วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน 2569

Login
Login

‘รวิศ’ ซีอีโอ ‘ศรีจันทร์’ ยกปี 69 สุดโหด กำลังซื้อไม่ดี มีนาคมต้องรีวิวเป้าโต 3 รอบ

‘รวิศ’ ซีอีโอ ‘ศรีจันทร์’ ยกปี 69 สุดโหด  กำลังซื้อไม่ดี มีนาคมต้องรีวิวเป้าโต 3 รอบ

เพียงไตรมาสแรก ธุรกิจต้องทบทวนแผนธุรกิจ เป้าหมายการเติบโตอย่างหนัก รับปัจจัยลบรายล้อม "รวิศ" แม่ทัพใหญ่ "ศรีจันทร์" ยกให้ปี 69 กำลังซื้อผู้บริโภคแผ่วโหดสุด ยังเจอสงคราม "สหรัฐ-อิหร่าน" กระเทือน sentiment ซ้ำเติมการใช้จ่าย

ผ่านศักราชใหม่เพียง 2 เดือน เหตุการณ์เขย่าโลกเกิดมากมาย โดยเฉพาะล่าสุด การสู้รบระหว่าง “สหรัฐ อิสราเอล VS อิหร่าน”

เมื่อสงครามเกิดขึ้น ไม่เพียงกระทบชีวิตผู้คน คาวมสูญเสีย แต่ยังเกิดอาฟเตอร์ช็อกถึง “เศรษฐกิจทั้งโลก” รวมถึงประเทศไทย ตลาดสินค้าความงามหรือบิวตี้ ที่มักถูกนิยามเพราะความ “อย่าหยุดสวย” ทำให้ตลาดเติบโต กลับเผชิญความท้าทายระลอกใหม่

รวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จํากัด มองการขับเคลื่อนธุรกิจปี 2569 กำลังเผชิญ “ความโหด” กว่าปี 2568 เหตุเพราะปัจจัยลบรายล้อม แม้ว่าปีที่ผ่านมา จะเจอเหตุการณ์ใหญ่ แผ่นดินไหวเมียนมา สะเทือนไทย ภาษีทรัมป์ และอีกมากมาย

ทว่า ปี 2569 ประเด็นใหญ่คือ “กำลังซื้อลดลงอย่างน่าตกใจ” สัญญาณนี้เกิดตั้งแต่เดือนตุลาคม-พฤศจิกายนปีที่แล้ว บรรยากาศค้าขายของสินค้าอุปโภคบริโภค(FMCG) หมวดบิวตี้ไม่ได้ดีอย่างที่คาด

“ปีนี้โหดกว่าปีที่แล้ว เพราะปีนี้กำลังซื้อผู้บริโภคโดยรวมจะซึมๆค่อนข้างมาก เหมือนเดือนตุลาคม พฤศจิกายนปีที่แล้ว ปีนี้โหดในเชิงกำลังซื้อ สินค้าอุปโภคบริโภคเหนื่อยแน่นอน”

สถานการณ์ซื้อสินค้าของคนไทยในห้วงเวลานี้สำหรับกลุ่มบิวตี้ จึงเห็นการหยิบครีมซอง(ซาเช่)กันมากขึ้น

“ผู้บริโภคยอมซื้อสกินแคร์แบบซองราคา 39 บาท(ผลิตภัณฑ์ของศรีจันทร์) ยอมซื้อน้อย ซื้อบ่อย ดีกว่าควักเงินก้อนใหญ่ก้อนเดียว ซึ่งวิกฤติบางอย่าง ทำให้เราเห็นการพาแบรนด์ก้าวสู่โอกาสใหม่ๆ โดยครีมซองที่ขายดีสุดคือกลุ่มมอยซ์เจอร์ไรเซอร์”

กำลังซื้อที่เปราะบางเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อสงคราม “สหรัฐ-อิหร่าน” กลายเป็นสิ่งที่ซ้ำเติม “ความเชื่อมั่นผู้บริโภค”(Sentiment) ให้แย่ลงไปอีก เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ผลิตภัณฑ์ความงามต้องรุกทำแคมเปญการตลาดอย่างต่อเนื่อง “หยุดเฉยๆไม่ได้” เพราะอาจทำให้การเติบโตอยู่ในโหมด “ถดถอย” ได้

