“หนังไทย”(Tollywood) จะแสดงพลังอำนาจละมุนหรือ Soft Power บนแผนที่โลก ไม่ง่าย ทว่า เอกชนจะเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการขับเคลื่อนตลาด
M Studio แม้จะเป็นน้องใหม่ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ 3 ปี แต่เบื้องประสบการณ์มากกว่านั้น เพราะบรรดาผู้ก่อตั้ง ผู้บริหารคร่ำหวอดในวงการยาวนาน 20-30 ปีแล้ว
ปี 2566 อุตสาหกรรมภาพยนตร์เบ่งบาน โดยเฉพาะหนังไทยที่ทำรายได้ ครองส่วนแบ่งการตลาดแซงหนังฮอลลีวู้ด หนังต่างประเทศอื่นๆ และมีหนังไทยทำเงิน “ร้อยล้าน” เพิ่มขึ้น ทว่าปี 2568 ด้วยปัจจัยลบรุมเร้าพร้อมกันทั้งน้ำท่วมภาคเหนือ ภาคใต้ แผ่นดินไหว เศรษฐกิจซบเซา ปัญหาขัดแย้งไทย-กัมพูชา ฯ กระเทือนกำลังซื้อผู้บริโภคและคนดูหนังไม่น้อย
สุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็ม สตูดิโอ จำกัด (M STUDIO) ฉายภาพว่า ปี 2568 ถือเป็นปีแห่งความท้าทายของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ แม้หนังไทยจะมีความคึกคัก แต่การเติบโต สัดส่วนรายได้น้อยกว่าปีก่อนหน้า เนื่องจากเผชิญปัจจัยลบแบบเต็มเหนี่ยว มารวมกันในปีเดียว ส่วนแนวโน้มปี 2569 คาดการณ์หนังไทยจะกลับมาขยายตัวอีกครั้ง จากเศรษฐกิจไทยที่คาดการณ์ว่าจะปรับตัวดีขึ้น ความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านผ่อนคลายลง การเลือกตั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้น ทุกฝ่ายปรองดองกัน
“อุตสาหกรรมหนังไทยปี 2569 คาดว่าจะดีกว่าปีก่อน แม้เศรษฐกิจจะไม่ดีขึ้นปุบปับ แต่จะเริ่มฟื้นตัว ส่วนผู้ผลิต ค่ายหนังทำหน้าที่ขับเคลื่อนหนังไทยด้วยการนำคอนเทนต์ จัดเต็มไลน์อัปหนังไทยเสิร์ฟคนดูตลอดทั้งปี รวมถึงมีตลาดต่างประเทศให้ความสนใจหนังไทยมากขึ้น เป็นแรงส่ง สร้างการเติบโตให้หนังไทย ปีนี้จึงคิดว่าเป็นปีที่ดีมากๆของหนังไทย”
ปี 2568 แม้หนังไทยจะแพ้หนังฮอลลีวู้ด แต่มีหนังไทยทำเงินทะลุ “ร้อยล้านบาท” ถึง 5 เรื่อง เช่น ธี่หยด 3 จำนวน 456 ล้านบาท ข้างบ้าน 125 ล้านบาท เสือ 106 ล้านบาท ซองแดงแต่งผี 101 ล้านบาท และเดอะ สโตน พระแท้ คนเก๊ 100 ล้านบาท
แนวโน้มปี 2569 จะมีหนังไทยเข้าฉายกว่า 60 เรื่อง ในส่วนของ M Studio มีการสร้างหนัง และจัดจำหน่ายราว 13 เรื่อง ใช้เงินลงทุนรวม 700-800 ล้านบาท ส่วนปี 2569 จะสร้างหนังไทยอีก 20 เรื่อง ผลักดันการเติบโต ที่สำคัญปีนี้จะเห็นการผนึกกำลัง “พันธมิตร” ทั้งในและต่างประเทศ เสริมแกร่ง Tollywood ด้วย เบื้องต้นเป็นพันมิตร “ทุนไทย” ราว 9 ราย เช่น ช่อง 3 ช่อง 7 เวิร์คพอยท์ แพลนบี ทีแอนด์บี มีเดีย รวมถึง “ท็อป จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา” ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของบิทคับ ที่จะสร้างอัตชีวประวัติตนเอง
