“สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย” (สทท.) รายงาน “ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบธุรกิจการท่องเที่ยวในประเทศไทย ไตรมาส 4/2568” อยู่ที่ระดับ 72 แม้จะดีขึ้นกว่าไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ระดับ 70 แต่ยังอยู่ในระดับ “ต่ำกว่าภาวะปกติ” เมื่อเทียบกับปีฐาน 2562 ก่อนโควิด-19 ระบาด และลดลงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา
ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นฯ “คาดการณ์สถานการณ์ท่องเที่ยวไตรมาส 1/2569” อยู่ในระดับ 80 เป็นการคาดการณ์สถานการณ์ท่องเที่ยวที่ดีขึ้น แต่ยังแย่กว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา หลังจากเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซัน) และมีเทศกาลท่องเที่ยวหลายงาน นอกจากนี้ความขัดแย้งระหว่างจีนกับญี่ปุ่นส่งผลบวกโดยอ้อมต่อประเทศไทย เพราะนักท่องเที่ยวจีนกลุ่มที่ยกเลิกทริปไปเที่ยวญี่ปุ่น อาจหันมามองจุดหมายปลายทางใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีไทยและเวียดนามเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ซึ่งคาดว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยดันยอดนักท่องเที่ยวจีนเข้าไทยในปี 2569 ให้สูงขึ้น
ด้าน “ผลการดำเนินธุรกิจ” ในไตรมาส 4/2568 จากการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นฯ พบว่า ภาพรวมธุรกิจส่วนใหญ่ 96% ยังคงดำเนินการเป็นปกติ และมีทิศทางที่ดีขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ส่วนปิดชั่วคราว มีเพียง 2% ส่วนใหญ่เป็นสถานบันเทิงและแหล่งท่องเที่ยวในภาคกลาง ขณะที่สัดส่วนการปิดถาวร มีเพียง 1% ส่วนใหญ่เป็นสถานบันเทิงและแหล่งท่องเที่ยวแบบมนุษย์สร้างขึ้น
แผนการดำเนินธุรกิจในไตรมาส 1/2569 ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคงเลือกที่จะ “คงสภาพเดิม” มากกว่าการขยายตัวหรือปรับเปลี่ยนราคาอย่างรุนแรง
สำหรับ “กลุ่มธุรกิจที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น” แม้ภาพรวมส่วนใหญ่จะคงที่ แต่มีบางกลุ่มธุรกิจในบางพื้นที่ที่มีแผนการปรับตัวชัดเจนกว่ากลุ่มอื่น โดยกลุ่มที่มีแผนจะจ้างงานเพิ่ม คือโรงแรมในกรุงเทพฯ รวมถึงร้านอาหาร ร้านนวดสปา และบริษัทนำเที่ยว ส่วนกลุ่มที่มีแผนจะปรับขึ้นราคาสินค้า พบว่าบริการขนส่งผู้โดยสาร (ภาคเหนือ), ร้านอาหาร (ภาคตะวันตก), และโรงแรม (ภาคเหนือกับภาคอีสาน) นอกจากนี้กลุ่มที่มีแผนจะปรับค่าแรงเพิ่มเล็กน้อย คือโรงแรม (ภาคตะวันออก), บริษัทนำเที่ยว (ภาคใต้) และร้านอาหาร (ภาคกลางกับภาคตะวันออก)
ด้านผลกระทบของ “การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400 บาทต่อวัน” ต่อธุรกิจ 2 ประเภท คือโรงแรม (สถานที่พักแรม) และสถานบันเทิง ภาพรวมพบว่าทั้งสองธุรกิจมองว่า “การขึ้นค่าแรง” ส่งผลกระทบต่อกำไรในระดับ “น้อยถึงน้อยที่สุด” โดยโรงแรมกว่า 87% มองว่ากระทบน้อยถึงน้อยที่สุด, สถานบันเทิง 97% มองว่ากระทบน้อยถึงน้อยที่สุด โดยไม่มีรายใดมองว่ากระทบมากที่สุดเลย
อย่างไรก็ตาม ทั้งสองธุรกิจมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนในการรับมือด้านราคา โดย “โรงแรม” ส่วนใหญ่ 86% ยืนยันว่า “ไม่ขึ้นราคา” แม้ค่าแรงจะเพิ่มขึ้น ในขณะที่ “สถานบันเทิง” ส่วนใหญ่ 82% ยังลังเลและไม่ตัดสินใจเรื่องการปรับราคา ในขณะที่มีการทำผลสำรวจนี้ มีเพียง 16% ที่ระบุชัดเจนว่าไม่ขึ้นราคา
ปัจจัยที่ต้องระวังในไตรมาส 1/2569 คือ “การแย่งชิงพนักงาน” เนื่องจากมีเทศกาลใหญ่ติดๆ กัน 2 ไตรมาส (ไตรมาส 4/2568 ถึงไตรมาส 1/2569) พนักงานบริการอาจทำงานหนักจนล้า (Burnout) หรืออาจขาดแคลนในช่วงพีคของเทศกาลตรุษจีน
"สทท." คาดต่างชาติเที่ยวไทยปี 69 แตะ 34 ล้านคน
ทั้งนี้ สทท. ระบุด้วยว่า คาดการณ์ “นักท่องเที่ยวต่างชาติ” ในปี 2569 จะมีจำนวน 34 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3.1% เทียบกับปี 2568 และมีรายได้ตลาดต่างประเทศ 1.64 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.1% หลังจากปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 32.97 ล้านคน ลดลง 7.2% จากปี 2567 และมีรายได้ประมาณ 1.59 ล้านล้านบาท ลดลง 4.5%
ค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวชาวไทยปี 2568 เฉลี่ย 3,906 บาทต่อคนต่อทริป เป็นแนวโน้มที่ลดลงจากปี 2567 มีจำนวนคืนพำนักเฉลี่ย 2.4 คืนต่อทริป ส่วนค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2568 เฉลี่ย 48,363 บาทต่อคนต่อทริป เป็นแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นมากกว่าปี 2567 มีระยะเวลาพำนักเฉลี่ย 9.7 คืนต่อทริป