“หนักใจสุดปีนี้คือกำลังซื้อผู้บริโภค เราจับตาดูอย่างใกล้ชิด เพราะหาก sentiment ไม่ค่อยดีจะกระทบสินค้าบิวตี้ สกินแคร์ของเราโดยตรง เราอยากให้ตลาดมี sentiment บวกจะดีมาก เพื่อทำให้คนจับจ่ายใช้สอย ซึ่งปีนี้ก็ยังพอมีข่าวดีทำให้ตลาดคึกคัก เช่น ก่อนหน้านี้หุ้นดีดตัวขึ้น รัฐบาลมีการจัดตั้ง ถ้าดำเนินนโยบายต่างๆได้ ย่อมส่งสัญญาณเชิงบวก อีกทั้งนักท่องเที่ยวจะกลับมา โดยเฉพาะจีน เห็นสัญญาณดีตั้งแต่ตรุษจีน”

ปัจจัยลบล้อมธุรกิจไว้เพียบ และการมองหา “ปัจจัยบวก” จนเจอ กระนั้น “รวิศ” ย้ำว่า ความโหด โจทย์ท้าทายสารพัด ทำให้บริษัทต้องทบทวนเป้าหมายการเติบโตปี 2569 ไปแล้ว 3 ระลอก ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ปี 2568 ศรีจันทร์ปิดยอดขายราว 2,050 ล้านบาท เติบโต 30-40% ตามเป้าหมายที่วางไว้ แต่ปี 2569 มีความน่าสนใจคือ เดือนมีนาคม เราทบทวนเป้าไป 3 รอบแล้ว ไม่เคยทำบ่อยขนาดนี้ สงครามในตะวันออกกลางเป็นสิ่งที่เราไม่คาดคิดเลย นึกไม่ถึงขนาดนี้และไม่รู้จะจบยังไง จะส่งผลกระทบแค่ไหน กระทบความรู้สึกคนอยากซื้อสินค้า ซึ่งสำหรับบริษัทเราสำคัญมาก ถ้าคนไม่อยากซื้อสินค้คือประหยัดเงิน ท้าทายจริงๆ ดังนั้นปีนี้หากยอดขายเติบโตได้ 20% ถือว่าพอใจแล้ว เพราะมีปัจจัยที่ต้องระวัง ตัวแปรภายนอกที่คุมไม่ได้มีค่อนข้างมาก

สำหรับแผนธุรกิจปี 2569 “รวิศ” วางหมากรบหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัวสินค้าใหม่อย่าง SRICHAN IN-SKIN Phyto Camellia PDRN การสานต่อ “แบมแบม กันต์พิมุกต์ ภูวกุล” เป็นพรีเซ็นเตอร์ปีที่ 2 เสริมแกร่งแบรนด์ และผลักดันยอดขายให้เติบโต รวมถึงหนุนภารกิจผลิตภัณฑ์ความงามสัญชาติไทยหรือ T-Beauty ให้ผงาดในเวทีโลก เป็นต้น

ปีนี้ศรีจันทร์ ยังให้ความสำคัญกับการจัดบ้าน(ดูแลภายในองค์กร)มากขึ้น การมองหาเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ซึ่งที่ผ่านมา “เอไอ” มีส่วนช่วยทำงานบางอย่างที่เคยใช้เวลา 3 สัปดาห์จาก 3 คน ให้บรรลุได้ใน 30 นาที และจากเพียง 1 คนเท่านั้น นับเป็นการช่วยเปลี่ยนวิธีคิด การทำงาน รวมถึงต้นทุนโครงสร้างขององค์กรด้วย

สำหรับภาพรวมตลาดสินค้าความงามมีมูลค่าราว 4 แสนล้านบาท ปี 2568 เติบโต 3-4% โดยบางหมวดมีการเติบโต และบางหมวดอยู่ในภาวะ "ติดลบ 1% บ้าง ติดลบ 2% บ้าง"