ในภาวะเศรษฐกิจที่ผู้บริโภคเริ่มระมัดระวังการใช้จ่าย แต่ยังไม่ยอมลดละเรื่องคุณภาพสินค้า กลายเป็นโจทย์ใหญ่ของธุรกิจรีเทลที่ต้องปรับตัวให้ทัน บริษัท ธนจิรา รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TAN ผู้นำเข้าแบรนด์ไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียม จึงตัดสินใจเดินหมากรุกครั้งสำคัญ!
ด้วยการจับมือกับยักษ์ใหญ่ เครือสหพัฒน์ โดยบริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPI บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ ICC และ บริษัท ทีพีซีเอกซ์ จำกัด หรือ TPCX จัดตั้งบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) ทีเอสไอ รีเทล (TSI Retail) เพื่อบุกตลาดรีเทลกลุ่ม Value-for-Money เป็นครั้งแรก
ทั้งนี้ เพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคที่เน้นความคุ้มค่า หรือ Value-for-MoneySegment ด้วยกลยุทธ์การคัดเลือกแบรนด์คุณภาพที่สามารถขยายตัวได้ในระยะยาว ควบคู่การขยายสาขาในทำเลยุทธศาสตร์ทั่วประเทศไทย และเสริมสร้างการรับรู้แบรนด์อย่างต่อเนื่อง
รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคที่ให้ความสำคัญกับ คุณภาพ ความคุ้มค่า และการเข้าถึงสินค้าได้ง่าย ในราคาที่เหมาะสม มากขึ้นกว่าเดิม
ทำไม TAN ถึงเลือกเส้นทางนี้ และทำไมต้องเป็น “สหพัฒน์”
1. ปรับพอร์ตรับแรงกระแทกเศรษฐกิจ : จาก Premium สู่ Value-for-Money
ที่ผ่านมา TAN มีภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งในการบริหารแบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น การขยับมาเล่นในกลุ่ม Value-for-Money ถือเป็นการปรับตัวที่สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่า” มากกว่าแค่ชื่อแบรนด์ โดยกลยุทธ์นี้มุ่งเน้นไปที่การนำเสนอสินค้าคุณภาพดีในราคาที่เหมาะสม เพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้นและสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว,
2. สูตรผสมที่ลงตัว : การตลาดชั้นเลิศ + ซัพพลายเชนที่แข็งแกร่ง
การร่วมทุนครั้งนี้เป็นการดึงจุดแข็งของสองขั้วมาเจอกัน
โดย TAN ถือสัดส่วนหุ้น 60% มุ่งเน้นนำความเชี่ยวชาญด้านการบริหารแบรนด์ไลฟ์สไตล์ การตลาด และการคัดเลือกสินค้า (Merchandising) ที่เข้าถึงใจผู้บริโภค
ขณะที่ เครือสหพัฒน์ ถือสัดส่วนหุ้น 40% จะเข้ามาอุดรอยรั่วด้วยโครงสร้างซัพพลายเชนที่ครบวงจร เครือข่ายการจัดจำหน่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศ และความเก๋าเกมในการบริหารต้นทุนและระบบการเงิน
พลังความร่วมมือนี้ช่วยให้ ทีเอสไอ รีเทล (TSI Retail) สามารถพัฒนาโมเดลรีเทลที่แข็งแรงตลอด Value Chain เพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจในเซกเมนต์ที่เน้นความคุ้มค่า,
3. ประเดิมด้วย "Japanese LifeWear" สินค้าที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวัน
กลยุทธ์แรกที่ต้องจับตา คือ การเปิดตัวแบรนด์ LifeWear คุณภาพสูงจากประเทศญี่ปุ่น ในกลุ่มเสื้อผ้าและสินค้าเพื่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน ช่วงไตรมาส 3-4 ของปี 2569 โดยมีไฮไลต์ที่น่าสนใจ คือ
เน้นฟังก์ชันและดีไซน์ เรียบง่าย ใช้ได้หลากหลายโอกาส สอดคล้องกับวิถีชีวิตจริง
ราคาที่เข้าถึงง่าย วางระดับราคาเฉลี่ยไว้ที่ 500 - 1,000 บาท ซึ่งเป็นช่วงราคาที่ตัดสินใจซื้อได้ง่ายในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน
ยุทธศาสตร์ทำเล มุ่งขยายสาขาในทำเลยุทธศาสตร์ทั่วประเทศเพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคได้มากที่สุด
จังหวะแห่ง “โอกาส” ปั้นแพลตฟอร์มรีเทลใหม่รุกสมรภูมิแฟชั่นราคาจับต้องได้
การที่เครือสหพัฒน์ขยับขึ้นมาเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 2 ใน TAN ก่อนหน้านี้ เป็นสัญญาณชัดเจนถึงความเชื่อมั่นในฝีมือการบริหารของ TAN การตั้ง TSI Retail จึงไม่ใช่แค่การทดลองตลาด แต่เป็นการ “ยกระดับความร่วมมือ” เพื่อสร้างแพลตฟอร์มรีเทลใหม่ที่สามารถรองรับแบรนด์ต่างประเทศ (โดยเฉพาะจากญี่ปุ่น) ให้เติบโตอย่างยั่งยืนในไทย
ในวันที่กำลังซื้อของผู้บริโภคตึงตัว แบรนด์ที่สามารถส่งมอบ “คุณภาพที่เกินราคา” เท่านั้นที่จะอยู่รอด การรุกตลาด Value-for-Money ของ TAN ในครั้งนี้ จึงเป็นการขยายอาณาจักรที่น่าสนใจ และอาจเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ TAN เติบโตอย่างก้าวกระโดดในสมรภูมิรีเทลยุคใหม่
ธนพงษ์ จิราพาณิชกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนจิรา รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TAN กล่าวว่า ความร่วมมือกับเครือสหพัฒน์จะช่วยให้เราสามารถพัฒนาโมเดลรีเทลที่แข็งแรงตลอด Value Chain เพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุน ขยายธุรกิจได้อย่างมีระบบ ซึ่งจะช่วยต่อยอดศักยภาพการเติบโตขององค์กรในระยะยาว
ด้าน วรยศ ทองตัน กรรมการผู้จัดการ บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เครือสหพัฒน์มีความแข็งแกร่งด้านโครงสร้างซัพพลายเชนครบวงจร เครือข่ายการจัดจำหน่ายทั่วประเทศ และความเชี่ยวชาญในการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
“การร่วมทุนครั้งนี้ เป็นการต่อยอดศักยภาพของทั้งสององค์กร เพื่อสร้างแพลตฟอร์มรีเทลที่สามารถรองรับการนำเข้าและพัฒนาแบรนด์ไลฟ์สไตล์คุณภาพจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากญี่ปุ่น ให้เติบโตอย่างยั่งยืนในประเทศไทย เราเชื่อว่าความร่วมมือนี้จะช่วยสร้างการเติบโตระยะยาวร่วมกัน”
แบรนด์แรกภายใต้บริษัทร่วมทุนนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างการรับรู้สอดคล้องกับแนวคิด Value-for-Money เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงในอนาคต





