2 วาระเร่งด่วนที่สมาคมโฆษณาฯ ต้องการเห็นรัฐบาลใหม่เดินหน้าคือ แก้ปัญหาปากท้องประชาชน สางหนี้ครัวเรือน เชื่อรัฐบาลเสียงข้างมากมีเสถียรภาพ หวังบริหารประเทศ 4 ปี แต่ต้องซักฟอกได้
หลังพรรคภูมิใจไทย มีคะแนนเสียงนำโด่งจากการ เลือกตั้ง ปี 2569 ทำให้เอกชนมองเห็นการเมืองที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งไม่ปรากฏภาพดังกล่าวนานแล้ว
ทั้งนี้ หลังมีรัฐบาลใหม่บริหารประเทศ จะจัดตั้งสูตรไหนขอให้คำนึงถึงประโยชน์ประเทศชาติบ้านเมืองเป็นสำคัญ พร้อมเสนอวาระเร่งด่วนต้องแก้ไข โดยเฉพาะเศรษฐกิจ ปากท้องประชาชน การเพิ่มขีดแข่งขันของประเทศไทย รวมถึงเรื่องใหญ่ รากฐานสำคัญคือ "ปฏิรูปการศึกษา" ต้องทำ เพราะเด็กไทย คนรุ่นใหม่ เริ่มสู้ชาติอื่นยาก
แก้ปัญหาปากท้องวาระเร่งด่วน
นายรติ พันธุ์ทวี นายกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย (AAT) กล่าวว่า หลังการเลือกตั้ง การนับคะแนนเสียงผ่านพ้นไป ความหวังภาคเอกชนคือ การได้เห็นรัฐบาลมีเสถียรภาพ ซึ่งการเมืองไทย รัฐบาลในลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นมานานแล้ว ที่พรรคการเมืองได้รับคะแนนเสียงส่วนใหญ่จำนวนมาก จึงควรใช้ให้เกิดประโยชน์ในการบริหารบ้านเมือง ซึ่งการจัดตั้งหรือฟอร์มทีมรัฐบาลจะเป็นสูตรไหนก็ตาม ขอให้คำนึงถึงประโยชน์ประเทศชาติเป็นสำคัญ
ทั้งนี้ หากจัดตั้งรัฐบาลเพื่อบริหารประเทศ ในฐานะภาคเอกชนต้องการเห็น 2 นโยบายเร่งด่วน ได้แก่
1.) เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะเรื่องปากท้องของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นไอเดียการผลักดันผู้ประกอบการขนาดกลาง และขนาดย่อม(เอสเอ็มอี)ไทยให้แข็งแกร่ง การขับเคลื่อนอำนาจละมุน(ซอฟต์พาวเวอร์) ตลอดจนนโยบายอื่นๆ ที่ดี โดยไม่ต้องคำนึงถึงพรรคการเมืองใดเป็นผู้ริเริ่ม
ส่วนระยะยาว การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง และมองการผลักดันประเทศไทยให้มีขีดความสามารถด้านการแข่งขันในเวทีโลกมิติต่างๆ เช่น การท่องเที่ยว ซอฟต์พาวเวอร์ ด้านอาหาร ฯลฯ เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเหมือนเดินหน้า 1 ก้าว แต่ถอยหลัง 5 ก้าว ทำให้ประเทศอื่นแซงไทย และจากการที่รัฐบาลมีส่วนผสมที่ดีจากนักการเมืองที่เคยอยู่ในภาคธุรกิจ เคยเผชิญปัญหาเทาๆ ระบบราชการที่ถ่วงความเจริญ หากนำขึ้นมาบนโต๊ะ ทำเป็นวาระแห่งชาติ การขจัดคอร์รัปชันต่างๆ ถือเป็นเรื่องดี
2.) การทำให้ประเทศไทยกลับมามั่งคั่งอีกครั้ง โดยเฉพาะการค้าขายระหว่างประเทศ การขายสินค้าโภคภัณฑ์(commodity) เช่น ข้าว สินค้าเกษตรต่างๆ รวมถึงกระทรวงพาณิชย์ต้องทำการค้าขายให้ดี ขณะที่ความมั่นคง ปัญหาพิพาทชายแดน เป็นหน้าที่ การจัดการของทหาร ซึ่งมีภารกิจชัดเจนอยู่แล้ว
“ไม่เห็นการเมือง รัฐบาลมีเสถียรภาพในการบริหารประเทศมานานแล้ว ซึ่งเอกชนคาดหวังจะเห็นเสถียรภาพทางการเมืองครั้งนี้ รัฐบาลสามารถบริหารประเทศครบเทอม 4 ปี อย่างไรก็ตาม การมีเสถียรภาพจะต้องให้ระบบรัฐสภาเดินหน้า การซักฟอกต่างๆ ทำได้ อย่าให้เกิดเผด็จการทางรัฐสภา”
ชงปฏิรูปการศึกษาไทย
นายรติ กล่าวอีกว่า ประเด็นสำคัญสุด แต่เมื่อหยิบยกมากระทุ้งภาครัฐแต่ไม่เป็นที่สนใจคือ การวางรากฐาน ปรับโครงสร้าง หรือปฏิรูประบบการศึกษาของประเทศไทยครั้งใหญ่ เนื่องจากการเรียนการสอนที่ผ่านนาน เน้นสอนการท่องจำ ไม่ได้ให้คิดสร้างสรรค์ คิดนอกกรอบ ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าการศึกษาดังกล่าวทำให้เด็กไทยสู้ในเวทีโลกค่อนข้างยาก
นอกจากนี้ สิ่งที่น่าเป็นห่วงจะเป็นระเบิดเวลาบ่อนทำลายเศรษฐกิจไทยในอนาคต คือทัศนคติคนรุ่นใหม่บางส่วนที่ต้องการรวยเร็ว เป็นอินฟลูเอนเซอร์ ผู้นำทางความคิดบนโลกออนไลน์ ต้องการแค่ใช้ชีวิตให้สมดุล หรือไลฟ์ บาลานซ์ โดยไม่ทำงาน และเรียนรู้การทำงานหนักเพื่อจะประสบความสำเร็จ หรือเก็บเกี่ยวความรู้ ประสบการณ์จากผู้นำ ผู้ใหญ่ เป็นต้น
“การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ รู้กันอยู่แล้วว่าจะต้องทำอะไร แต่บางเรื่องเป็นเรื่องระยะยาวที่ต้องทำ ซึ่งที่จำเป็น ต้องทำ ต้องปฏิวัติ ปฏิรูปอย่างใหญ่คือ การศึกษา เพราะถือเป็นแกนสำคัญของประเทศชาติ คนที่จะมานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงอุดมศึกษาธิการ สำคัญอย่างยิ่ง ส่วนบุคลากร ครู อาจารย์ จะต้องยกระดับความรู้ เพื่อนำไปปรับใช้ในการเรียนการสอน เพราะหากครูอาจารย์ไม่รู้เท่าทัน ย่อมสอนนักเรียนนักศึกษาไม่ได้ ซึ่งเรื่องการศึกษาหากเปิดกว้าง สถาบันการศึกษาภาคเอกชนถือว่ามีส่วนผสมที่ลงตัวเรื่องศาสตร์ และศิลป์”
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





