วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน 2569

Login
Login

'M Studio' ผนึกทุนเกาหลีใต้-ญี่ปุ่น เปิดประตู ‘หนังไทย’ สู่ตลาดโลก

'M Studio' ผนึกทุนเกาหลีใต้-ญี่ปุ่น  เปิดประตู ‘หนังไทย’ สู่ตลาดโลก

“หนังไทย”(Tollywood) จะแสดงพลังอำนาจละมุนหรือ Soft Power บนแผนที่โลก ไม่ง่าย ทว่า เอกชนจะเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการขับเคลื่อนตลาด

M Studio แม้จะเป็นน้องใหม่ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ 3 ปี แต่เบื้องประสบการณ์มากกว่านั้น เพราะบรรดาผู้ก่อตั้ง ผู้บริหารคร่ำหวอดในวงการยาวนาน 20-30 ปีแล้ว

ปี 2566 อุตสาหกรรมภาพยนตร์เบ่งบาน โดยเฉพาะหนังไทยที่ทำรายได้ ครองส่วนแบ่งการตลาดแซงหนังฮอลลีวู้ด หนังต่างประเทศอื่นๆ และมีหนังไทยทำเงิน “ร้อยล้าน” เพิ่มขึ้น ทว่าปี 2568 ด้วยปัจจัยลบรุมเร้าพร้อมกันทั้งน้ำท่วมภาคเหนือ ภาคใต้ แผ่นดินไหว เศรษฐกิจซบเซา ปัญหาขัดแย้งไทย-กัมพูชา ฯ กระเทือนกำลังซื้อผู้บริโภคและคนดูหนังไม่น้อย

สุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็ม สตูดิโอ จำกัด (M STUDIO) ฉายภาพว่า ปี 2568 ถือเป็นปีแห่งความท้าทายของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ แม้หนังไทยจะมีความคึกคัก แต่การเติบโต สัดส่วนรายได้น้อยกว่าปีก่อนหน้า เนื่องจากเผชิญปัจจัยลบแบบเต็มเหนี่ยว มารวมกันในปีเดียว ส่วนแนวโน้มปี 2569 คาดการณ์หนังไทยจะกลับมาขยายตัวอีกครั้ง จากเศรษฐกิจไทยที่คาดการณ์ว่าจะปรับตัวดีขึ้น ความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านผ่อนคลายลง การเลือกตั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้น ทุกฝ่ายปรองดองกัน

'M Studio' ผนึกทุนเกาหลีใต้-ญี่ปุ่น  เปิดประตู ‘หนังไทย’ สู่ตลาดโลก ปี 2568 ค่าย M Studio ครองส่วนแบ่งตลาดหนังไทย 61% จากมูลค่าตลาด 1,518.25 ล้านบาท

“อุตสาหกรรมหนังไทยปี 2569 คาดว่าจะดีกว่าปีก่อน แม้เศรษฐกิจจะไม่ดีขึ้นปุบปับ แต่จะเริ่มฟื้นตัว ส่วนผู้ผลิต ค่ายหนังทำหน้าที่ขับเคลื่อนหนังไทยด้วยการนำคอนเทนต์ จัดเต็มไลน์อัปหนังไทยเสิร์ฟคนดูตลอดทั้งปี รวมถึงมีตลาดต่างประเทศให้ความสนใจหนังไทยมากขึ้น เป็นแรงส่ง สร้างการเติบโตให้หนังไทย ปีนี้จึงคิดว่าเป็นปีที่ดีมากๆของหนังไทย”

ปี 2568 แม้หนังไทยจะแพ้หนังฮอลลีวู้ด แต่มีหนังไทยทำเงินทะลุ “ร้อยล้านบาท” ถึง 5 เรื่อง เช่น ธี่หยด 3 จำนวน 456 ล้านบาท ข้างบ้าน 125 ล้านบาท เสือ 106 ล้านบาท ซองแดงแต่งผี 101 ล้านบาท และเดอะ สโตน พระแท้ คนเก๊ 100 ล้านบาท

แนวโน้มปี 2569 จะมีหนังไทยเข้าฉายกว่า 60 เรื่อง ในส่วนของ M Studio มีการสร้างหนัง และจัดจำหน่ายราว 13 เรื่อง ใช้เงินลงทุนรวม 700-800 ล้านบาท ส่วนปี 2569 จะสร้างหนังไทยอีก 20 เรื่อง ผลักดันการเติบโต ที่สำคัญปีนี้จะเห็นการผนึกกำลัง “พันธมิตร” ทั้งในและต่างประเทศ เสริมแกร่ง Tollywood ด้วย เบื้องต้นเป็นพันมิตร “ทุนไทย” ราว 9 ราย เช่น ช่อง 3 ช่อง 7 เวิร์คพอยท์ แพลนบี ทีแอนด์บี มีเดีย รวมถึง “ท็อป จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา” ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของบิทคับ ที่จะสร้างอัตชีวประวัติตนเอง

