แกะสูตร “UNO! Coffee” เปิดไม่ถึงปี ขยายไปแล้ว 14 สาขา ตั้งเป้าสเกลธุรกิจตั้งแต่วันแรก ขายกาแฟต้องทำราคาดี-คนซื้อกินได้ทุกวัน เฉลี่ยขายได้ 800 แก้ว/วัน/สาขา แผนปีนี้มองคนทำงานออฟฟิศกลุ่มหลักเหมือนเดิม รับ “ดราม่าเกอิชา” ทำกุมขมับ เชื่อลูกค้าสัมผัสคุณภาพได้ ดีใจคนรู้จักเกอิชาเพิ่มขึ้น
ยังเปิดไม่ถึง 1 ปีเต็ม แต่ก็สร้างปรากฏการณ์จนเป็นที่รู้จักภายในชั่วข้ามคืน จากทำเลใจกลางเมืองบนห้างที่ได้ชื่อว่า มีทราฟิกหนาแน่นที่สุดในประเทศ พร้อมกับกาแฟจากเมล็ดเกอิชาแก้วละ 85 บาท ส่งให้ “UNO! Coffee” มีคิวยาวหลักหลายร้อย ลูกค้ายอมรอ 3-4 ชั่วโมงก็ทำมาแล้ว
ผ่านไป 8 เดือน คิวสาขาแรกสุดเริ่มเบาบางลงจากการกระจายตัวไปยังโลเคชันอื่นๆ จนครบ 14 สาขา และยังมีแผนเปิดสาขาใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หากได้พื้นที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย “UNO! Coffee” ตั้งต้นด้วยคอนเซปต์ “Great Coffee For All” อยากเป็นกาแฟสำหรับทุกคนที่กินได้ทุกวัน
เริ่มจาก “Mabrook Azeez” และ “พร-อาภาพร ตั้งกฤษณขจร” คู่สามีภรรยาผู้คร่ำหวอดในแวดวงอาหารและเครื่องดื่มมาหลายสิบปี โดยเฉพาะสามีของพรที่เชี่ยวชาญลงลึกในอุตสาหกรรมกาแฟกว่า 15 ปี เปิดร้านกาแฟมาแล้ว 1-2 แห่ง
กระทั่งตัดสินใจตั้งต้นจากเป้าหมายอยากทำธุรกิจที่สเกลได้ ขยายสาขาได้ จะมีหลายสาขาต้องมีโปรดักต์ที่คนซื้อกินได้ทุกวัน ร้านกาแฟแห่งนี้จึงถูกพัฒนาภายใต้คอนเซปต์กาแฟดีสำหรับทุกคน
“พร” ที่ทำงานกับ ร็อคส์ พีซี บริษัทแม่ของ “Potato Corner Thailand” จึงชวน “ป๋อง-ชยภัทร ทองเจริญ” และ “พีช-พชร จิราธิวัฒน์” มาร่วมทำแบรนด์กาแฟต่ำร้อยด้วยกัน “UNO! Coffee” จึงได้ฤกษ์เปิดตัวช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2568
ยอมได้กำไรนิดหน่อย แต่ขายได้เยอะท่วมๆ สูตรโตทะลุเพดานของ “UNO! Coffee”
กาแฟดีในราคาที่จับต้องได้ไม่ใช่โจทย์ที่ทำได้ง่ายๆ สำหรับร้านกาแฟในช่วงเริ่มต้น จะทำให้ต้นทุนต่อหน่วยลดลงต้องขายได้เยอะ มีหลายสาขา ใช้หลักการ “Economy of scale” นำทาง “พร” เล่าบนเวที “Caf Con - Cafe Business Conference 2026” ที่จัดขึ้นโดย Torpenguin ว่า สาขาแรกๆ ของ “UNO! Coffee” เน้นวอลุ่มแต่ยังมีกำไรไม่มาก ไม่ได้ถึงกับขาดทุน แต่กำไรบางกว่าร้านกาแฟเจ้าอื่นๆ แน่นอน สิ่งที่มาช่วยพยุงตอนนั้นคือจำนวนออเดอร์ที่เข้ามาเยอะมากๆ แบบที่ “พร” และหุ้นส่วนคนอื่นๆ ก็ไม่ได้คาดคิดวา ผลตอบรับจะดีขนาดนี้
ถามว่า ทำไมโลเคชันแรกจึงเป็นเซ็นทรัลลาดพร้าว ตั้งใจปักหมุดบนพื้นที่ไพร์มที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศเลยหรือไม่ “พร” บอกว่า ตามจริงไอเดียของแบรนด์วางไว้นอกห้างเพื่อจับกลุ่มพนักงานออฟฟิศเป็นหลัก เป็นกลุ่มที่กินกาแฟทุกวัน และการเข้ามาอยู่ในห้างมีค่าใช้จ่ายมากกว่านอกห้างอยู่แล้ว รวมถึงระยะเวลาเปิดปิดที่ศูนย์การค้ามีไทม์ไลน์ชัดเจนกว่าการเป็นร้านสแตนอโลน อย่างไรก็ตาม เป็นจังหวะที่ได้พื้นที่บริเวณดังกล่าว พาร์ทเนอร์ทุกคนจึงตัดสินใจว่า ลองเสี่ยงดูก็แล้วกัน
