วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน 2569

Login
Login

‘คิง เพาเวอร์’ ปั๊มรายได้นอกบ้าน เล็งประมูลดิวตี้ฟรี สนามบินเซี่ยงไฮ้

‘คิง เพาเวอร์’ ปั๊มรายได้นอกบ้าน  เล็งประมูลดิวตี้ฟรี  สนามบินเซี่ยงไฮ้

ย้อนไปก่อนวิกฤติโควิด-19 ทุบอุตสาหกรรมท่องเที่ยว “คิง เพาเวอร์” ผู้นำธุรกิจค้าปลีกเพื่อการท่องเที่ยว มีรายได้หลัก 2 ทาง ได้แก่ “แอร์พอร์ต ดิวตี้ฟรี” และ “ดาวน์ทาวน์ ดิวตี้ฟรี” ในสัดส่วน 50% เท่ากัน แต่ปัจจุบันบริษัทต้องปรับกลยุทธ์เพื่อกระจาย “ความหลากหลายของรายได้” ให้สอดรับกับเทรนด์การเดินทางท่องเที่ยว และพฤติกรรมการจับจ่ายที่เปลี่ยนไป

นิตินัย ศิริสมรรถการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คิง เพาเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า บริษัท ปรับกลยุทธ์เพื่อกระจายความหลากหลายของรายได้ให้สอดรับกับเทรนด์การเดินทางท่องเที่ยว และจับจ่ายที่เปลี่ยนไป โดยเมื่อปี 2568 ได้ปิดดาวน์ทาวน์ ดิวตี้ฟรี (กิจการร้านค้าปลอดอากรในเมือง) จำนวน 3 สาขา ประกอบด้วย สาขาศรีวารี พัทยา และมหานคร ต้องมาปรับปรุงหรือเปลี่ยนโฉมใหม่ (Revamp) ให้พื้นที่เหล่านั้นเป็นลักษณะโครงการ “มิกซ์ยูส” (Mix-used) ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะปรับปรุงเป็นมิกซ์ยูสรูปแบบไหน

ควบคู่กับการเดินหน้าบุกตลาด “อี-คอมเมิร์ซ” (E-commerce) มากยิ่งขึ้น รวมถึงการออกแคมเปญส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง อัดโปรโมชันเพื่อตรึงกำลังซื้อ และรักษาการรับรู้ (Perception) ว่า คิง เพาเวอร์ ไม่ได้ขายสินค้าในราคาแพงเกินไป ต้องยอมให้กำไร (Margin) บางลงไปบ้าง แต่สิ่งที่ได้มาคือ ส่วนแบ่งตลาด (Market Share) กับ Perception ว่าสินค้าที่ขายในคิง เพาเวอร์ นั้นอยู่ในระดับราคาที่ค่อนข้างถูกกว่าคนอื่น

“เมื่อก่อน คิง เพาเวอร์ อาจจะมีรายได้จากแค่ดิวตี้ฟรีเท่านั้น แต่วันนี้ต้องมี อี-คอมเมิร์ซ มีการปรับปรุงสาขาดาวน์ทาวน์ไปทำมิกซ์ยูส ควบคู่กับการปรับตัวภายในบริษัทที่มีพอสมควรแล้วในตอนนี้”

สนใจประมูลดิวตี้ฟรี “เซี่ยงไฮ้ผู่ตง” อาคาร 3

อีกกลยุทธ์สำคัญคือ การบุกหารายได้จาก “ตลาดต่างประเทศ” โดยสนใจผนึกกับพันธมิตรเพื่อร่วมทุนเข้าประมูลดิวตี้ฟรีใน “สนามบินนานาชาติเซี่ยงไฮ้ผู่ตง” ประเทศจีน หนึ่งในสนามบินที่ใหญ่ที่สุดของโลก ในอาคารผู้โดยสาร 3 (Terminal 3) โดยมีกำหนดยื่นประมูลในปลายปี 2571 และคาดว่าน่าจะรู้ผลในปี 2572 เนื่องจาก Terminal 3 ของสนามบินนานาชาติเซี่ยงไฮ้ผู่ตงมีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2573