'M Studio' ผนึกทุนเกาหลีใต้-ญี่ปุ่น  เปิดประตู ‘หนังไทย’ สู่ตลาดโลก หนังไทยจากค่ายต่างๆ ทำเงินร้อยล้าน

ส่วนต่างประเทศได้ประกาศความร่วมมือกับ “ทุนใหญ่เกาหลีใต้” อย่าง “SHOWBOX” ที่สร้างหนังฟอร์มยักษ์ทั้ง Exhuma The Theives A Taxi Driver ฯ เพื่อร่วมทุนสร้างสร้างหนังไทย 2-3 เรื่อง นำร่องหนังแนวสยองขวัญ นอกจากนี้ได้ผนึก “ทุนใหญ่ญี่ปุ่น” ในอุตสาหกรรมหนังของญี่ปุ่น เสริมแกร่งในทุกมิติ อีกด้านสะท้อนหนังไทยมีจุดเด่นและ “โอกาส” ไปตลาดโลกได้ เพราะโปรดักชันหรือการผลิตไม่แพ้ชนชาติใด ต้นทุนไม่สูง อีกทั้งโลเกชันยังดึงดูดกองถ่ายหนังจากทั่วโลกมาไทยด้วย เช่น Jurassic World: Rebirth

“การมีพันธมิตรดีทั้งนั้น สตอรี่ บทมีคนช่วยคิด เงินลงทุนถ้าเราลงฝ่ายเดียว 100 ล้านบาท มีความเสี่ยง พอลงทุนฝ่ายละ 50 ล้านบาท หนังทำเงิน 100 ล้านบาท ดีนะ และหากดูตลาดโลก ถัดจากฮอลลีวูด มีเพียงเกาหลีใต้ ญี่ปุ่นที่แข็งแรงสุดๆ สามารถไปได้ทั่วโลก เป็นประตูสู่โลกสำหรับ M Studio และหนังไทย ที่สำคัญ อุตสหากรรมหนังในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ใหญ่มาก โลคัลแข็งแกร่งมาก และหนังไทยยังไม่เคยเจาะได้ เป็นตลาดที่เราอยากได้ ดังนั้นทุนญี่ปุ่น เกาหลีใตัดีกับเราแน่นอน ทั้งเงินทุน ความคิดสร้างสรรค์ ตลาดโลคัลที่ใหญ่ และพาหนังไทยไปได้ทั่วโลก”

สำหรับหนังไทย จะตีตลาดโลก ยังเห็นการ “ทุ่มทุนสร้าง” ที่สูงขึ้นระดับ 100 ล้านบาท จากเดิมอยู่ระดับ 30-40 ล้านบาท

'M Studio' ผนึกทุนเกาหลีใต้-ญี่ปุ่น  เปิดประตู ‘หนังไทย’ สู่ตลาดโลก

อย่างไรก็ตาม Tollywood เพิ่งออกสตาร์ทในตลาดโลก ประเทศไทยกำลังมี “รัฐบาลใหม่” บริหารประเทศ สิ่งที่ผู้ประกอบการอยากให้รัฐเหลียวมอง ร่วมส่งเสริมหนังไทย “สุรเชษฐ์” เสนอแนะ 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1.การวางรากฐานให้แกร่งตั้งแต่การศึกษา อาจดึงผู้กำกับ ผู้เขียนบทจากเกาหลีใต้มาแบ่งปันองค์ความรู้ 2.การให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่น เงินคืน(Cash Rebate)เทียบเท่ากองถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศ และ3.ส่งเสริมการตลาดอย่างต่อเนื่อง จากที่ผ่านมาภาครัฐให้งบประมาณ สร้างศาลาไทย(พาวิลเลียน)ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ

“เรารักหนังไทยขั้นสุด และต้องการพา Tollywood นำซอฟต์พาวเวอร์ไทยสร้างผลกระทบทวีคูณทางเศรษฐกิจหรือ Multiplier ทั้งอาหาร แฟชั่น ศิลปะวัฒนธรรม การท่องเที่ยวเหมือนเกาหลี”