ความเปลี่ยนแปลงต่างๆที่กำลังเกิดขึ้น ไม่ว่าจะด้าน สังคม เศรษฐกิจ หรือแม้แต่สิ่งแวดล้อมนั้น หากมองในด้านหนึ่งจะเป็นแรงผลักดันให้ทุกภาคส่วนต้องเปลี่ยนผ่านองค์กรและธุรกิจไปในทิศทางที่ดีขึ้น
แต่หากมองอีกด้านหนึ่งความเปลี่ยนแปลงต่างๆที่เกิดขึ้นจะเป็นความกดดันให้องค์กรต่างๆต้องเปลี่ยนแปลงแบบยากลำบาก อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านที่ว่านี้ ควรมีทิศทางที่ชัดเจนซึ่งอาจหาคำตอบได้ในงาน “Inclusive Growth Days empowered by OR”
ดนุชา พิชยนันน์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)กล่าวว่า สถานการณ์ธุรกิจขนาดกลางและย่อม(เอสเอ็มอี) ของไทยในปัจจุบันประสบปัญหาการเข้าแหล่งเงินทุน แต่พบว่าช่องว่างความเท่าเทียม เดิมอยู่ทีี่ 7 - 8 เท่า ขณะนี้อยู่ที่ 6 เท่า แม้จะเป็นทิศทางที่ดีขึ้นแต่ต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยส่งผลให้มีการดึงแรงงานเข้าสู่ระบบจาก 13 ล้านคนเพิ่มเป็น 23 ล้านคน
ส่วนด้านความมั่นคงทางอาหารแม้ประเทศไทยสามารถผลิตเองได้โดยไม่ต้องพึ่งต่างประเทศ แต่ก็มีประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนามสามารถผลิตอาหารบางอย่างเหมือนที่ไทยผลิตได้แล้ว ทำให้ไทยต้องพิจารณาตัวเอง ด้วยการเริ่มการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้าง ปรับวิธีการจัดการการผลิตอาหารแต่ไทยก็ยังมีจุดอ่อนที่ขาดแคลนปัจจัยการผลิต ได้แก่ ปุ๋ยเคมี วัตถุดิบอาหารสัตว์
ดังนั้นจึงควรเน้นการพัฒนาในทิศทาง Inclusive Economy คือ1.การเข้าถึงโอกาส และแหล่งเงินทุน แต่ปัจจุบันพบว่าผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีหนี้นอกระบบ 1.5 ล้านคน และเอสเอ็มอี กว่า 2 ล้านราย ยังไม่ได้สินเชื่อจากสถาบันการเงิน
2.ความคุ้มครอง ทางสังคม 3. ความสมดุลของการพัฒนาโดย 65% ของผู้มีรายได้มาจาก กทม. -ปริมณฑลและภาคตะวันออก โดยประชากรภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือมีรายได้ต่ำกว่า กทม. 3-4 เท่า 4. นโยบายรัฐว่าด้วยการกระจายโอกาส อย่างเสมอภาค โดยปัจจุบันมีอัตราการเรียนต่อปริญญาตรีของกลุ่มคนจนและคนรวย ต่างกันเกือบ 9 เท่า
ดนุชา กล่าวถึง องค์ประกอบที่มีผลต่อความเป็น Inclusive Economy 1.โครงสร้างเศรษฐกิจต้องมีเสถียรภาพที่ดีแต่ปัจจุบันยังมีข้อจำกัดในการขยายตัวทางเศรษฐกิจจากปัจจัยการผลิต โครงสร้างภาคการผลิต อุปสงค์ภายในและภาวะการแข่งขันสูง
2.โควิด-19 กระทบเศรษฐกิจและสังคม เกิดแผลเป็นทางเศรษฐกิจ บั่นทอนคุณภาพชีวิต ธุรกิจขนาดเล็กและคนจน ต้องเผชิญผล
กระทบรุนแรงที่สุด เกิดหนี้สินครัวเรียน และหนี้สาธารณะ เพิ่มสูงขึ้น 3.แนวโน้มการเปลี่ยนแปลง ของโลก Megatrends ต่าง ๆ เป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยง ในการพัฒนา inclusive Economy ของไทย
สำหรับแผนพัฒนา Inclusive Economy ดังนี้ 1.การปรับโครงสร้างการผลิต สู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม 2.การพัฒนาคนสำหรับโลกยุคใหม่ 3.สังคมแห่งโอกาสและความเป็นธรรม 4.การเปลี่ยนผ่านการผลิตและบริโภค ไปสู่ความยั่งยืน 5.เสริมสร้างความสามารถของประเทศ รับมือการเปลี่ยนแปลงและความเสี่ยงในอนาคต
จิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ กล่าวเปิดงานในหัวข้อ “Inclusive Growth ทิศทางธุรกิจแห่งอนาคต" ว่า ที่ผ่านมาพัฒนาการทางเศรษฐกิจตั้งแต่ยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรม สู่ยุคข่าวสารข้อมูล ยุคดิจิทัล จนถึง การปฏิวัติทางสังคม ซึ่งส่งผลต่อคุณค่าทางสังคมที่ผู้คนให้ความสำคัญ ตั้งแต่ด้านสิ่งแวดล้อม ความเป็นอยู่ที่ดี ความเสมอภาคนั้น กำลังฉายภาพว่า คุณค่าทางสังคมที่เปลี่ยนไป ทำให้คุณค่าที่ภาคธุรกิจต้องให้ความสำคัญนั้นจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมด้วย
“จากที่ธุรกิจมุ่งมั่นในการขายสินค้าและ บริการ สู่การสร้างแบรนด์ที่นำส่งคุณค่าไปสู่ผู้บริโภค จากการสร้างคุณค่าให้กับผู้ถือหุ้น สู่การสร้างความเข้าใจและตอบโจทย์คุณค่าของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด และจากการเติบโต เพียงลำพัง สู่การยกระดับระบบนิเวศเพื่อให้ทุกภาคส่วนเติบโตไปพร้อมกัน (Ecosystem) หรือแม้แต่การมุ่งสร้างผลกำไรเพียงอย่างเดียว สู่การสร้างผลเชิงบวกโดยมีสังคมและสิ่งแวดล้อมเป็นเป้าหมาย”
ทั้งหมดนี้ คือ การเปลี่ยนผ่านจากการเติบโตแบบ Exclusive หรือต่างคนต่างเติบโต กลายเป็น Inclusive หรือการเติบโตร่วมกับผู้คน สังคม และ สิ่งแวดล้อมอย่างมั่นคงและยั่งยืน
ปัจจัยที่ผลักดันให้ทุกฝ่ายต้องเปลี่ยนแปลง ส่วนหนึ่งมาจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้ประกอบการธุรกิจรายใหญ่สัดส่วน 10 % ของโลกที่ทำให้สิ่งแวดล้อมของโลกแย่ลงจนส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยคาดว่าปี 2030 ผู้คนส่วนมากต้องอพยบเนื่องจาก สภาพภูมิอากาศแห้งแล้ง ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทำให้ผู้คนแตกแยก และเด็กที่เกิดมาภายในปี 2030 จำนวน ⅔ ของเด็กที่เกิดมานั้นจะเผชิญหน้ากับคุณภาพชีวิตที่ย่ำแย่ เนื่องจากการเเย่งชิงทรัพยากรที่ขาดแคลน
ดังนั้น ทาง โออาร์ ได้มีแผนการพัฒนา value matching การพัฒนากระบวนการผลิตหรือการผลิตสินค้าที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมเริ่มตั้งแต่กระบวนการผลิตจนถึงกระบวนการหลังเลิกใช้งาน หรือการย่อยสลาย
การเปลี่ยนยุคการผลิตหรือการทำธุรกิจแบบใหม่ที่กำลังเป็นเทรนด์ในปัจจุบันจะต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและต้องมีผู้มีส่วนร่วมหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรวมถึงคนในสังคมเป็นการเปลี่ยนจาก me เป็น we ที่มีส่วนร่วมทำให้ระบบนิเวศได้มีการส่วนร่วมในการเติบโตอย่างยังยืน