“เหตุผลที่ คิง เพาเวอร์ จะไปประมูลดิวตี้ฟรีที่สนามบินเซี่ยงไฮ้ผู่ตง เป็นเพราะเราต้องการกระจายความหลากหลายของรายได้ ในเมื่อตลาดนักท่องเที่ยวจีนมาไทยยังฟื้นตัวไม่เต็มร้อย เราก็ไปขายของในประเทศเขาเลยดีกว่า ระหว่างนี้ก็ต้องศึกษา และติดตามพารามิเตอร์ต่างๆ โดยเฉพาะเทรนด์การจับจ่ายใช้สอยของแต่ละเจเนอเรชัน”

หลังจากเดือนก.ย.2568 นำร่องโปรเจกต์จัดตั้งบริษัทที่มหานครเซี่ยงไฮ้ ภายใต้ชื่อ บริษัท เซี่ยงไฮ้ คิง เพาเวอร์ คอมเมิร์ซ จำกัด (Shanghai King Power Commerce Co., Ltd.) พร้อมเปิดตัว 2 ธุรกิจ ณ สนามบินนานาชาติเซี่ยงไฮ้ผู่ตง ได้แก่ “TAI HAI TAO” ร้านขนมไทย และอาหารสำเร็จรูปคุณภาพ และ “SOMBAT THAI” ร้านอาหารไทยแท้ที่คัดสรรวัตถุดิบจากประเทศไทย

“แม้สเกลร้านค้าทั้งสองจะไม่ได้ใหญ่ แต่เราพยายามเอาของยากไปลองตลาดก่อน เพราะร้านอาหาร และอาหารบรรจุหีบห่อ (Packaged Food) ต้องมีการสต๊อกสินค้า ขอไลเซนส์ต่างๆ เพื่อที่คิง เพาเวอร์จะได้เตรียมความพร้อม และศึกษาตลาดล่วงหน้า ก่อนเข้าร่วมประมูลดิวตี้ฟรีใน Terminal 3 ของสนามบินนานาชาติเซี่ยงไฮ้ผู่ตง”

ลุ้นโมเมนตัม “จีนเที่ยวไทย” หลังตรุษจีน

นิตินัย เล่าเพิ่มเติมถึงความท้าทายของการฟื้นตลาด “นักท่องเที่ยวจีน” ว่า แม้กรณีพิพาทระหว่างจีน-ญี่ปุ่น จะทำให้นักท่องเที่ยวจีนกลับมาเที่ยวไทยมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงโกลเด้นวีคเทศกาลตรุษจีน 2569 เห็นสัญญาณการฟื้นตัวของตลาดจีนค่อนข้างชัดเจน แต่ก็ยังต้อง “นั่งลุ้นกันต่อ!” เพราะหลังผ่านตรุษจีน แล้วก็จะเข้าสู่โลว์ซีซัน ว่าสุดท้ายแล้วโมเมนตัมการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีนจะสามารถยืนระยะ และฟื้นตัวกลับมาเท่าเดิมหรือไม่ ก่อนเข้าสู่ไฮซีซันปลายปีนี้ที่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวยังมีความหวังอยู่

“ข้อพิพาทระหว่างจีนกับญี่ปุ่นส่งอานิสงส์บวกแก่คิง เพาเวอร์ ทำให้ในช่วงตรุษจีนที่ผ่านมา มีจำนวนนักท่องเที่ยวจีนกลับมาใกล้เคียงปี 2562 ก่อนโควิด เพียงแต่ว่าค่าใช้จ่ายต่อหัวยังไม่กลับมาดีเท่าเดิม น้อยลงไปค่อนข้างมาก คาดว่าเป็นเพราะปัจจัยเศรษฐกิจโลกโดยรวมกำลังผันผวน พอมีอะไรไม่แน่นอน ทุกคนก็เก็บเงินไว้ก่อน”

 

“เจเนอเรชัน” เปลี่ยนผ่านสะเทือนแบรนด์เนม?

