ตลาดแชมพูบิวตี 8,000 ล้านบาท มีผู้ท้าชิงใหม่ "โอสถสภา" ปั้นแบรนด์ "อัลตร้ามายด์" บายเบบี้มายด์เซ็กเมนต์พรีเมียม ขายแพงกว่าคู่แข่ง 20% เจาะคนมีกำลังซื้อ
“โอสถสภา” องค์กรร้อยปีที่ยังคงเดินหน้าสร้างการเติบโตด้วยการนำสินค้าเรือธง แบรนด์เดิมมาแตกไลน์ ต่อยอดสู่สินค้าเซ็กเมนต์ใหม่ๆ สร้างพอร์ตโฟลิโอให้แข็งแกร่ง ควบคู่การตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค
กลุ่มเครื่องดื่มถือเป็นสินค้าพอร์ตใหญ่ของบริษัท กวาดรายได้ทั้งในและต่างประเทศรวมกันกว่า 2 หมื่นล้านบาท (ยอดขายในประเทศ 14,930 ล้านบาท ต่างประเทศ 6,493 ล้านบาท) ทว่า สินค้าเครื่องใช้ส่วนบุคคลหรือเพอร์ซันนอลแคร์ แม้ยังเล็ก แต่แบรนด์แกร่งไม่เป็นสองรองใคร
ปี 2569 “โอสถสภา” ปั้นแบรนด์แห่งชัยชนะหรือ Winner Brand อย่าง “อัลตร้ามายด์” บายเบบี้มายด์ เพื่อรุกตลาดแชมพูอย่างเป็นทางการในรอบร้อยปี
เสาวรัตน์ โอภาสยานนท์ Head of Personal Care & Home Care Marketing - Babi Mild & Ultra Mild บริษัท โอสถสภา จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า เป็นครั้งแรกที่บริษัทรุกตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมกลุ่มแชมพูเพื่อความงาม(บิวตี)ผ่านแบรนด์ใหม่ “อัลตร้ามายด์” บายเบบี้ มายด์ ซึ่งเดิมแบรนด์ดังกล่าวทำตลาดสบู่เหลวอาบน้ำมาแล้วราว 3 ปี จนประสบความสำเร็จ ผู้บริโภคให้การยอมรับ มีฐานแฟนคลับเติบโตต่อเนื่อง
การรุกตลาดแชมพู เนื่องจากบริษัทมองเป็น “ขุมทรัพย์ใหญ่” หากมองภาพรวมทุกหมวดหมู่ทั้งแชมพูกลุ่มบิวตี้และแชมพูตอบโจทย์ฟังก์ชันนอล เช่น ขจัดรังแค ฯ มีมูลค่ากว่า “หมื่นล้านบาท” โดยปีที่ผ่านมาตลาดหดตัวลงในอัตรา 1 หลัก ซึ่งปี 2568 ถือเป็นปีที่สินค้าอุปโภคบริโภค(FMCG)ได้รับผลกระทบค่อนข้างมากจากภาวะเศรษฐกิจ กำลังงซื้อผู้บริโภคอ่อนตัว และการแข่งขันรุนแรง โดยเฉพาะ “สงครามราคา” ชั้นวางสินค้า(เชลฟ์)ตามห้างค้าปลีกจะเห็นการจัดโปรโมชันกระตุ้นยอดขายกันเต็มสูบ
ขณะที่การรุกตลาดแชมพูกลุ่มบิวตี “อัลตร้ามายด์” วางจุดยืนแบรนด์ในเซ็กเมนต์พรีเมียม เพื่อหนีการแข่งขันในตลาดทั่วไป พร้อมกันนี้เปิดตัวสินค้าใหม่ 4 สูตร ได้แก่ Deep Care, Deep Moisture, Strengthening และ Gentle and Balance ขนาด 450 มิลลิลิตร(มล.) ราคาขายปลีกแนะนำ 299 บาท ซึ่งราคาสูงกว่าคู่แข่งราว 20% และจะทำตลาดปลายเดือนมีนาคม 2569
“ตลาดแชมพูโดยรวมมีมูลค่ากว่าหมื่นล้านบาท แต่เราเลือกทำตลาดแชมพูหมวดบิวตี เจาะกลุ่มเป้าหมายผู้ใหญ่เพราะถือเป็นก้อนหรือ chunk ใหญ่ มีโอกาสเติบโต แม้ว่าปีก่อนตลาดอาจจะย่อตัวลงเล็กน้อย แต่สินค้าจำเป็นปีที่แล้วกระทบหมด”
