กางแผน “มากุโระ กรุ๊ป” ทุ่มงบ 300 ล้าน เร่งขยายสาขา-เปิดแบรนด์ใหม่ พา “IPPE KOPPE” แกงกะหรี่ราคาคุ้มค่าปักหมุดเซ็นทรัลเวิลด์ ส่วนแบรนด์อื่นในเครือเล็งทำราคาเข้าถึงง่าย 300 บาท ได้ข้าว-เนื้อ-ผัก ครบจบในเซต หวังดึง “Gen Z” เปิดใจมากขึ้น เด็กมหาวิทยาลัย-จบใหม่ เข้ามากินได้
ย้อนกลับไปช่วงครึ่งแรกของปี 2568 “ป้อ-จักรกฤติ สายสมบูรณ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท มากุโระ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ออกปากว่า ภาพรวมทุกอย่างดูแย่ไปหมด ภาวะเศรษฐกิจซบเซากระทบกับการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค โดยเฉพาะเซกเมนต์ร้านอาหารที่ได้รับแรงกระแทกรุนแรงจนน่ากังวล
ทว่า หลังเข้าสู่ช่วงไตรมาสที่ 3 “มากุโระ กรุ๊ป” ปรับกลยุทธ์หลายอย่าง จนทำให้รายได้เติบโตมากกว่า 30% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่วนกำไรสุทธิแม้งบการเงินไตรมาสสุดท้ายจะยังไม่ประกาศ แต่ระบุว่า อยู่ในระดับเกินคาด แบบที่หากย้อนกลับไปต้นปีคงไม่เชื่อว่า ภาพรวมจะเติบโตด้วยตัวเลขนี้ได้
ปีที่ผ่านมา “มากุโระ กรุ๊ป” มีแบรนด์ในพอร์ตโฟลิโอ 7 แบรนด์ โดยมีรายละเอียด ดังนี้
- MAGURO: 20 สาขา
- SSAMTHING TOGETHER: 6 สาขา
- HITORI SHABU: 16 สาขา
- Tonkatsu AOKI: 7 สาขา
- CouCou: 2 สาขา
- Bincho: 1 สาขา
- Kiwamiya: 1 สาขา
ส่วนแผนในปี 2569 เบื้องต้นวางแผนเปิดเพิ่มอีก 20 สาขา โดยมีรายละเอียด ดังนี้
- MAGURO: 4 สาขา
- HITORI SHABU: 5 สาขา
- Tonkatsu AOKI: 1 สาขา
- Bincho: 3 สาขา
- Kiwamiya: 4 สาขา
- Kaiten Sushi Ginza Onodera: 1 สาขา
- IPPE KOPPE: 1 สาขา
- CHOPMAN: 1 สาขา
- และจะมีแบรนด์ใหม่เพิ่มอีก 1 สาขา
รวมๆ แล้วปีนี้เราจะได้เห็นอาณาจักรมากุโระมีทั้งหมด 11 แบรนด์ 73 สาขา “ป้อ” ไล่เรียงให้ฟังว่า พอร์ตโฟลิโอของทั้งเครือตอนนี้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักๆ ได้แก่ กลุ่มร้านอาหารญี่ปุ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ทีมบริหารถนัดอยู่แล้ว รู้ว่าต้องนำเสนอแบบไหน ไม่ได้มีความซับซ้อนมากนัก โดยมีทั้งแบรนด์ที่พัฒนาขึ้นเองอย่าง “Bincho” รวมถึงแบรนด์นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นผสมกัน ด้วยเกณฑ์การคัดเลือกที่ต้องเป็นร้านดัง-ประสบความสำเร็จในญี่ปุ่น ติดอันดับ 100 ร้านดังของหมวดหมู่นั้นๆ และต้องมี “DNA” ตรงกับมากุโระด้วย
