“สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย” (สทท.) รายงาน “ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบธุรกิจการท่องเที่ยวในประเทศไทย ไตรมาส 4 ปี 2568” ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นของ “นักท่องเที่ยวต่างชาติ” จำนวน 302 คน ด้วยการสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ 200 คน และชลบุรี 102 คน พบว่าผลสำรวจเกี่ยวกับ “ความกังวลด้านความปลอดภัย” ของการเดินทางมาไทย ภาพรวมนักท่องเที่ยวมีความกังวลอยู่ในระดับ “ปานกลาง” ในทุกหมวดหมู่หลัก คะแนนเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 2.96-3.34
โดยปัญหาด้านการบริการและการสื่อสาร เป็นหมวดที่นักท่องเที่ยวกังวลสูงที่สุด (คะแนน 3.34) โดยเฉพาะเรื่องภาษาและการสื่อสารกับเจ้าหน้าที่รัฐ รองลงมาคือความเสี่ยงด้านสุขภาพและอนามัย (คะแนน 3.15) กังวลเรื่องบริการการแพทย์ฉุกเฉินและปัญหามลพิษมากกว่าเรื่องโรคติดต่อหรืออาหาร
ขณะที่ความเสี่ยงด้านอาชญากรรมและการหลอกลวง (คะแนน 3.01) แม้ค่าเฉลี่ยหมวดนี้จะอยู่กลางๆ แต่มีเรื่อง “การฉ้อโกง” เป็นประเด็นที่นักท่องเที่ยวต่างชาติกังวลที่สุดในผลสำรวจทั้งหมด ส่วนปัญหาด้านการคมนาคมและอุบัติเหตุ (คะแนน 2.98) กังวลเรื่องการถูกโกงค่าโดยสารและอุบัติเหตุทางถนนในระดับที่ใกล้เคียงกัน ด้านสภาพแวดล้อมทางกายภาพและภัยธรรมชาติ (คะแนน 2.96) เป็นหมวดที่นักท่องเที่ยวกังวลน้อยที่สุด เมื่อเทียบกับหมวดอื่น
ทั้งนี้เมื่อจัดอันดับ “ความกังวลสูงสุด 5 อันดับแรก” พบว่า การหลอกลวงหรือฉ้อโกงที่มุ่งเป้านักท่องเที่ยว เช่น กลโกงจากแท็กซี่ และบริษัททัวร์ เป็นหัวข้อเดียวที่ถูกจัดอยู่ในระดับ “กังวลมาก” จากคะแนน 3.44 รองลงมาคืออุปสรรคในการสื่อสารกับคนในท้องถิ่นหรือหน่วยงานฉุกเฉิน เช่น ตำรวจ ความกังวลอยู่ระดับปานกลาง คะแนน 3.37, คุณภาพของบริการทางการแพทย์ฉุกเฉิน กังวลระดับปานปลาง คะแนน 3.31, การเอารัดเอาเปรียบ หรือการถูกเรียกรับเงินสินบนจากเจ้าหน้าที่ กังวลระดับปานกลาง คะแนน 3.31, ปัญหามลพิษ เช่น ฝุ่น PM 2.5 หรือหมอกควัน กังวลระดับปานกลาง คะแนน 3.21
ส่วนประเด็นที่ “กังวลน้อยที่สุด” คือ การถูกประทุษร้ายร่างกายและลอบทำร้าย คะแนน 2.84 และการลักพาตัวเพื่อเรียกค่าไถ่ คะแนน 2.86
และเมื่อเจาะลึกเกี่ยวกับ “ระดับความกังวลเกี่ยวกับการลักพาตัวเพื่อเรียกค่าไถ่หรือการค้าอวัยวะ” ของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้ว พบว่าภาพรวมระดับความกังวลอยู่ที่ระดับปานกลาง (คะแนน 2.79) โดยนักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออก มีระดับความกังวลสูงที่สุด (คะแนน 3.03) ตามมาด้วย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (คะแนน 3.00) ซึ่งทั้งสองตลาดกังวลในระดับปานกลาง ต่างจากนักท่องเที่ยวยุโรป มีระดับความกังวลต่ำที่สุด (คะแนน 2.45) และเป็นภูมิภาคเดียวที่มีความกังวลอยู่ในระดับน้อย
ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นฯ ของ สทท. ยังระบุถึงความคิดเห็นของนักท่องเที่ยวต่างชาติต่อความสะดวกในการเดินทางใน “กรุงเทพฯ” ด้วยว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เห็นด้วยใน “ระดับมาก” (คะแนน 3.70) ว่า “ค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงเกินไป” โดยกว่า 68% มองว่าปัญหาใหญ่ที่สุดคือต้องเสียค่าธรรมเนียมแรกเข้าซ้ำซ้อนเมื่อเปลี่ยนสายรถไฟฟ้า รองลงมา 21% มองว่าค่าโดยสารต่อเที่ยวสูงเกินไปสำหรับระยะทางใกล้ๆ โดยคิดว่าหากมีการออกบัตรสำหรับนักท่องเที่ยว (Tourist Pass) ในราคาที่เหมาะสม ใช้ได้ไม่จำกัดเที่ยว ทั้งแบบรายวันหรือหลายวัน) กว่า 71% ยืนยันว่าซื้อแน่นอน
นอกจากนี้นักท่องเที่ยวได้ระบุสิ่งที่ต้องการให้พัฒนาระบบรถไฟฟ้า อันดับ 1 คือป้ายบอกทางและข้อมูลภาษาอังกฤษ รองลงมาคือความคุ้มค่าเงินและราคาค่าโดยสาร, ความง่ายในการซื้อตั๋วโดยสาร, ความหนาแน่นของตัวรถและผู้โดยสาร และการเชื่อมต่อหรือเปลี่ยนเส้นทางไปยังระบบขนส่งอื่นๆ
