'เอกชน' ประสานเสียง "รัฐบาลใหม่" เร่งสางสารพัดปัญหา โดยเฉพาะ "คอร์รัปชัน" อสังหาฯ ดันต่ออายุ LTV ชงโมเดลโครงสร้างสินเชื่อถาวรหนุน ‘แก้หนี้’ ท่องเที่ยวกระทุ้งตั้งรัฐบาลเร็ว อย่ายืดเยื้อ ส.โฆษณา ดันปฏิรูปการศึกษา วาระแห่งชาติ
ปัจจัยเสี่ยงทั้งเศรษฐกิจโลก และประเทศไทยชะลอตัวต่อเนื่อง ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภาษีการค้า โดยเฉพาะ “ปัญหาปากท้อง” หนี้ครัวเรือนไทยในระดับสูงเป็นโจทย์ยาก และท้าทาย “รัฐบาลใหม่”
สุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า วาระเร่งด่วนของรัฐบาลใหม่ต้องเริ่มจากการ “แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน” อย่างยั่งยืน ผ่านการปรับโครงสร้างระบบสินเชื่อ ไม่ใช่มาตรการพักหนี้ระยะสั้นที่เพียงยืดเวลาออกไป แนวทางที่เสนอประกอบด้วยการรวมหนี้ระยะสั้น (Consolidated Debt) โดยใช้อสังหาริมทรัพย์เป็นหลักประกัน การใช้กลไก Mortgage Guarantee เพื่อค้ำประกันสินเชื่อที่อยู่อาศัย รวมถึงการกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามระดับความเสี่ยง (Risk-based Interest) เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถบริหารความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม
“ความเชื่อมั่นต้องเริ่มจากภาครัฐ เพราะเป็นผู้กำหนดนโยบาย อำนาจ และงบประมาณ เมื่อรัฐชัด สถาบันการเงินจึงกล้าปล่อยสินเชื่อ และเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้จริง”
ปัญหาเศรษฐกิจไทย ฝังรากอยู่ในโครงสร้างอำนาจที่รวมศูนย์ และผูกโยงกับปัญหาคอร์รัปชัน มีการซื้อสิทธิขายเสียง บิดเบือนการทำหน้าที่ของผู้แทน ส่งผลให้การจัดสรรงบประมาณ การอนุมัติโครงการ และการใช้ผังเมืองต่างๆ เอื้อกลุ่มผลประโยชน์มากกว่าประโยชน์สาธารณะ
4 โจทย์โครงสร้าง “รัฐต้องเร่งปฏิรูป”
โดยข้อเสนอเชิงนโยบายสำคัญประกอบด้วย 1.ปฏิรูประบบเลือกตั้งให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ เพิ่มบทลงโทษจริงจัง เปิดช่องร้องเรียน แต่ต้องมีกลไกป้องกันการกลั่นแกล้ง ครอบคลุมการเมือง ราชการ และเอกชน 2.กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เลือกตั้งผู้ว่าฯ หรือผู้บริหารจังหวัดในรูปแบบ “ซีอีโอมืออาชีพ” ไม่ยึดโยงพรรคการเมือง
3.เร่งสร้าง S-curve ใหม่ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ เช่น อาหารเพื่อสุขภาพ ศูนย์กลางทางการแพทย์ และ 4.ปรับโครงสร้างภาษีลดความเหลื่อมล้ำ และแก้ปัญหาทุนผูกขาดอย่างเป็นระบบ
สุนทร เสนอว่า รัฐส่วนกลางควรเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ลงมือทำ” เป็น “ผู้ออกแบบกติกา” เปิดทางให้จังหวัดมีแรงจูงใจพัฒนาพื้นที่ของตนเอง ลดกฎระเบียบซ้ำซ้อน ใช้ระบบดิจิทัลในการอนุญาต และกำกับดูแล เพื่อให้การตัดสินใจด้านเศรษฐกิจ และการพัฒนาเมืองเกิดขึ้นได้รวดเร็ว
“รัฐที่เล็กลงแต่ฉลาด จะช่วยลดต้นทุนธุรกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว รัฐบาลควรยึดแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ เป็นเข็มทิศการทำงาน หลีกเลี่ยงนโยบายประชานิยมที่บิดเบือนกลไกตลาด ทำลายวินัยการคลัง และสร้างภาระให้คนรุ่นหลัง โดยเฉพาะนโยบายที่ขัดต่อศีลธรรม และวัฒนธรรมพื้นฐานของสังคมไทย เช่น การพนันทุกรูปแบบ"
ต่ออายุ LTV-ลดดอกเบี้ย
ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมธุรกิจอาคารชุดไทย กล่าวว่า 3 สมาคมอสังหาริมทรัพย์หลัก ได้แก่ สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย และสมาคมอาคารชุดไทย เตรียมเสนอชุดมาตรการกระตุ้นตลาดทั้งระยะสั้น และระยะยาวต่อรัฐบาลใหม่ เพื่อประคับประคองภาคอสังหาริมทรัพย์ในปี 2569