ส่วนอีกกลุ่มถัดมา คือ “Non-Japanese” หรือร้านอาหารสัญชาติอื่นๆ นอกเหนือจากญี่ปุ่น ปีที่ผ่านมามี “CouCou” (อ่านว่า คูคูว์) อาหารประเภท All-day Dining รวมถึง “CHOPMAN” ข้าวมันไก่แบบ Cloud Kitchen ที่เพิ่งเริ่มขายเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ที่หันมาทำอาหารสัญชาติอื่นมากขึ้น เพราะต้องการวางจุดยืนของเครือกระจายไปชิงส่วนแบ่งตลาดที่หลากหลาย เชื่อว่า จะมีส่วนช่วยทำให้โครงสร้างพื้นฐานองค์กรมีศักยภาพมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องต้นทุนต่อหน่วยที่ลดลง
“ความท้าทายที่สุดของร้านอาหารทุกร้าน คือการควบคุมต้นทุน ทุกๆ ปีผ่านไปแต่ละร้านต้องจ่ายค่าเช่าแพงขึ้น เมื่อหมดสัญญาแลนด์ลอร์ดก็จะปรับราคาขึ้นอยู่แล้ว เรื่องเงินเฟ้อ วัตถุดิบที่มีราคาสูงขึ้นจากภาวะสงครามในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทั้งหมดนี้เป็นอุปสรรคที่ทำให้ร้านอาหารหลายร้านไปต่อไม่ได้ ทำกำไรได้ต่ำกว่าเป้า หรืออาจจะแย่ถึงขนาดขาดทุนก็มี แต่ก่อนมีมากุโระแบรนด์เดียวก็ต้องพึ่งพิงแบรนด์เดียว แต่การที่เรามีหลายแบรนด์ในพอร์ตทำให้กระจายความเสี่ยง ให้ลูกค้าหมุนวนอยู่ใน Pool ของมากุโระกรุ๊ป”
นอกจากการเปิดแบรนด์เพื่อกระจายความเสี่ยง-สร้างอีโคซิสเทมให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการแบรนด์ในเครือ ปีที่ผ่านมา “ป้อ” บอกว่า แบรนด์ยังต้องการลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ มาเติมเต็ม เพื่อดึงยอดขายต่อสาขา หรือ Same Store Sale Growth: SSSG ให้มีทิศทางเป็นบวกต่อเนื่อง เชื่อว่า กลุ่มลูกค้าใหม่ที่ยังไม่เคยมาลองแบรนด์ในเครือมีส่วนสร้างการเติบโตได้อย่างมีนัยสำคัญ เดิมทีเครือมากุโระมีกลุ่มครอบครัวและกลุ่มคนทำงานเป็นแกนหลัก แต่ตอนนี้ผู้บริหารบอกว่า อยากทำความรู้จักกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ “Gen Z” อยากให้เด็กๆ กลุ่มนี้โตไปด้วยกัน
“มากุโระ กรุ๊ป” เริ่มด้วยการปรับวิธีสื่อสารให้ทันสมัยมากขึ้น ใช้ภาษาแบบเดียวกัน ออกเมนูหรือโปรดักต์ที่มีความยืดหยุ่นสูง มี “Entry Price” หรือราคาเริ่มต้นที่เข้าถึงได้ง่าย มีตั้งแต่ราคา 200-300 บาท มาพร้อมข้าว เนื้อสัตว์ ผักสลัด “ป้อ” บอกว่า ต้องการดึงกลุ่มที่ยังไม่มีกำลังซื้อสูงมากเข้ามาเป็นลูกค้า ให้นักศึกษาหรือเด็กจบใหม่เปิดใจเข้ามาใช้บริการดู ซึ่งแผนในปีนี้จะทำเมนูราคาย่อมเยากับทุกแบรนด์ในเครือ อยากให้กลุ่ม “Young Gen” โตไปพร้อมแบรนด์ จนถึงวันที่มีกำลังซื้อมากขึ้น สามารถใช้จ่ายกับเมนูราคาพรีเมียมในร้านได้
-จักรกฤติ สายสมบูรณ์ หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งเครือมากุโระ-