นอกจากมองโอกาสเติบโต หากมองตลาดแชมพูจะเห็นว่าผู้เล่นสำคัญมี 2 รายใหญ่ แบรนด์ที่ทำตลาดเน้นเจาะตลาดกึ่งทั่วไปและตลาดล่าง(อีโคโนมี) 2 แบรนด์เน้นตลาดแมสเต็มสูบ การเลือกทำตลาดพรีเมียมจึงมองมีช่องว่างให้เจาะ ส่วนหนึ่งเพราะหากพิจารณากำลังซื้อของผู้บริโภค ห้วงเวลาที่เศรษฐกิจชะลอตัว ตลาดล่างจะได้รับผลกระทบไปเลย ขณะที่ตลาดบนหรือพรีเมียมยังมีกำลังซื้อ พร้อมจับจ่ายใช้สอย
“อัลตร้ามายด์” บายเบบี้มายด์ ยังเป็นอาวุธ(ไม่)ลับของโอสถสภา ในการรุกตลาดเพอร์ซันนอลแคร์ ต่อยอดจากสบู่เหลว “เบบี้มายด์” ที่เป็นหมวดหมู่ใหม่ทำตลาด 3 ปี สร้างปรากฏการณ์ โดยเฉพาะ 2 เดือนแรกปี 2569 ทุบสถิติ(นิวไฮ)ในรอบ 3 ปี กวาดส่วนแบ่งการตลาด 41.8% ผ่านการทำแคมเปญการตลาดต่างๆ รวมถึงสบู่เหลว ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย“อัลตร้ามายด์” สะท้อนการเติมเต็มพอร์ตโฟลิโอให้ครบครันยิ่งขึ้น ส่วนการทำตลาดของ “อัลตร้ามายด์” เมื่อบริบทเปลี่ยน แบรนด์ต้องปรับกระบวนท่า เน้นไปที่ผู้นำทางความคิดบนโลกออนไลน์(KOL) ผู้บริโภคที่ใช้สินค้าจริง(Key Opinion Consumer) ยังไม่มีการใช้พรีเซ็นเตอร์
“การสร้างแบรนด์อัลตร้ามายด์ บายเบบี้มายด์ เรามองเป็น winner brand ซึ่งไปจับตลาดหมวดหมู่ใด ถือว่าผลตอบรับดี มีแฟนคลับคอยติดตาม แม้แบรนด์ยังเล็กแต่โอกาสเติบโตสูง อย่างไรก็ตาม การทำตลาดสินค้าจำเป็นปี 2569 ท้าทาย เพราะก่อนเกิดสงครามสหรัฐ-อิหร่าน บริษัทมองตลาด FMCG จะเติบโต 3-5% เมื่อมีเหตุการณ์ดังกล่าว ต้องมาทบทวนสถานการณ์ตลาดอีกครั้ง”
อย่างไรก็ตาม การรุกตลาดสินค้าจำเป็นหมวดหมู่ใหม่ และขยายฐานสู่วัยทำงาน ผู้ใหญ่ทั่วไปมากขึ้น ยังเป็นการปรับตัวของ “เบบี้มายด์” ที่เดิมเจาะตลาดแม่และเด็ก แต่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย อัตราเด็กเกิดใหม่ลดลง ทุบสถิติ อย่างปีล่าสุดอยู่ระดับ 4 แสนราย หากยังยึดกับตลาดเดิม “แม่และเด็ก” อาจโตยาก ต้องมองสินค้าใหม่ที่สร้าง “โอกาสเติบโต” ในอนาคต
นอกจาก เบบี้มายด์ สินค้าเพอร์ซันนอลแคร์แบรนด์อื่นๆ ยังรุกต่อเนื่อง เช่น EXIT PRO ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายเซ็กเมนต์พรีเมียมเจาะเจนซี(GenZ)หนุ่มๆมุ่งแมนๆมากขึ้น ทเวลฟ์พลัส จากโคโลญจน์เบอร์ 1 ขยายสู่น้ำหอม ยังมีการทำตลาดเชิงรุกของ “เบบี้มายด์” ที่คอลแลบส์กับ GMM Mascots เช่น Polcasan ตัวแทน “เต-นิว” Look Khunnoo ตัวแทน เจมีไนน์-โฟร์ท ฯ แม้กระทั่งการที่ “เบบี้มายด์Xน้องเนย” ยังเป็นการขยายฐานลูกค้าให้กว้างยิ่งขึ้นด้วย
“เราบริหารแบรนด์อย่างต่อเนื่อง ปีก่อนเบบี้มายด์คอลแลบส์กับน้องเนย ได้ฐานลูกค้าใหม่มากขึ้น จากเดิมผู้บริโภครู้จัก มองแบรนด์เด็ก อาจไม่เหมาะกับตัวเอง ผู้ใหญ่ที่เคยเพิกเฉยกับแบรนด์ แต่พอมีมัมหมีพ่อหมีของน้องเนย และลองใช้สินค้า ทดลองแล้วชอบก็ใช้ต่อ ที่สำคัญการทำตลาดยังทำให้แบรนด์กลับมามี Voice ในตลาดเพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายต่อไป”





