คลัง ผนึก ธนาคารแห่งประเทศไทย จัดมหกรรมแก้หนี้ หวังลดปัญหาหนี้ครัวเรือน เปิดลงทะเบียนได้ตั้งแต่ 26 กันยายน นี้
ผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง พรชัย ฐีระเวช ระบุ สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยในปัจจุบันอยู่ในระดับสูง แต่รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้กำหนดให้ปี 2565 เป็นปีแห่งการแก้หนี้ครัวเรือน ตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี โดยการแก้ไขหนี้อย่างยั่งยืน ประกอบด้วย 3 ด้าน แก้ไขปัญหาหนี้สินที่มีอยู่เดิม ที่วันนี้แบงก์รัฐมีการช่วยผ่านมาตรการพักหนี้ไปแล้วราว 10 ล้านราย ราว 4.5-5 ล้านล้านบาท และมีลูกหนี้อยู่ระหว่างปรับโครงสร้างหนี้ 3.5 ล้านราย มูลหนี้ 1.3 ล้านล้านบาท และมีลูกหนี้เข้าข่ายขอรับความช่วยเหลืออีกราว 2 ล้านราย
ทั้งนี้ การแก้หนี้ที่ยั่งยืน นอกเหนือจากการไกล่เกลี่ย และบรรเทาภาระหนี้ที่มีอยู่เดิมแล้ว สิ่งสำคัญคือ การสร้างทักษะทางการเงิน และความรู้ในการประกอบอาชีพแก่ประชาชนรายย่อย เพื่อให้สามารถมีรายได้ที่เพียงพอและมั่นคง และสามารถบริหารจัดการทางการเงินต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม การสร้างรายได้เพื่อลดปัญหาหนี้ครัวเรือนในระยะยาว และการสร้างภูมิคุ้มกันด้วยการสร้างทักษะทางการเงิน โดยการสร้างภูมิคุ้มกันด้วยการสร้างทักษะทางการเงิน
กระทรวงการคลัง จึงได้ร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสมาคมสถาบันการเงินของรัฐจัดมหกรรมร่วมใจแก้ไขหนี้สัญจรทั้งในกรุงเทพมหานคร และอีก 4 ภูมิภาคทั่วประเทศไทย ในช่วงเดือนพ.ย.65 - ม.ค.66 ซึ่งจะเป็นการเจรจาไกล่เกลี่ยหนี้ ฝึกอาชีพ ส่งเสริมความรู้ทางการเงิน ควบคู่กับการสร้างวินัยทางการเงิน รวมถึงการสนับสนุนให้ประชาชนที่มีความจำเป็นสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนของสถาบันการเงินของรัฐ
รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท. รณดล นุ่มนนท์ ระบุ เศรษฐกิจไทยที่ผ่านมา มีการฟื้นตัวอย่างชัดเจน จากการขยายตัวเป็นบวกติดต่อกัน 3 ไตรมาส แต่หากดูการฟื้นตัวพบว่ายังไม่ทั่งถึง และมีลักษณะ เคเชฟ โดยเฉพาะลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง ที่ยังไม่สามารถมีรายได้กลับมาเต็มที่ จึงเป็นความความท้าทาย และจำเป็นที่ต้องให้การช่วยเหลืออย่างตรงจุดทันการณ์ เพื่อให้เศรษฐกิจฟื้นตัวไม่ชะงัก หรือสะดุด
ทั้งนี้ เพื่อให้การช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยเป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง ตรงจุด ทันการณ์ยิ่งขึ้น ธปท. ,กระทรวงการคลัง จึงร่วมกันจัดงาน “มหกรรมร่วมใจแก้หนี้ : มีหนี้ต้องแก้ไข เริ่มต้นใหม่อย่างยั่งยืน” ในระยะ ที่ 2 โดยจะเริ่ม 26 ก.ย.- 30 พ.ย. 2565 เป็นระยะเวลา 2 เดือน เพื่อเป็นช่องทางเจรจาไกล่เกลี่ยหนี้ ระหว่างลูกหนี้ที่ประสบปัญหาการชำระหนี้ และไม่ได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าหนี้
โดย ธปท.ได้จับมือกับสมาคมสถาบันการเงินต่างๆ และชมรมของผู้ประกอบธุรกิจทางการเงิน ซึ่งล่าสุด มีสถาบันการเงินตอบรับเข้าร่วมแล้ว 56 ราย และคาดว่าจะเห็นสถาบันการเงิน และนอนแบงก์ เข้าร่วมมากขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งครอบคลุมหนี้จากสินเชื่อบัตรเครดิต, สินเชื่อส่วนบุคคล ,เช่าซื้อรถ ,จำนำทะเบียนรถ ,นาโนไฟแนนซ์ รวมถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัย กับบริษัทบริหารสินทรัพย์ และสินเชื่อทุกประเภทของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ โดยจะจัดงานมหกรรมสัญจร ทั้งในกรุงเทพฯ และภูมิภาคทั้ง 4 ภาคทั่วประเทศ
ทั้งนี้ หนี้ครัวเรือน เป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขอย่างยั่งยืน และถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยมานาน โดยเฉพาะในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ที่เศรษฐกิจไทยถูกกระทบรุนแรงจากโควิด-19 ส่งผลหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 90% หรือเพิ่มขึ้น 10% หากเทียบกับก่อนโควิด-19 ธปท.จึงให้ความสำคัญ กับการดูแลหนี้กลุ่มเปราะบาง ผ่าน 4 ด้านหลัก แก้หนี้เดิม ,เติมเงินใหม่ ,การให้คำปรึกษา และเสริมทักษะทางการเงิน เช่น การแก้หนี้เดิม การสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้อย่างยั่งยืน ที่ปัจจุบันเข้าสู่การปรับโครงสร้างหนี้แล้ว 3.89 ล้านบัญชี หรือ 2.98 ล้านล้านบาท การเติมเงินใหม่ ที่ปัจจุบันมีการให้สินเชื่อใหม่ผ่านซอฟต์โลน สินเชื่อฟื้นฟูไปแล้ว 1.3 แสนราย หรือ 3.24 แสนล้านบาท รวมถึงการปรับเงื่อนไขสินเชื่อฟื้นฟู เพื่อตอบโจทย์ภาคธุรกิจ ให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อเพื่อเสริมศักยภาพ ผ่านสินเชื่อปรับตัว ที่จะเริ่มให้ได้ตั้งแต่ 5 ก.ย.เป็นต้นไป
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