โดยระยะสั้น ภาคเอกชนเสนอให้ขยายอายุ 2 มาตรการสำคัญ ซึ่งจะสิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย.2569 ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 มิ.ย.2570 ได้แก่ มาตรการผ่อนคลายการควบคุมสินเชื่อ หรือLTV และมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอน และจดจำนองเหลือ 0.01% สำหรับที่อยู่อาศัยทุกระดับราคา
"เพื่อสร้างความต่อเนื่องของตลาด และหลีกเลี่ยงภาวะสุญญากาศทางนโยบาย พร้อมเสนอให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หารือ กับธนาคารพาณิชย์ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงให้สอดคล้องกับทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)"
ชง 8 มาตรการโครงสร้างฟื้นเศรษฐกิจ
สำหรับระยะยาว 3 เสนอ 8 มาตรการหลัก เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ได้แก่ 1.กำหนดมาตรการ LTV ระยะยาวให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ และตลาดอสังหาริมทรัพย์ 2. อนุญาตสัญญาเช่าที่อยู่อาศัยไม่เกิน 60 ปี ทั้งคนไทย และต่างชาติ โดยจัดเก็บภาษี-ค่าธรรมเนียมจากต่างชาติ เข้ากองทุนสนับสนุนการมีบ้านของผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง 3.จัดระเบียบการอยู่อาศัยของชาวต่างชาติ ให้อยู่ภายใต้การควบคุมของคนไทย ผ่านกฎหมายอาคารชุด และจัดสรร 4.สนับสนุนมอร์เกจอินชัวรันส์สำหรับบ้านหลังแรกจากภาครัฐ ลดรีเจกต์เรตในตลาดกลาง-ล่าง
5. อนุมัติสินเชื่อตามความเสี่ยงผู้กู้ (Risk-based Lending) เพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ 6.ใช้มาตรการ Debt Warehouse นำบ้านเป็นหลักประกัน แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้นอกระบบ 7.ผลักดันโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ หรือ Man-made Project ของไทย เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ โดยไม่มีกาสิโน เช่น ศูนย์กีฬา ศูนย์ประชุมนานาชาติ สวนสนุกระดับโลก และ 8.สร้างมูลค่าเพิ่มอสังหาริมทรัพย์ไทย ผ่านการเชื่อมโยงโครงการลงทุนภาครัฐ
เปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่-วางระบบใหม่
สรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย กล่าวว่า หลังการเลือกตั้งควรเร่งจัดตั้งรัฐบาลให้เร็วที่สุดไม่เกิน 1 เดือน เพราะเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะเปราะบางมามากกว่า 3 ปี GDP หรือรายได้ของประชาชนไม่ขยับเขยื้อนมายาวนาน ขณะที่หนี้ครัวเรือนพุ่งไม่หยุด
“หากการจัดตั้งรัฐบาลยืดเยื้อเกิน 1 เดือน จะมีผลต่อการลงทุนจากต่างประเทศ เพราะนักลงทุนขาดความเชื่อมั่น"
รัฐบาลใหม่ ต้องเร่งออกนโยบายในการหาเงินเข้าประเทศ เปลี่ยนวิธีการบริหารจัดการใหม่จากแค่หยอดน้ำมันเครื่องใส่เครื่องจักรตัวเดิมที่ชำรุดเสียหายให้หมุนไปได้ แต่ใช้วิธีเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ วางระบบใหม่ ให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพเท่าเทียมกับเพื่อนบ้านในอาเซียนที่มีการปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์มา 2 ปีแล้ว
นอกจากนี้ รัฐบาลใหม่ต้องกล้าตัดสินใจลดรายจ่ายงบประมาณประจำปีของประเทศไทยที่มีมากกว่า 60% โดยปรับโครงสร้างระบบราชการ ดูแลภาคธุรกิจ SMEs ให้แข็งแรงเติบโตมากขึ้น เพราะประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแรง จะมีฐานธุรกิจ SMEs ที่แข็งแรง