ส่วนต่างประเทศได้ประกาศความร่วมมือกับ “ทุนใหญ่เกาหลีใต้” อย่าง “SHOWBOX” ที่สร้างหนังฟอร์มยักษ์ทั้ง Exhuma The Theives A Taxi Driver ฯ เพื่อร่วมทุนสร้างสร้างหนังไทย 2-3 เรื่อง นำร่องหนังแนวสยองขวัญ นอกจากนี้ได้ผนึก “ทุนใหญ่ญี่ปุ่น” ในอุตสาหกรรมหนังของญี่ปุ่น เสริมแกร่งในทุกมิติ อีกด้านสะท้อนหนังไทยมีจุดเด่นและ “โอกาส” ไปตลาดโลกได้ เพราะโปรดักชันหรือการผลิตไม่แพ้ชนชาติใด ต้นทุนไม่สูง อีกทั้งโลเกชันยังดึงดูดกองถ่ายหนังจากทั่วโลกมาไทยด้วย เช่น Jurassic World: Rebirth
“การมีพันธมิตรดีทั้งนั้น สตอรี่ บทมีคนช่วยคิด เงินลงทุนถ้าเราลงฝ่ายเดียว 100 ล้านบาท มีความเสี่ยง พอลงทุนฝ่ายละ 50 ล้านบาท หนังทำเงิน 100 ล้านบาท ดีนะ และหากดูตลาดโลก ถัดจากฮอลลีวูด มีเพียงเกาหลีใต้ ญี่ปุ่นที่แข็งแรงสุดๆ สามารถไปได้ทั่วโลก เป็นประตูสู่โลกสำหรับ M Studio และหนังไทย ที่สำคัญ อุตสหากรรมหนังในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ใหญ่มาก โลคัลแข็งแกร่งมาก และหนังไทยยังไม่เคยเจาะได้ เป็นตลาดที่เราอยากได้ ดังนั้นทุนญี่ปุ่น เกาหลีใตัดีกับเราแน่นอน ทั้งเงินทุน ความคิดสร้างสรรค์ ตลาดโลคัลที่ใหญ่ และพาหนังไทยไปได้ทั่วโลก”
สำหรับหนังไทย จะตีตลาดโลก ยังเห็นการ “ทุ่มทุนสร้าง” ที่สูงขึ้นระดับ 100 ล้านบาท จากเดิมอยู่ระดับ 30-40 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม Tollywood เพิ่งออกสตาร์ทในตลาดโลก ประเทศไทยกำลังมี “รัฐบาลใหม่” บริหารประเทศ สิ่งที่ผู้ประกอบการอยากให้รัฐเหลียวมอง ร่วมส่งเสริมหนังไทย “สุรเชษฐ์” เสนอแนะ 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1.การวางรากฐานให้แกร่งตั้งแต่การศึกษา อาจดึงผู้กำกับ ผู้เขียนบทจากเกาหลีใต้มาแบ่งปันองค์ความรู้ 2.การให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่น เงินคืน(Cash Rebate)เทียบเท่ากองถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศ และ3.ส่งเสริมการตลาดอย่างต่อเนื่อง จากที่ผ่านมาภาครัฐให้งบประมาณ สร้างศาลาไทย(พาวิลเลียน)ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ
“เรารักหนังไทยขั้นสุด และต้องการพา Tollywood นำซอฟต์พาวเวอร์ไทยสร้างผลกระทบทวีคูณทางเศรษฐกิจหรือ Multiplier ทั้งอาหาร แฟชั่น ศิลปะวัฒนธรรม การท่องเที่ยวเหมือนเกาหลี”