ททท. ชี้ "ไวรัสนิปาห์" ยังไม่กระทบท่องเที่ยวไทย
ด้านสถานการณ์การระบาดของ “ไวรัสนิปาห์” (NIPAH) ในพื้นที่รัฐเบงกอลตะวันตกของ “อินเดีย” ซึ่งได้ทำการล็อกดาวน์ในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไม่ให้ขยายวงกว้าง ตั้งแต่วันที่ 23 ม.ค. 2569 ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อ แต่อาจจะส่งผลกระทบเชิงจิตวิทยากับนักท่องเที่ยวกลุ่มที่มีความกังวลและตื่นตระหนกจากข่าวสารที่เผยแพร่ออกไปในวงกว้าง
ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า จากข้อมูลสถิติ “นักท่องเที่ยวต่างชาติ” เดินทางเข้าประเทศไทยรายวัน โดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในระบบ TATIC (ณ วันที่ 26 ม.ค.) พบว่า เหตุการณ์ในครั้งนี้ยังไม่ส่งผลกระทบชัดเจนต่อสถานการณ์ท่องเที่ยวตลาดต่างประเทศ
โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติภาพรวม ระหว่างวันที่ 1-25 ม.ค. พบว่ามีอัตราการหดตัวเฉลี่ย 10% หรือมีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้าไทยสะสม 2.62 ล้านคน จากจำนวน 2.92 ล้านคนในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา มีสาเหตุจากการหดตัวของตลาดหลักในเอเชียตะวันออก ได้แก่ เอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ลดลง 32% อาเซียน ลดลง 20% และโอเชียเนีย ลดลง 7% จากผลกระทบของสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณ “ชายแดนไทย-กัมพูชา” และ “วิกฤติน้ำท่วมภาคใต้” (อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา) ในช่วงปลายปี 2568 ที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องโดยตรงกับตลาดนักท่องเที่ยวมาเลเซีย ซึ่งนิยมเดินทางผ่านด่านทางบกเป็นหลัก ประกอบกับพื้นที่ท่องเที่ยวในเมืองหาดใหญ่บางส่วนยังฟื้นตัวกลับมาได้ไม่เต็มที่
“สถานการณ์ระบาดไวรัสนิปาห์ จึงมิใช่ปัจจัยลบสำคัญที่ส่งผลให้ตลาดต่างประเทศหดตัวลง”
"อินเดีย" เที่ยวไทย เดือน ม.ค.69 คาด 2 แสนคน
เฉพาะสถานการณ์ท่องเที่ยวตลาด “อินเดีย” เดินทางเข้าไทย ระหว่างวันที่ 1-25 ม.ค.2569 มีจำนวนสะสม 1.89 แสนคน เพิ่มขึ้น 20% เทียบช่วงเดียวกันของปี 2568 และเมื่อพิจารณาสถานการณ์ท่องเที่ยวในช่วงก่อน-หลังเกิดเหตุ พบว่ายังไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยจำนวนนักท่องเที่ยวอินเดียในช่วงสัปดาห์ที่เกิดเหตุฯ (วันที่ 20-26 ม.ค.) ยังคงเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 35% เทียบช่วงเดียวกันปี 2568
สำหรับการเดินทางทางอากาศของตลาดอินเดียยังคงมีทิศทางเป็นบวก โดย 3 อันดับแรกของท่าอากาศยานในไทยที่มีนักท่องเที่ยวอินเดียเดินทางเข้ามากที่สุด ได้แก่ ท่าอากาศยานดอนเมือง มีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 15% ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพิ่มขึ้น 33% และท่าอากาศยานภูเก็ต เพิ่มขึ้น 51% ตามลำดับ
“คาดว่าแนวโน้มทั้งเดือน ม.ค. 2569 จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวตลาดอินเดียเข้าไทยอยู่ที่ประมาณ 2 แสนคน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 8% เทียบช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา”
ด้านสถานการณ์ท่องเที่ยวตลาดอื่นๆ ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แม้ในภาพรวมจะยังไม่ได้รับผลกระทบชัดเจน แต่การนำเสนอข่าวหรือประเด็นเกี่ยวกับสถานการณ์ไวรัสนิปาห์ในสื่อหลักและโซเชียลมีเดียของต่างประเทศ อาจจะส่งผลกระทบเชิงจิตวิทยาและความเชื่อมั่น โดยเฉพาะกลุ่มตลาดที่มีค่อนข้างอ่อนไหวสูงและวิตกกังวลต่อความปลอดภัย อาทิ จีน ไต้หวัน ฮ่องกง ญี่ปุ่น อาจชะลอการเดินทางเพื่อรอดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วง 1-2 สัปดาห์นี้
อย่างไรก็ตาม การออกมาตรการเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดในพื้นที่ประเทศต้นทางอย่างทันท่วงที รวมทั้งการวางแนวทางคัดกรองนักท่องเที่ยวอินเดียจากพื้นที่ดังกล่าวมายังประเทศไทย โดยเฉพาะท่าอากาศยานหลัก (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ ภูเก็ต) อาจช่วยลดทอนความรุนแรงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นและสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่กำลังวางแผนเดินทางท่องเที่ยว