ไม่ใช่แค่เรื่องโลเคชันเพราะร้านกาแฟในห้างเซ็นทรัลลาดพร้าวมีให้เลือกทุกแบบ ตั้งแต่เชนยักษ์จนถึงสเปเชียลตี้หลักร้อย หรือกาแฟต่ำร้อยก็มีอีกหลายแห่ง ไอเดียเมล็ดเกอิชาต่างหากที่ส่งให้ชื่อชั้นของ “UNO! Coffee” ถูกพูดถึงภายในชั่วข้ามคืน “พร” บอกว่า ความตั้งใจของตนเองคือการนำเมล็กเกอิชามาขายในราคาที่จับต้องได้ แก้วละ 85 บาท
-(จากซ้ายไปขวา) พร-อาภาพร ตั้งกฤษณขจร และ Mabrook Azeez-
แม้จะเป็นอาวุธลับที่ตระเตรียมไว้ แต่ก็ไม่ได้คาดคิดว่า จะเกิดไวรัลจนทำให้เมล็ดกาแฟที่คั่วไว้หมดเกลี้ยง “พร” เล่าว่า ตอนนั้นคั่วเมล็ดกาแฟเกอิชาไว้ราวๆ 20 กิโลกรัม คิดว่าเพียงพอสำหรับระยะเวลา 10-11 วัน ทว่า หมดตั้งแต่วันแรกที่เปิดขาย จนหันกลับไปปรึกษากับสามีว่า คงต้องกลับไปช่วยกันคั่วเมล็ดกาแฟกันอีกรอบแล้ว
หลังจากนั้น “UNO! Coffee” ก็ได้รับพื้นที่ในการขยายสาขาอีกหลายแห่งทั่วกรุงเทพฯ ทั้งบนห้างสรรพสินค้า และตามตึกออฟฟิศที่เน้นจับกลุ่มคนทำงาน จนถึงปัจจุบันขยายไปแล้ว 14 สาขา พร้อมกับยอดขายที่ “พร” บอกว่า ทุกวันนี้ขายได้เฉลี่ยวันละ 800 แก้วต่อวันต่อสาขา เท่ากับว่า ยอดขายทุกสาขารวมกันขึ้นไปแตะระดับ “หลักหมื่นแก้ว” ต่อวันเลยทีเดียว
รู้จักแบรนด์ตัวเองดี ทำในสิ่งที่ลูกค้าชอบ ไม่ถนัดอย่าทำ – Key Success ของ “UNO! Coffee”
ตามแผนที่วางไว้ปีที่แล้ว “UNO! Coffee” ตั้งใจเปิด 5 สาขา แต่ด้วยจังหวะเวลาและโอกาสที่เข้ามา ปี 2568 หลังเปิดแบรนด์เพียง 6 เดือน “UNO! Coffee” ขยายไปแล้ว 10 สาขา บวกกับสาขาเปิดใหม่เมื่อช่วงต้นปี 2569 อีก 4 สาขา “พร” มองว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้แบรนด์โตวันโตคืนมาจากความชัดเจนในกลุ่มลูกค้าและโปรดักต์ที่นำเสนอ
“เราอาจจะเป็นแบรนด์ที่ค่อนข้างชัดเจน มีคาแรกเตอร์ค่อนข้างชัดเจน จะคุยกันเยอะว่า อันนี้คือสิ่งที่แบรนด์เราควรจะทำ อันนี้เราไม่ควรทำ เรารู้ว่า วงการกาแฟพิเศษมีสเกลระดับหนึ่ง แต่ถ้าเราเป็นร้านกาแฟพิเศษไปเลยกว่าจะดึงวอลุ่มให้ได้เยอะๆ มันผ่านหลายขั้นตอน ต้องทำงานกับเกษตรกรให้ผลิตได้เยอะขึ้น ซึ่งจะทำตรงนั้นได้ต้องมีสเกล แล้วถ้าเรามองมุมกลับเอาไอเดียตรงนั้นมาปั้นเป็น Business Model ตรงนี้ล่ะ ในต่างประเทศก็ทำกันได้ เราจึงลองทำดู”
ทุกวันนี้ “UNO! Coffee” ไม่ได้นิยามตัวเองเป็น “Specialty Coffee” หรือ “กาแฟพิเศษ” หากแต่เป็นกาแฟคุณภาพดีให้ทุกคน พรมองว่า หากวางจุดยืนเป็น Specialty มากเกินไปลูกค้าบางกลุ่มอาจเข้าไม่ถึง นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ร้าน “UNO! Coffee” มีกาแฟคั่วเข้มให้ลูกค้าเลือก เพื่อให้ทุกคนได้โปรดักต์ในแบบที่ตัวเองต้องการ
