ในห้วงเวลานี้ ภาคธุรกิจและทุกฝ่ายต่างคาดหวังการเร่งจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ภายใต้การเมืองที่มีเสถียรภาพ! เร่งการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนประเทศไทยเดินหน้าท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงรุมเร้า และแรงกดดันรอบด้านทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยเฉพาะกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง ต้นทุนพลังงานอยู่ในระดับสูง ความเสี่ยงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาทุนเทาและการทุจริต
ณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า ปี 2569 เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญความท้าทายเป็นอย่างยิ่ง จำเป็นต้องเร่งสร้างบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยให้กลับมาคึกคักอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้ความร่วมมืออย่างจริงจังและต่อเนื่องของภาครัฐและเอกชน เพื่อนำพาประเทศไทยกลับมาเดินหน้าได้อย่างมั่นคง
“หลังการเลือกตั้ง ความเชื่อมั่นของนักลงทุน ผู้ประกอบการ และประชาชน เริ่มมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น คาดว่าจะมีการประกาศคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เพื่อเข้าบริหารประเทศได้ในช่วงกลางปีนี้ ช่วยส่งสัญญาณเชิงบวกต่อบรรยากาศการลงทุน และการใช้จ่ายในภาพรวม”
ทั้งนี้ สมาคมฯ คาดหวังให้รัฐบาลใหม่สานต่อนโยบายที่มีประสิทธิผล ต่อยอดด้วยมาตรการใหม่ๆ โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับฐานราก การยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน การลดอุปสรรคต่อภาคธุรกิจ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการแข่งขัน ภายใต้กรอบการทำงานระยะ 4 ปีของทีมบริหารประเทศ
กระตุ้นกำลังซื้อทันทีปลุกเงินหมุนเวียน
โดยสมาคมฯ เสนอ "แพ็กเกจ 6 นโยบายฟื้นเศรษฐกิจ" ต่อรัฐบาลใหม่ ภายใต้แนวคิด "ช้อปคุ้ม-เที่ยวปัง-ลงทุนท้องถิ่น-SMEs แข็งแรง-แรงงานมีทักษะ-แข่งขันอย่างเท่าเทียม" เริ่มจาก
1.ช้อปคุ้ม กระตุ้นกำลังซื้อทันที ให้เงินหมุนเวียนทั่วประเทศ ผ่าน มาตรการคนละครึ่งพลัส ปลดล็อกข้อจำกัดเดิม
ให้ครอบคลุมร้านค้าปลีกทุกขนาด รวมถึงโมเดิร์นเทรด เพื่อเพิ่มทางเลือกและความสะดวกในการจับจ่าย จาก “คนละครึ่ง พลัส” ครั้งล่าสุด พบมีผู้ใช้สิทธิ์ไม่เต็มวงเงินถึง 13 ล้านคน คิดเป็นเม็ดเงินคงเหลือถึง 6,000 ล้านบาท ทำให้ประเทศเสียโอกาสในการสร้าง Multiplier Effect หรือการหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจอย่างที่ควรจะเป็น
มาตรการปรับลดอัตรา ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) จากอัตราปกติ 3% เหลือ 0-1% กลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนเงินสดและเสริมสภาพคล่องให้แก่ภาคธุรกิจได้รวดเร็ว โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ควบคู่การส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice & e-Receipt) มากขึ้น
รวมทั้งบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ขยายให้ร้านค้าปลีกทุกขนาดสามารถรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับประชาชน ซึ่งจะทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบมากขึ้น
ปั้นไทย “ชอปปิง พาราไดซ์”
2.เที่ยวปัง ยกระดับสู่จุดหมายแห่งการช้อปปิ้งและท่องเที่ยวไลฟ์สไตล์ ภายใต้ มาตรการ Instant Tax Refund นำร่องคืนภาษี VAT 7% ทันที ณ ร้านค้า สำหรับนักท่องเที่ยวที่ซื้อสินค้าขั้นต่ำ 3,000 บาท เพื่อสร้างแรงจูงใจในการชอปปิงและแข่งขันกับเพื่อนบ้านได้
ปั้นไทยเป็นสวรรค์แห่งการชอปปิง (Shopping Paradise) ยกเลิกหรือลดภาษีสินค้าไลฟ์สไตล์นำเข้า (Import Tax) กลุ่มสินค้าแฟชั่น เครื่องหนัง ความงาม เครื่องประดับ ซึ่งปัจจุบันจัดเก็บสูง 20-30% รวมทั้งนำร่องแซนด์บ็อกซ์ “เขตปลอดภาษี” (Free Tax Zone) ในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก เช่น ภูเก็ต เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใช้จ่ายสูง ดึงเม็ดเงินท่องเที่ยวกลับเข้าประเทศไทยมากขึ้น