อีกประเด็นการสำรวจคือความคิดเห็นของนักท่องเที่ยวต่างชาติต่อ “การท่องเที่ยวเมืองรอง” พบว่า การรับรู้และความสนใจต่อเมืองรองของนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ 72% ทราบข้อมูลเกี่ยวกับเมืองรองในระดับพอสมควร ขณะที่มีเพียง 13% ที่ทราบเป็นอย่างดี และ 15% ไม่ทราบเลย โดยมีนักท่องเที่ยวที่สนใจจะไปเยือนเมืองรอง 36% แต่ส่วนใหญ่กว่า 51% ยังคงรู้สึกไม่แน่ใจ และอีก 13% บอกว่าไม่ค่อยสนใจ
และเมื่อถามนักท่องเที่ยวต่างชาติว่าเคยเดินทางไปเมืองรองหรือไม่? พบว่า 49% เคยเดินทางไปเมืองรองแล้ว และอีก 49% ยังไม่เคยไป แต่สนใจที่จะไปเที่ยวเมืองรอง และมีเพียง 2% เท่านั้นที่บอกว่าไม่เคยไปและไม่สนใจที่จะไป
โดยปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกไปเที่ยวเมืองรอง 5 อันดับแรก ได้แก่ ต้องการสัมผัสประสบการณ์ท้องถิ่นที่แปลกใหม่และเป็นเอกลักษณ์ (45%) ต้องการหลีกเลี่ยงความแออัดของนักท่องเที่ยว (34%) ค่าใช้จ่ายในการเดินทางถูกกว่า (15%) คำแนะนำจากผู้อื่นและโซเชียลมีเดีย 9% และเป็นทางผ่านไปยังจุดหมายปลายทางอื่น 5%
เมื่อสำรวจความพึงพอใจต่อประสบการณ์เที่ยวเมืองรอง พบว่านักท่องเที่ยวมีความพึงพอใจในด้านต่างๆ อยู่ใน “ระดับมาก” ทุกด้าน (คะแนนเต็ม 5.00) ได้แก่ ความรู้สึกปลอดภัย (คะแนนสูงสุด 4.12) รองลงมาคือความเป็นมิตรต่อชาวต่างชาติ (คะแนน 4.01), คุณภาพและความหลากหลายของที่พักร้านอาหาร (คะแนน 4.00) ทั้งนี้มีความพึงพอใจโดยรวมต่อเมืองรองที่เคยไป (คะแนน 3.65), ความสะดวกในการคมนาคมขนส่ง (คะแนน 3.59) และการประชาสัมพันธ์และการตลาด (คะแนน 3.45)
รายงานจาก สทท. ระบุถึง “พฤติกรรมและการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ” ด้วยว่า ภาพรวมค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนต่อทริปในไตรมาส 4/2568 อยู่ที่ “51,286 บาท” ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดเมื่อเทียบกับทุกไตรมาสของปี 2568 มีระยะเวลาพำนักเฉลี่ยอยู่ที่ 10.66 คืน/คน/ทริป โดยกลุ่มที่ใช้จ่ายสูงสุดคือนักท่องเที่ยวจาก “ยุโรป” มีค่าใช้จ่ายสูงสุด 76,624 บาท/คน/ทริป และพำนักนานที่สุด 19.46 คืน
นักท่องเที่ยวกลุ่มซิลเวอร์เอจ (Silver Age) อายุมากกว่า 60 ปี มีค่าใช้จ่ายต่อทริปสูงที่สุด 53,630 บาท/คน/ทริป และมีวันพักเฉลี่ยนานที่สุด 26.5 คืน รองลงมาคือกลุ่มวัย 41-50 ปี มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 52,804 บาท/คน/ทริป ส่วนกลุ่มเที่ยวด้วยตัวเอง (F.I.T.) มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 51,910 บาท/คน/ทริป พำนัก 11.06 คืน สูงกว่ากลุ่มที่เดินทางกับบริษัทนำเที่ยวซึ่งมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 48,531 บาท/คน/ทริป พำนัก 8.93 คืน
สำหรับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวในไทยมากที่สุดคือ “การอ่อนหรือแข็งค่าของเงินบาท” โดยมีผลต่อการตัดสินใจมาเที่ยวไทย 90% แบ่งเป็น มีผลเล็กน้อย 60% และมีผลอย่างมาก 30%
ส่วนปัจจัย “การส่งเสริมการท่องเที่ยวช่วงปลายปี” เช่น การจัดแคมเปญ Amazing Thailand Countdown และเทศกาลลอยกระทง มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนใหญ่ 78% แบ่งเป็น มีผลเล็กน้อย 49% และมีผลอย่างมาก 29% ด้านปัจจัย “ความสำคัญในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว” พบว่า การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เป็นประเด็นที่นักท่องเที่ยวให้ความสำคัญมากที่สุด 28% รองลงมาคือการส่งเสริมกิจกรรมหรืออีเวนต์ในท้องถิ่น 26% การคมนาคม 21% ด้านสุขอนามัย 17% และด้านการตลาด 17%
จากข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่า “กิจกรรมพิเศษ” ช่วงปลายปีเป็น “ตัวเร่งสำคัญ” ที่ทำให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจเดินทางมา และส่งผลให้ไตรมาส 4/2568 กลายเป็นช่วงที่มีการใช้จ่ายต่อทริปสูงที่สุด!





