยและสอดคล้องกับรูปแบบการค้ายุคใหม่ ได้แก่ ความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน (ATIGA) ความตกลง FTA อาเซียน-อินเดีย อาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ และอาเซียน-จีน และการเจรจาจัดทำความตกลง FTA กับคู่เจรจาใหม่ อาทิ อาเซียน-แคนาดา (ACAFTA) ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการไทย ทั้งการขยายตลาดและอำนวยความสะดวกทางการค้าเพิ่มขึ้น 

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เร่งดำเนินการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ความเป็นกลางทางคาร์บอนของอาเซียน และเร่งสรุปองค์ประกอบสำคัญ (Core Elements) ของวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน ภายหลังปี 2568 พร้อมกับรายงานผลการประเมินความพร้อมการเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนของติมอร์-เลสเต ในส่วนของเสาเศรษฐกิจ เพื่อเสนอต่อที่ประชุมผู้นำอาเซียนในเดือน พ.ย.นี้

นายสรรเสริญ กล่าวว่า รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนยังได้พบหารือกับผู้อำนวยการใหญ่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) เพื่อพิจารณาแนวทางความร่วมมือระยะยาว โดยจะร่วมมือกันด้านการใช้ประโยชน์ของระบบทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์และนวัตกรรมให้มากขึ้น เพื่อส่งเสริมการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) และสตาร์ทอัพ

สำหรับการพบหารือกับสภาที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียน (ASEAN-BAC) ได้แลกเปลี่ยนความเห็นประเด็นที่ภาคเอกชนให้ความสำคัญและดำเนินการในปีนี้ อาทิ Digital Trade Connect โดยมุ่งเน้นการเชื่อมโยงการค้าดิจิทัลระดับภูมิภาคเพื่อประโยชน์ในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ ซึ่งจะสนับสนุนเป้าหมายของอาเซียนในการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยไทยเห็นพ้องถึงความสำคัญและร่วมเน้นย้ำเจตนารมณ์ที่จะทำงานร่วมกันกับภาคเอกชนในการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเป้าหมายการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน ซึ่งจะช่วยให้อาเซียนรักษาโอกาสและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในตลาดโลกได้ในอนาคต   

ทั้งนี้ รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนยังได้ร่วมรับรองและให้ความเห็นชอบเอกสารสำคัญ อาทิ แผนดำเนินงานตามกรอบเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ปี ค.ศ. 2023-2030 ซึ่งเป็นการกำหนดขอบเขตงานและกิจกรรมความร่วมมือภายใต้กรอบเศรษฐกิจหมุนเวียนฯ เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในภูมิภาคอาเซียน เอกสารขอบเขตการทบทวนความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน-อินเดีย ซึ่งเป็นการยกระดับความตกลงที่มีอยู่ให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับรูปแบบการค้าในปัจจุบัน

โดยมุ่งหวังให้มีการเปิดตลาดเพิ่มเติม ปรับกฎระเบียบให้สอดคล้องกับสถานการณ์การค้าและเอื้อต่อการอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจมากยิ่งขึ้น และเอกสารเกี่ยวกับแผนงานความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนระหว่างอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาต่างๆ อาทิ กลุ่มประเทศบวกสาม (จีน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี) สหรัฐอเมริกา จีน สหภาพยุโรป และสหราชอาณาจักร ซึ่งจะเป็นกลไกที่สำคัญในการช่วยกระชับความสัมพันธ์และเสริมสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังได้ร่วมประกาศการเจรจากรอบความตกลงว่าด้วยการแข่งขันของอาเซียน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้เกิดสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เป็นธรรมและการแข่งขันในตลาดอาเซียน และเห็นชอบรายงานการศึกษาความเป็นไปได้ร่วมกันในการยกระดับความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน ที่เสนอให้มีการเปิดเสรีมากขึ้น และสร้างความร่วมมือใหม่ๆ อาทิ เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน การแข่งขันทางการค้า การคุ้มครองผู้บริโภค และวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย

ทั้งนี้ ในช่วง 7 เดือน (ม.ค.-ก.ค. 2565) การค้าระหว่างไทยกับอาเซียน มีมูลค่า 75,628 ล้านดลลาร์ ขยายตัว 19% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยไทยส่งออกไปอาเซียน มูลค่า 43,699 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 18.7% และไทยนำเข้าจากอาเซียน มูลค่า 31,928 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 20% ตลาดที่มีมูลค่าสูงสุด 5 อันดับแรกของไทย ได้แก่ มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์