ตลาดกาแฟนอกบ้าน ยังคงเบ่งบาน มีร้านหรือคาเฟ่จำนวนมาก เปิดตัวเพื่อตอบไลฟ์สไตล์คนชื่นชอบและดื่มด่ำคาเฟอีน
ร้านกาแฟยังเป็นอีกหนึ่งความฝันของใครหลายคนที่อยากผันตัวเป็นผู้ประกอบการ สร้างรายได้และสนองความหลงใหลได้ปลื้มหรือ passion ของตัวเอง และ “บอนกาแฟ (ประเทศไทย)” พร้อมให้บริการธุรกิจกาแฟแบบครบวงจร(One stop Coffee & Beverage Solutions)
ทว่า เส้นทาง 35 ปีของ “บอนกาแฟ(ประเทศไทย)” ในปี 2569 มีการเคลื่อนทัพธุรกิจหลายด้าน เพื่อสร้างการเติบโต
อุษาพรรณ อินทีวรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร บริษัท บอนกาแฟ (ประเทศไทย) จำกัด ภายใต้เครือMassimo Zanetti Beverage Group (MZBG)ฉายภาพว่า บริษัทให้ความสำคัญกับ 2 มิติ ในการดำเนินธุรกิจปีนี้ คือการจัดภายในบ้าน และนอกบ้านคือการขยายตลาดให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้นผ่านกลยุทธ์ "RE-FRESH RE-CONNECT RE-BON"
เริ่มจากการจัดการภายในบ้าน “จุดแข็ง” คือการมีลูกค้าภาคธุรกิจ(B2B) ทั้งโรงแรม ร้านกาแฟ และลูกค้าสำนักงาน(ออฟฟิศ) ฯ บริษัทจะพลิกภาพจาก “ซัพพลายเออร์” สู่การเป็น “Coffee Ecosystem” ให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด ทั้งการพัฒนาเมนูเครื่องดื่ม ดูแลต้นทุนต่างๆ
นอกจากนี้ จะเห็นการ “ปรับทัพ” โชว์รูมที่มี 22 สาขา จาก One Stop Coffee Solution “ลดไซส์” ให้เล็กหรือเป็นเพียงศูนย์บริการลูกค้า การเดินหน้าจัดพอร์ตโฟลิโอสินค้าด้วยการ “ตัดทอน” รายการหรือ SKU “ไม่ทำกำไร” เช่น น้ำเชื่อมที่เคยมีทุกรสชาติ หากขายแล้วไม่ได้ปริมาณหรือ Volume ตามเป้าหมายภายใน 1 ปี จะมีการตัดทอนออกไป ซึ่งเบื้องต้นทั้งพอร์ตมีราว 10% ที่ต้องบริหารจัดการออกไป
“ไม่ใช่เรื่องแปลก เราคือ One stop Coffee & Beverage Solution เมื่อผลิตภัณฑ์เอสเคยูไหนไม่ทำกำไร เราจึงตัดทอนทิ้งไป”
ส่วนนอกบ้าน จะเห็นการรุกขยายฐานลูกค้าเพิ่มขึ้น โดยใช้ขุมทรัพย์ข้อมูล(Data) เจาะเส้นทางการซื้อ(Journey)ของลูกค้า เพื่อเอื้อต่อความต้องการของกลุ่ม B2B การขยายฐานลูกค้าครัวเรือนผ่านร้านค้าปลีกท้องถิ่นด้วยกานผนึก Vanee Food Products เพื่อขยายตลาดเข้าถึงผู้บริโภคทั่วประเทศไทย โดยปัจจุบันบอนกาแฟ มีลูกค้า B2B 80% และลูกค้าราย่อย(B2C) 20% ในส่วนของ B2B ฐานสำคัญได้แก่ ลูกค้าโรงแรมราว 20% ออฟฟิศ 20% เป็นต้น