นอกจากนี้ “IPPE KOPPE” แบรนด์ใหม่แกะกล่องที่กำลังจะเปิดทำการในเดือนเมษายนนี้ก็มีราคาเข้าถึงง่ายเช่นกัน เรียกว่า เป็น “แกงกะหรี่สเปเชียลตี้” ที่มีความเก่งเฉพาะด้าน ปราณีตและลงลึกในกรรมวิธีการทำ ติดอันดับ 1 ใน 100 ร้านขายดีของญี่ปุ่น เพิ่มความพิเศษด้วยเลเวลความเผ็ดที่มีให้เลือก 3 ระดับ จากเดิมของแบรนด์ต้นกำเนิดที่มีความเผ็ดระดับเดียว
ผู้บริหาร มองว่า แกงกะหรี่เป็น “Comfort Food” ใช้เวลาปรุง เสิร์ฟ ทานไม่นาน พนักงานออฟฟิศเข้ามากินเป็นมื้อกลางวันได้ ระบุว่า หลังวิกฤติโรคระบาดใหญ่จบลง พฤติกรรมการกินของคนไทยเปลี่ยนไป ไม่ได้มาเป็นกลุ่มใหญ่ 4-5 คน อาจมากินคนเดียวหรือมาเพียง 1-2 คนเท่านั้น กลิ่นอายของแกงกะหรี่โฮมเมดแบบ “IPPE KOPPE” น่าจะถูกใจได้ไม่ยาก ลักษณะร้านเป็นครัวเปิด ลูกค้าได้เห็นเชฟทอดหมู ทอดกุ้ง เคี่ยวแกงกะหรี่กันแบบสดๆ ปรุงทุกจานขึ้นมาใหม่ คุณภาพอาหารสูงแต่ยังควบคุมเวลาได้ดี
“IPPE KOPPE” จะเปิดให้บริการเดือนเมษายน 2569 ที่เซ็นทรัลเวิลด์เป็นสาขาแรก ปีนี้วางแผนเปิด 1 สาขา ส่วนสาขาที่ 2 เป็นปีถัดไป แผนขยายสาขาปีนี้มีความหลากหลาย เน้นไปที่แบรนด์เรือธงอย่าง “MAGURO” และ “HITORI SHABU” ปัจจุบัน “MAGURO” ทำรายได้ให้ทั้งเครือด้วยสัดส่วน 50% อีกทั้งปีที่ผ่านมายังได้กลุ่มลูกค้าใหม่จากการทำเมนูราคาประหยัด โดยเฉพาะกลุ่ม “Young Gen” ที่ให้การตอบรับดีมาก จากเดิมลูกค้า “MAGURO” เป็นกลุ่มครอบครัว มีกำลังซื้อสูงหน่อย ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป คนที่ไม่ได้กำลังซื้อสูงมากก็เข้ามากินที่ร้านได้
ส่วนแนวทางการขยายสาขา ระบุว่า ปีหน้าจะเป็นปีแรกที่มากุโระ กรุ๊ป ออกนอกพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เล็งต่างจังหวัดที่มีกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติเยอะหน่อย เช่น พัทยา ภูเก็ต เป็นต้น แบรนด์ที่คาดว่า จะนำไปเปิดตลาดคงหนีไม่พ้น “MAGURO” และ “HITORI SHABU” อาจมี “Bincho” “Tonkatsu AOKI” หรือ “IPPE KOPPE” จับมือไปพร้อมๆ กัน เพื่อให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายสำหรับการเซตระบบหลังบ้านและการขนส่งมีประสิทธิภาพมากที่สุด
อย่างไรก็ตาม “ป้อ” มองว่า ตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นช่วงไตรมาสแรกยังทรงตัว เนื่องจาก ผู้บริโภคใช้จ่ายไปกับช่วงปลายปีหมดแล้ว และคงไม่ได้กระทบเฉพาะร้านอาหารญี่ปุ่นเพียงอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นกับร้านอาหารทุกประเภท จะอยู่รอดได้ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์การเปิดสาขาใหม่ เพิ่มเมนูใหม่ๆ รวมถึงการทำแคมเปญการตลาดได้ดีก็อาจช่วยให้แบรนด์ยืนระยะต่อไปได้ โดยช่วงไตรมาสที่ 2 ก็น่าจะมีแนวโน้มคล้ายกับช่วงต้นปีเช่นกัน