“พร” ย้ำว่า สิ่งสำคัญสำหรับคนทำแบรนด์ คือความชัดเจนต่อตัวตน ต่อแบรนดิ้ง ผู้ประกอบการต้องใส่หมวกเป็นลูกค้าทุกครั้งที่ออกไอเดีย ทำแบบนี้ร้านได้อะไร ลูกค้าได้อะไร ทำเพราะเราสนุกหรือลูกค้าชอบรสชาติแบบนี้กันแน่ ต้องมีไม้บรรทัดที่ชัดเจน วางระบบให้พร้อม มีทีมซัพพอร์ตหลังบ้านที่แข็งแรง
ยิ่งขยายเกิน 5 สาขา ยิ่งเลยจุดที่เจ้าของจะวิ่งไปแก้ปัญหาได้ทันท่วงที ต้องดูว่า หลังบ้านมีใครสแตนบายคอยช่วยเหลือได้บ้าง ในกรณีที่ออเดอร์ล้นพนักงานหน้าร้านเอาไม่อยู่ จะบริหารจัดการคนอย่างไรให้คล่องตัวที่สุด
เธอย้ำว่า นอกจากการสวมหมวกเป็นลูกค้าอยู่เสมอ ผู้ประกอบการต้องทำ “Feasibility” หรือการวิเคราะห์ประเมินความเป็นไปได้ก่อนลงทุนจริง ต้องทำในมุมที่ไม่เข้าข้างตัวเอง คิดไปถึง “Worst Case” และมองโลกในแง่ร้ายไว้ก่อน สาขานี้ยอดขายแย่ที่สุดที่รับได้อยู่ที่เท่าไหร่ ถ้าผ่านตรงนั้นไปได้ค่อยเปิดร้าน ถามความเห็นหลายๆ คน ประเมินข้อมูลให้รอบด้านแล้วค่อยตัดสินใจ
เกอิชาก็เหมือนเนื้อวากิว มีหลายเกรด สำคัญสุดคือลูกค้ารับคุณภาพได้
ไม่นานมานี้ “UNO! Coffee” ถูกพูดถึงบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอีกครั้งกับประเด็นเมล็ดกาแฟเกอิชา หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า เมล็ดกี่โลกรัมหลักล้านบาทนำมาหลายในราคาที่ต่ำกว่าตลาดได้จริงหรือ
“พร” บอกว่า ตอนเห็นดราม่าดังกล่าวก็เครียดอยู่เหมือนกัน แต่หากย้อนกลับไปตั้งแต่วันแรกที่ก่อตั้งแบรนด์ “UNO! Coffee” สื่อสารตรงไปตรงมาทุกครั้ง ไม่เคยเคลมว่า เป็นเมล็ดกาแฟ “Single Origin” มีเพียงเป้าหมายอยากส่งต่อกาแฟดีๆ ให้ลูกค้าก็เท่านั้น
ส่วนความท้าทายในปีนี้ท่ามกลางเศรษฐกิจและปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่แน่นอน “พร” มองว่า อย่างไรคนต้องกินกาแฟทุกวัน “UNO! Coffee” อยู่ในสถานะที่จับต้องได้ เป็นเหตุผลที่แบรนด์ยังขยายสาขาต่อเนื่อง แต่จะเปิดโลเคชันไหน เปิดจำนวนเยอะเท่าไหร่คงต้องรอดูสถานการณ์เช่นกัน ยอมรับว่า ปัจจัยภายนอกเรื่องภาวะสงครามมีผลกับการตัดสินใจพอสมควร
ที่แน่ๆ หลังจากนี้น่าจะเปิดเพิ่มอีก 1 สาขา และยังมีแผนเปิดเพิ่มเรื่อยๆ ทุกเดือน ไม่ได้แบ่งว่า ต้องมีสัดส่วนในห้างหรือนอกห้างเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับโอกาสที่เข้ามามากกว่า รวมถึงการส่งทีมไปสำรวจกลุ่มผู้บริโภคในพื้นที่นั้นๆ ก่อนตัดสินใจ
“สิ่งที่ UNO ดูเวลาขยายสาขา เราจะมีทีมไปสำรวจพื้นที่ว่า มีคนเยอะมั้ย มีลูกค้าเข้ามาเยอะมั้ย จุดที่เราได้มาเมกเซ้นส์รึเปล่า ถ้าเป็นจุดตาบอดลูกค้าก็จะมองไม่เห็นเรานะ ดูว่า พื้นที่นั้นมีร้านกาแฟเยอะหรือยัง จะได้ยอดจากตรงนั้นเท่าไหร่ และดูเรื่องช่วงเวลาวันธรรมดา วันเสาร์อาทิตย์ วันหยุด ตอนเช้าตอนเย็นเป็นอย่างไร”