“ปีนี้บริษัทมุ่งใช้กลยุทธ์Volume to Valueสร้างมูลค่าเพิ่มให้ทุกแก้วที่ส่งต่อให้ลูกค้า ควบคู่กับการใช้ Data Driven Business Strategyเพื่อทำความเข้าใจลูกค้ากลุ่มเป้าหมายในเชิงลึก”
บริษัทยังชูสินค้าที่ไม่ใช่กาแฟ(Non-Coffee) มากขึ้น ซึ่งจะเป็นเครื่องยนต์(Engine)สร้างกาารเติบโต โดยมี “มัจฉะ BON TEA” ที่ฟีเวอร์สุดๆ ซึ่งบริษัทจะต้องเกาะเทรนด์เพื่อเสิร์ฟลูกค้า เนื่องจากตลาดมีการเติบโตสูง ผลิตภัณฑ์ชาที่มีพันธมิตร “Peace Oriental Teahouse ทำตลาด รวมถึงผงโกโก้ น้ำเชื่อมผลไม้ และนมทางเลือกฯ ปัจจุบันพอร์ตสินค้าของบริษัทกาแฟยังมีสัดส่วนมากสุด 50% ตามด้วยเครื่องชงกาแฟ 30% และNon-Coffee 20%
“บอนกาแฟ เราไม่ได้มีดีแค่กาแฟ แต่ยังมี Non-Coffee อย่างชาด้วย ส่วนมัจฉะปีนี้กระแสไม่ร้อนแรงเท่าเดิม”
บริษัทยัง “ทรานส์ฟอร์ม” ธุรกิจด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้ทั้งด้านการขาย การตลาด การสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า(CRM) ตลอดจนการบริการต่างๆ เพื่อเสริมแกร่งยิ่งขึ้น รวมถึงจะเห็นการปรับปรุง(revamp)เว็บไซต์ครั้งใหญ่ของบอนกาแฟใหม่ มอบประสบการณ์(UXIUI)ให้ดียิ่งขึ้น และตอบโจทย์ Journey ของลูกค้าให้สามารถชอปปิงได้เร็วสุด ซึ่งโฉมใหม่แพลตฟอร์มชอปปิงออนไลน์จะแล้วเสร็จเดือนมิ.ย.-ก.ค.นี้
อุษาพรรณ กล่าวอีกว่า ตลาดกาแฟปี 2569 ยังเติบโต และมีเทรนด์แรงคือกาแฟพรีเมียมราคาจับต้องได้มีบทบาทมากขึ้น หลังการเข้ามาของแบรนด์ดังที่ใช้กาแฟคุณภาพสูงอย่างกาแฟเกอิชา (Geisha)สร้างสีสันให้ตลาด อีกด้านการเปิดร้านกาแฟ ยังขยายตัวเช่นกันทั้งการมีผู้ประกอบการใหม่ๆเข้ามา รวมถึงร้าน คาเฟ่ต่างๆยังเปิดสาขาใหม่เพิ่ม “เท่าตัว”
จากผู้ประกอบการที่สนใจเปิดร้านกาแฟทำให้บริษัทร่วมมือกับพันธมิตรด้านการเงิน Lucky Leasing และไวเวอร์ (Vyvr) เพื่อให้บริการสินเชื่อสำหรับลูกค้า เพิ่มความครบวงจรทั้ง “เครื่องชงกาแฟ” และ “เงินทุน”
“ทุกคนอยากมีร้านกาแฟ แต่ธุรกิจนี้มี Magic Number ถ้าขายกาแฟได้วันละ 100 แก้ว มีโอกาสรอด แต่หากขายเบเกอรี ขนมนมเนย หรืออย่างอื่นมาเสริมค่อนข้างท้าทาย”
จากแผนดังกล่าว บริษัทตั้งเป้าโตกระโดด12.6%ทะยานรายได้สู่1,500ล้านบาท จากปี 2568 รายได้ 1,300 ล้านบาท





