นับตั้งแต่ “ไทยแอร์เอเชีย” จดทะเบียนบริษัทเมื่อปี 2546 และเริ่มให้บริการเที่ยวบินปฐมฤกษ์เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2547 ดำเนินธุรกิจภายใต้สโลแกนฮิตติดหู “ใครๆ ก็บินได้ Everyone Can Fly” นำทัพโดย ธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์ ซีอีโอ Gen 1 ก่อนส่งไม้ต่อให้ซีอีโอ Gen 2 อย่าง สันติสุข คล่องใช้ยา เมื่อปี 2561 ที่เพิ่งจะเกษียณอายุจากตำแหน่งหมาดๆ ทำให้ตำแหน่งซีอีโอ Gen 3 เป็นของ ไพรัชล์ พรพัฒนนางกูร ลูกหม้อผู้ขลุกอยู่กับไทยแอร์เอเชียมานานกว่า 22 ปี มีผลเมื่อวันที่ 31 ม.ค. 2569
ธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV ผู้ถือหุ้นใหญ่ในสายการบินไทยแอร์เอเชีย ขึ้นเวทีงาน “AAV Investor Day 2026” เมื่อวันที่ 25 ก.พ. กล่าวอย่างมั่นใจว่า ไพรัชล์ แม่ทัพคนใหม่ ผู้มีประสบการณ์คร่ำหวอดในธุรกิจสายการบินมานาน และมีความรอบรู้เป็นอย่างดี จะสามารถขับเคลื่อนการเติบโตของไทยแอร์เอเชียนับจากนี้ โดยมีเขาคอยเป็นพี่เลี้ยงไม่ต่างจากลมใต้ปีก
ด้าน ไพรัชล์ เล่าว่า ก่อนหน้านี้เขาดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน (CFO) เปรียบเสมือนการนั่งเก้าอี้ฝั่งขวาหรือนักบินผู้ช่วย (Co-pilot) เมื่อเปลี่ยนมาประจำเก้าอี้ฝั่งซ้ายของ “กัปตัน” ก็พร้อมพาสายการบินไทยแอร์เอเชียฝ่าคลื่นลมในปี 2569
หลังจากปี 2568 แม้จะไม่ใช่ปีที่ท้องฟ้าปลอดโปร่งนักสำหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย แต่สุดท้ายก็พาทุกคนมาถึงจุดหมายปลายทาง ด้วยขนาดฝูงบินรวม 62 ลำ และใช้เครื่องปฏิบัติการบินที่ 59 ลำ
สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2568 ไทยแอร์เอเชียขนส่งผู้โดยสาร 21.04 ล้านคน เพิ่มขึ้น 1% เทียบกับปีก่อน มีอัตราขนส่งผู้โดยสาร (Load Factor) เฉลี่ย 83% จากปริมาณที่นั่งโดยสารให้บริการ 25.23 ล้านที่นั่ง เพิ่มขึ้น 10%
เฉพาะผู้โดยสารเส้นทางบินในประเทศเติบโต 9% จากการปรับกลยุทธ์เพิ่มส่วนแบ่งตลาด (Market Share) เส้นทางในประเทศ รั้งตำแหน่ง “ผู้นำ” ด้วยส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 41% และแตะระดับสูงสุด 43% ในไตรมาส 4/2568 ส่วนผู้โดยสารเส้นทางระหว่างประเทศ มีจำนวนลดลง 13% จากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะการชะลอตัวของตลาด “นักท่องเที่ยวจีน” แต่บริษัทฯ ได้รุกขยายเส้นทางบินไปยังแถบเอเชียใต้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ “เส้นทางอินเดีย” ทำให้มียอดผู้โดยสารอินเดียเพิ่มขึ้นกว่า 20% ในปีที่แล้ว รวมถึงการขยายฐานปฏิบัติการ เพิ่มเที่ยวบิน ณ สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ เพื่อรองรับการเชื่อมต่อนักท่องเที่ยวจากยุโรปและอเมริกาสู่เครือข่ายการบินของไทยแอร์เอเชียมากขึ้น
“ในปี 2568 ไทยแอร์เอเชียมีรายได้จากการขายและบริการรวม 45,691 ล้านบาท ลดลง 8% เทียบกับปีก่อน ปัจจัยหลักมาจากค่าโดยสารเฉลี่ย (Average Fare) อยู่ที่ 1,798 บาทต่อคน ลดลง 9% เนื่องจากการรุกทำตลาดเส้นทางในประเทศมากขึ้น ท่ามกลางความท้าทายจากการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวจีน และมีกำไรสุทธิรวม 2,336.2 ล้านบาท ซึ่งได้รับปัจจัยหนุนสำคัญอย่างกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 2,541.9 ล้านบาท ตามการแข็งค่าของเงินบาทตลอดทั้งปี ทั้งนี้หากไม่รวมรายการดังกล่าว บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานหลักอยู่ที่ 302.7 ล้านบาท”