รวมทั้งขยายขอบเขตมาตรการ “เที่ยวดีมีคืน” เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในหมวดสินค้าของฝาก สินค้าชุมชน และสินค้าเอสเอ็มอี โดยเปิดโอกาสให้ร้านค้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เข้าร่วมโครงการ และนำยอดใช้จ่ายไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้
เพิ่มขีดแข่งขันลดเศรษฐกิจกระจุกตัว
3.ลงทุนท้องถิ่น สร้างงาน สร้างรายได้ ลดกระจุกตัวทางเศรษฐกิจ โดยมุ่งลงทุนเมืองน่าเที่ยว กำหนดมาตรการจูงใจทางภาษีสำหรับภาคเอกชนไทยที่เข้าไปลงทุนในเมืองรอง (เมืองน่าเที่ยว) โดยเฉพาะโครงการหรือธุรกิจที่ก่อให้เกิดการจ้างแรงงานในพื้นที่ มีการเชื่อมโยงเอสเอ็มอีท้องถิ่นเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน ทบทวนและปรับลดโครงสร้างค่าไฟฟ้าในภาคค้าปลีก สนับสนุนสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับผู้ประกอบการที่ลงทุนในเทคโนโลยีด้านการประหยัดพลังงาน เช่น การติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์
4.SMEs แข็งแรง เพิ่มแข่งขัน ผ่านการสนับสนุนสินค้าไทย ให้ได้รับการรับรอง Made in Thailand (MiT) เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและโอกาสในการได้รับการจัดซื้อจัดจ้างจากภาครัฐ รวมทั้งขยายโอกาสในการส่งออก อุดหนุนภาษี ให้เอสเอ็มอีสำหรับสินค้าในหมวด Sustainable เพื่อลดต้นทุนและจูงใจให้เกิดการพัฒนาสินค้าและนวัตกรรมสีเขียวอย่างเป็นรูปธรรม
5.ส่งเสริมแรงงานภาคค้าปลีก เร่งนโยบาย Upskill และ Reskill แรงงานค้าปลีกให้เท่าทันเศรษฐกิจดิจิทัล ด้วยการยกระดับ Productivity ด้วย AI สนับสนุนสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีในการลงทุนระบบ AI เชิงปฏิบัติการ (Agentic AI) เช่น การนำเสนอสินค้าเฉพาะบุคคล การบริหารสต็อกและบัญชี เป็นต้น เพื่อแก้ปัญหาแรงงานยั่งยืน
เสนอให้ใช้ “มาตรฐานวิชาชีพ” เป็นตัวกำหนดค่าจ้างแทนการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแบบเหมารวม เพื่อรักษาเสถียรภาพการจ้างงาน มีการจ้างงานผู้สูงวัย เพื่อให้ผู้สูงอายุมีรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยผู้ประกอบการสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้สองเท่า การจ้างงานรายชั่วโมง เพื่อแก้ปัญหาการว่างงาน เพิ่มช่องทางให้ผู้มีรายได้น้อย เช่น ผู้สูงอายุ นักศึกษา และแรงงานนอกระบบ ส่งผลให้ผู้ประกอบการบริหารต้นทุนแรงงานได้คล่องตัวมากขึ้น และ การจ้างแรงงานต่างด้าว ลดข้อจำกัดและขั้นตอนในการจ้างแรงงานต่างด้าว เพื่อให้ภาคธุรกิจเข้าถึงกำลังคนในตำแหน่งงานที่ขาดแคลน หรือเป็นงานที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของแรงงานไทย
ลดความเหลื่อมล้ำทางการแข่งขัน
6.แข่งขันอย่างเท่าเทียม กำหนดให้แพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (อีคอมเมิร์ซ) มีหน้าที่โดยตรงในการตรวจสอบและคัดกรองสินค้าอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง อาทิ เครื่องหมาย อย. หรือ มอก. รวมถึงสินค้าที่ไม่มีฉลากภาษาไทยอย่างถูกต้อง
พร้อมกำหนดกรอบเวลาให้ดำเนินการนำสินค้าออกจากแพลตฟอร์มภายใน 24 ชั่วโมง ควบคู่กับการกำหนดให้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซทำหน้าที่จัดเก็บและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ข้ามพรมแดนแทนผู้ขายรายย่อยจากต่างประเทศ เพื่อปิดช่องว่างการจัดเก็บภาษี
“มาตรการดังกล่าวประเมินว่าจะช่วยเพิ่ม GDP อีก 0.5-1% จากคาดการณ์เดิม 1.6-2% ในปี 2569 พร้อมกระตุ้นกิจกรรมด้านเศรษฐกิจซึ่งเกิดจากการใช้จ่าย การท่องเที่ยว และการลงทุนกว่า 200,000 ล้านบาท จ้างงานมากกว่า 100,000 ตำแหน่ง ทั้งเมืองหลักและเมืองรอง”





