ปี 2569 มิสเตอร์.ดี.ไอ.วาย.ประกาศลงทุน 4 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น "เท่าตัว" ขยายธุรกิจโตอัตรา 2 หลัก จับตาการสู้รบ "สหรัฐ-อิหร่าน" แม้ราคาพลังงานขยับ แต่ไม่กระทบต้นทุนบริษัท
ปี 2568 แม้เศรษฐกิจ กำลังซื้อมีการชะลอตัว แต่ “มิสเตอร์.ดี.ไอ.วาย.”(MR.D.I.Y.) สามารถสร้างผลงานโดดเด่นกวาดรายได้ 2.1 หมื่นล้านบาท เติบโต 24% และมี “กำไรสุทธิ” 2,600 ล้านบาท เติบโตสูงถึง 48% นำเสนอสินค้าอุปกรณ์ตกแต่งบ้านและสินค้าไลฟ์สไตล์ให้แก่ลูกค้ากว่า 120 ล้านราย
เข้าสู่ศักราชใหม่ ปี 2569 และเป็นโอกาสที่แบรนด์เดินทางครบ 10 ปีในประเทศไทย บริษัทยังเชื่อมั่นศักยภาพการเติบโตของค้าปลีก จึงเดินหน้าขยายธุรกิจ ผลักดันจำนวนร้านให้เข้าถึงทุกพื้นที่ทั่วไทย
แอนดี้ ชิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แผนการดำเนินงานปี 2569 บริษัททุ่มงบลงทุน 4,000 ล้านบาท เพื่อขยายธุรกิจ แบ่งเป็น 2,100 ล้านบาท เปิดร้าน MR.D.I.Y. อีก 210 สาขา หรือเฉลี่ยลงทุน 1 ล้านบาทต่อสาขา เพื่อผลักดันให้สิ้นปีจะมีร้านบริการลูกค้าทั้งสิ้น 1,327 สาขา ทั้งนี้ รูปแบบของร้านในปี 2569 จะให้น้ำหนักร้านเดี่ยวหรือสแตนอะโลน 90% และมีการพัฒนาโมเดล 2.0 หรือร้านสแตนอะโลนผสานกับร้านที่อยู่ในห้างค้าปลีก(มอลล์)
ส่วนงบอีก 1,900 ล้านบาท ลงทุนสร้างคลังสินค้าอัตโนมัติ เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต ซึ่งตามแผนปี 2570 จะมีร้านแตะ 1,527 สาขา และทะยานสู่ 3,000 สาขาในระยะยาว โดยคลังแห่งนี้ตั้งอยู่ย่านบางนา บนเนื้อที่ราว 160 ไร่ จะสร้างแล้วเสร็จเฟสแรก 2571 และเสร็จทั้งหมดในปี 2573
สำหรับการลงทุนดังกล่าวถือเป็นการใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น “เท่าตัว” จากปี 2568 ใช้ไป 2,000 ล้านบาท และขยายสาขาทั้งสิ้น 200 สาขา ทำให้ปีที่แล้วมีร้าน 1,127 สาขา ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด
ทั้งนี้ ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา MR.D.I.Y. มีการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยช่วง 5 ปีแรกของการทำตลาดในประเทศไทยมีการ “ลองผิดลองถูก” จากนั้นสปีดการเติบโตแบบก้าวกระโดดช่วง 5 ปีหลัง แม้กระทั่งห้วงเวลาที่เผชิญวิกฤติโควิด-19 ระบาด ยังคงขับเคลื่อนการเติบโต โดย 50% ของการเปิดร้านเกิดในช่วงเวลาดังกล่าว
“ก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 2 บริษัทยังมุ่งขยายสาขาอย่างรอบคอบ ซึ่งตามแผนปีนี้ที่จะเปิดสาขาใหม่ 210 สาขา ปัจจุบันจัดหาพื้นที่แล้วประมาณ 70% โดยการขยายสาขาในครั้งนี้จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของเครือข่ายสาขาให้ครอบคลุมทั่วประเทศยิ่งขึ้น ทั้งในพื้นที่เขตเมืองและชุมชนในพื้นที่ห่างไกล ขณะเดียวกันยังเน้นการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการเสริมความแข็งแกร่งให้กับคุณค่าที่เราส่งมอบให้กับลูกค้า”
ด้านแนวทางการทำตลาดปีนี้ บริษัทยังเน้นกลยุทธ์ “ราคาถูกคุ้มเสมอ”(Always Low Prices) ที่เป็นคำมั่นสัญญาให้กับลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย โดยสินค้าที่จำหน่ายกว่า 1.6 หมื่นรายการ(เอสเคยู) มีราคาตำกว่าสินค้าประเภทเดียวกันถึง 27% บริษัทยังเดินหน้าออกสินค้าใหม่ 500 รายการต่อเดือนเพื่อเสริมทัพตอบสนองความต้องการของลูกค้าด้วย ที่สำคัญยังชูไฮไลต์ “สินค้าแบรนด์ตัวเอง” หรือ Private Brand มากขึ้น เช่น MR.D.I.Y. Premium ขนมขบเคี้ยว(สแน็ก)ถั่ว ผลไม้อบแห้งฯ HOJA และเครื่องประดับ ADOREA ฯ โดยสินค้า Private Brand ทำรายได้ 45% ของพอร์ตโฟลิโอ
“ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา เป้าหมายของเราชัดเจนมาโดยตลอด คือการทำให้อุปกรณ์ตกแต่งบ้านและสินค้าไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวันมีราคาที่จับต้องได้ และเข้าถึงผู้บริโภคชาวไทยได้ง่ายและสะดวกในทุกจังหวัด”
สำหรับสินค้าที่จำหน่ายในร้าน MR.D.I.Y. ส่วนใหญ่ 75% นำเข้าจากต่างประเทศ เช่น จีน อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม ฯ จากสถานการณ์สู้รบระหว่างสหรัฐ อิสราเอล-อิหร่าน ส่ผลกระทบต่อราคาพลังงานให้ปรับตัวสูงขึ้น แต่ไม่กระทบต่อ “ต้นทุน” ของบริษัทมากนัก โดยมีผลต่อต้นทุนโลจิสติกส์ และคิดเป็น 1-1.5% เท่านั้น
“ปีนี้บริษัทยังตั้งเป้าการเติบโตอัตรา 2 หลัก แม้จะมีปัจจัยความเปราะบาง แต่บริษัทมีการวางแผนการดำเนินงานด้วยความยืดหยุ่น ส่วนสถานการณ์ในอิหร่าน มองว่าอยู่ไกลประเทศไทย และราคาพลังงานกระทบต้นทุนโลจิสติกส์ แต่ไม่หนักมากนัก และยังไม่มีผลต่อความเชื่อมั่นหรือเซนทิเมนต์ของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย”
สำหรับ MR.D.I.Y. มีฐานทัพธุรกิจในกว่า 10 ประเทศ เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และไทย ฯ รวมมีร้านกว่า 6,000 สาขา โดยสาขาในไทยคิดเป็น 20% ของทั้งพอร์ตโฟลิโอ