ไพรัชล์ ให้นิยามว่า ปี 2569 จะเป็นปีที่ “ไทยแอร์เอเชีย” ทิ้งโควิด-19 ไว้ข้างหลังอย่างแท้จริง! มุ่งเพิ่มความสามารถในการทำกำไร (Profitability) และปริมาณ (Volume) ทั้งในมุมส่วนแบ่งตลาด และเครือข่ายเส้นทางบินให้ได้มากที่สุดในเอเชีย
“เราอยากขยับส่วนแบ่งตลาดเส้นทางในประเทศมากขึ้นในปี 2569 เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำ และดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางกับเรามากขึ้น หนุนการเติบโตของเที่ยวบินทั้งหมด”
โดยตั้งเป้าหมายรายได้จากการขายและบริการเติบโต 6-9% จากปีที่แล้ว ขนส่งผู้โดยสารให้ได้ 23.5 ล้านคน เพิ่มขึ้น 11% มีอัตราการขนส่งผู้โดยสารเฉลี่ย 85% จากการขยายฝูงบินเพิ่มอีก 5 ลำในช่วงครึ่งปีหลัง ทำให้ ณ สิ้นปี 2569 จะมีฝูงบินรวม 67 ลำ มากกว่าปี 2562 ก่อนโควิดที่มีฝูงบินรวม 63 ลำ ขนส่งผู้โดยสาร 22.1 ล้านคน
สอดรับกับเทรนด์ “การขยายฝูงบิน” ของสายการบินในไทยปี 2569 ที่มุ่งฟื้นขนาดฝูงบินกลับไปใกล้เคียงปี 2562 โดยจากการรวบรวมข้อมูลของ “7 สายการบิน” ประกอบด้วย ไทยแอร์เอเชีย, ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์, การบินไทย, บางกอกแอร์เวย์ส, ไทย ไลอ้อน แอร์, เวียตเจ็ทไทยแลนด์ และนกแอร์ คาดว่าในปีนี้จะมีจำนวนเครื่องบินรวม 279-288 ลำ เพิ่มขึ้น 12-16% เทียบกับปีที่แล้ว
และตามแผนขยายฝูงบินของ “กลุ่มแอร์เอเชีย” ในช่วง 5 ปีนับจากนี้ ตั้งแต่ปี 2569-2573 ได้ยืนยันคำสั่งซื้อเครื่องบินรุ่นใหม่กับทาง “แอร์บัส” ไว้แล้วค่อนข้างมากถึง 374 ลำ แบ่งเป็นแอร์บัส A321 NEO/LR จำนวน 354 ลำ และแอร์บัส A321 XLR จำนวน 20 ลำ โดย “ไทยแอร์เอเชีย” จะได้รับการจัดสรรเครื่องบินในสัดส่วน 25-30% จากทั้งหมด เพื่อปรับปรุงฝูงบินให้ทันสมัย บินได้ไกลขึ้น มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ลดการใช้น้ำมันได้ถึง 30% หนุนลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งจะนำมาทดแทนการปลดระวางเครื่องบินรุ่นแอร์บัส A320
“เครื่องบินแอร์บัสรุ่นใหม่ A321 ที่จะรับมอบในช่วง 5 ปีนี้คือ Game Changer หรือตัวเปลี่ยนเกมสำคัญ ช่วยทำให้ไทยแอร์เอเชียทำในสิ่งที่เราไม่เคยทำ”
นอกจากนี้ สนามบินนานาชาติ “ดอนเมือง” อยู่ระหว่างการลงทุนขยาย “เฟส 3” เพิ่มขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารจากปัจจุบัน 30 ล้านคนต่อปี เพิ่มเป็นรองรับสูงสุด 50 ล้านคนต่อปี โดยจะเริ่มก่อสร้างในปี 2569 และคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี 2573 โดยไทยแอร์เอเชียได้แบ่งปันข้อมูลแก่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT เกี่ยวกับการให้บริการผู้โดยสารเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแก่สนามบินดอนเมือง ยกระดับสู่เวิลด์คลาสและตอบโจทย์ความยั่งยืน!