เร่งแก้ ‘ปัญหาปากท้อง-ปฏิรูปการศึกษา’ พาไทยก้าวข้ามขีดจำกัด
รติ พันธุ์ทวี นายกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย (AAT)กล่าวว่า ความหวังภาคเอกชนคือ การได้เห็นรัฐบาลมีเสถียรภาพ ซึ่งการเมืองไทย รัฐบาลในลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นนานแล้วที่พรรคการเมืองได้รับคะแนนเสียงจำนวนมาก จึงควรใช้ให้เกิดประโยชน์ในการบริหารบ้านเมือง
“การฟอร์มทีมรัฐบาลจะสูตรไหนก็ตาม ขอให้คำนึงถึงประโยชน์ประเทศชาติเป็นสำคัญ”
ในฐานะภาคเอกชนต้องการเห็น 2 นโยบายเร่งด่วน ได้แก่ 1.เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะเรื่องปากท้องประชาชน ไม่ว่าจะการผลักดันผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ไทยให้แข็งแกร่ง การขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ ส่วนระยะยาว การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง การผลักดันขีดแข่งขันไทยในเวทีโลกทั้งมิติการท่องเที่ยว ซอฟต์พาวเวอร์ด้านอาหาร
“หลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเหมือนเดินหน้า 1 ก้าว แต่ถอยหลัง 5 ก้าว ทำให้ประเทศอื่นแซงไทย ซึ่งการที่รัฐบาลมีส่วนผสมที่ดีจากนักการเมืองที่เคยอยู่ในภาคธุรกิจ เคยเผชิญปัญหาเทาๆ ระบบราชการที่ล่าช้า หากนำขึ้นมาบนโต๊ะ ทำเป็นวาระแห่งชาติ การขจัดคอร์รัปชันต่างๆ ถือเป็นเรื่องดี”
และ 2.การทำให้ประเทศไทยกลับมามั่งคั่งอีกครั้ง โดยเฉพาะการค้าขายระหว่างประเทศ การขายสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ข้าว สินค้าเกษตรต่างๆ รวมถึงกระทรวงพาณิชย์ต้องทำการค้าขายให้ดี ขณะที่ความมั่นคง ปัญหาพิพาทชายแดน เป็นหน้าที่ การจัดการของทหาร ซึ่งมีภารกิจชัดเจนอยู่แล้ว
“เอกชนคาดหวังจะเห็นเสถียรภาพทางการเมืองครั้งนี้ รัฐบาลสามารถบริหารประเทศครบเทอม 4 ปี"
อีกประเด็นสำคัญคือ การวางรากฐาน ปรับโครงสร้าง หรือปฏิรูประบบการศึกษาของประเทศไทยครั้งใหญ่ จากการเรียนการสอนที่เน้นการท่องจำ ทำให้เด็กไทยสู้ในเวทีโลกค่อนข้างยาก ทำอย่างไรให้มีการสร้างสรรค์ คิดนอกกรอบมากขึ้น และสิ่งที่น่าเป็นห่วงว่าจะเป็นระเบิดเวลา บ่อนทำลายเศรษฐกิจไทยในอนาคตคือ “ทัศนคติคนรุ่นใหม่” บางส่วนที่ต้องการรวยเร็ว เป็นอินฟลูเอนเซอร์ ผู้นำทางความคิดบนโลกออนไลน์ ต้องการแค่ใช้ชีวิตสมดุล หรือ ไลฟ์ บาลานซ์ โดยไม่ทำงาน หรือเรียนรู้การทำงานหนักเพื่อจะประสบความสำเร็จ
“การแก้ปัญหาเศรษฐกิจเป็นเรื่องระยะยาวที่จำเป็น ต้องทำ ต้องปฏิวัติ ปฏิรูปใหญ่ คือ การศึกษา เพราะถือเป็นแกนสำคัญของประเทศชาติ คนที่จะมานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงอุดมศึกษาธิการ สำคัญยิ่ง บุคลากร ครู อาจารย์ ต้องยกระดับความรู้ เพื่อนำไปปรับใช้ในการเรียนการสอน”
ด้าน ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย(MAT) กล่าวว่า ภาระหน้าที่ของรัฐบาลใหม่คือ การขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวข้ามขีดจำกัด เพื่อสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน และไม่ถูกใครทิ้งให้อยู่ข้างหลัง
“รัฐบาลใหม่มีภาระขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวข้ามขีดจำกัด สร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน ประเทศไทยต้องมี Strategic Intent และ Speed of Action”
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