อีกปัจจัยที่ไม่สามารถปล่อยผ่าน คือ การเปลี่ยนผ่านของ “เจเนอเรชัน” และ “ค่านิยม” ในช่วงนี้ โดยเฉพาะพฤติกรรมของเหล่า Gen Z และ Gen Alpha ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดว่าพวกเขายังสนใจสินค้าแบรนด์เนมราคาแพงๆ อยู่หรือไม่? หรือว่าเน้นซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมราคาประมาณ 2-3 หมื่นบาท แล้วห้อยอาร์ตทอยหรือตุ๊กตาคาแรกเตอร์ เช่น ลาบูบู้ (Labubu) และครายเบบี้ (Crybaby) ที่สะท้อนตัวตนความชอบแทน

ขณะที่ในประเทศจีน คน Gen X และ Gen Y บางคนเริ่มมองว่าหากใครใช้สินค้าแบรนด์เนมมากเกินไป อาจถูกเชื่อมโยงกับภาพลักษณ์ “สีเทา” ได้ ส่วน Gen Z หลังๆ เห็นเทรนด์ค่อนข้างชัดว่ามีการใช้แบรนด์เนมลดลงมาก เน้นให้ความสำคัญกับสินค้าที่ตอบโจทย์การใช้งาน และคาแรกเตอร์ส่วนตัวมากกว่า

นอกจากนี้ ยังต้องจับตาปัจจัย “ภูมิรัฐศาสตร์” อย่างใกล้ชิด แม้ “ภาษีทรัมป์” จะค่อนข้างเป็นบวกกับธุรกิจดิวตี้ฟรี แต่ในภาพรวมของปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และสงคราม ทำให้ภาคการท่องเที่ยวมันแผ่วลงค่อนข้างชัด ขณะที่ “เงินบาทแข็งค่า” ก็ทำให้ราคาสินค้าในไทยอาจจะเสียเปรียบ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับญี่ปุ่นที่เงินเยนอ่อนค่า นักท่องเที่ยวอาจเลือกชอปปิงที่ประเทศต้นทางมากกว่า

“เมื่อปัจจัยต่างๆ แปรผันค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นเวลาทำอะไรก็อย่าวู่วาม ต้องศึกษาข้อมูลให้ดี อาจลงทุนโปรเจกต์นำร่อง (Pilot) ก่อนเพื่อศึกษาตลาด และความเสี่ยง”

 

“AI” ช่วยลีนไขมันองค์กร

หลังจากบริษัทเพิ่งประกาศโครงการ “สมัครใจลาออก” (Voluntary Separation Program : VSP) เพื่อลดต้นทุนการบริหารงานในช่วงใกล้เคียงกับการปิดสาขาดาวทาวน์ ดิวตี้ฟรี 3 แห่งเมื่อปีที่แล้ว ทำให้มีพนักงานลดลงจากประมาณ 8,000 คน เหลือราว 6,000 คน โดยบริษัทจะต้องบริหารจัดการ “ขั้นตอนการทำงาน” (Working Process) ตั้งแต่ต้นจนจบของทั้งองค์กรซึ่งตอนนี้ทำไปแล้ว 80-90% ว่ามีจุดไหนที่สามารถใช้ “เทคโนโลยี AI” เข้าไปจัดการได้ ตั้งเป้าให้ AI มีส่วนช่วยจัดการสัก 50% ก่อน แล้วแต่ละขั้นตอนที่เอา AI เข้าไปช่วยจัดการงานนั้น ก็จะได้วัด KPI ของพนักงานในแต่ละขั้นตอนด้วย เพราะฉะนั้นการวัด KPI แทนที่จะวัดแค่มุมยอดขาย ว่าขายของดีหรือไม่ แต่ตอนนี้สามารถนำมาวัดผลระหว่างทางได้ด้วย

“การใช้ AI นอกจากจะช่วยลีนองค์กรให้มีไขมันน้อยลง ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพองค์กรในการวัดผล ชี้วัดการทำงานของพนักงานได้ด้วย”

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์   ศิลาวงษ์