วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม 2569

Login
Login

‘มัด แอนด์ ฮาวด์-Paris Society’ ร่วมทุนเสริมแกร่งร้าน ‘เลอ กรองด์ เวฟู’ ในฝรั่งเศส

‘มัด แอนด์ ฮาวด์-Paris Society’ ร่วมทุนเสริมแกร่งร้าน ‘เลอ กรองด์ เวฟู’ ในฝรั่งเศส

"มัด แอนด์ ฮาวด์" เดินหน้าผนึกพันธมิตร "Paris Society" ร่วมทุนธุรกิจร้านอาหาร "เลอ กรองด์ เวฟู" ในฝรั่งเศส สืบสานตำนาน 240 ปี

“มัด แอนด์ ฮาวด์” หนึ่งในธุรกิจร้านอาหารชั้นนำของเมืองไทย ที่มีแบรนด์ดังในพอร์ตโฟลิโอ ทั้งแบรนด์ตัวเอง เช่น เกรฮาวด์ คาเฟ่, อนาเธอร์ฮาวด์ คาเฟ่, ครัวเอ็ม เลอ กรองด์ เวฟู และเป็นแฟรนไชส์หนึ่งเดียวในการขยายแบรนด์ระดับโลก เช่น ดังกิ้น โดนัท โอ ปองแปง ได้ยกระดับความร่วมมือกับพันธมิตร​ “Paris Society" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Accor Group ในฐานะผู้บุกเบิกด้านการฮอสพิทาลิตี้ระดับอัลตร้าพรีเมียมของฝรั่งเศส กับการ “ร่วมทุน” เพื่อขยายร้านอาหาร เลอ กรองด์ เวฟู(Le Grand Véfour)

ศุภสิทธิ์ สุขะนินทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มัด แอนด์ ฮาวด์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การร่วมทุนกับ Paris Society เป็นการเปิดบทใหม่ให้กับ Le Grand Véfour ที่เกิดจากการผสานดีเอ็นเอของ 2 องค์กรที่มีความเคารพอย่างลึกซึ้งต่อความเป็นเลิศด้านอาหาร มรดกด้านฮอสพิทาลิตี้ และศิลปะแห่งการสร้างประสบการณ์การรับประทานอาหารที่น่าจดจำ นำไปสู่การสืบสานมรดกอันโดดเด่นกว่า 240 ปีของร้านอาหารระดับตำนานแห่งนี้ ให้ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ แต่ยังคงความโดดเด่นและร่วมสมัยสำหรับคนรุ่นใหม่

‘มัด แอนด์ ฮาวด์-Paris Society’ ร่วมทุนเสริมแกร่งร้าน ‘เลอ กรองด์ เวฟู’ ในฝรั่งเศส

โดยทั้ง 2 ฝ่าย จะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด มีการผสานจุดแข็งและความเชี่ยวชาญ เพื่อร่วมกันยกระดับ Le Grand Véfour ทั้งการกำหนดทิศทางของเมนู การออกแบบ การบริการ การตลาด ตลอดจนกลยุทธ์ด้านโซเชียลมีเดีย เพื่อให้ร้านอาหารยังคงรักษามรดกทางวัฒนธรรมอาหารฝรั่งเศสต่อไป แต่สามารถดึงดูดลูกค้ารุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว

นอกจากนี้ ตามแผนงาน จะมีการปรับโฉมร้าน “Le Grand Véfour” ซึ่งลุคและคอนเซปต์ร้านใหม่จะมีการเผยโฉมในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2569 (ฤดูใบไม้ผลิ ระหว่างมี.ค.-มิ.ย.)

‘มัด แอนด์ ฮาวด์-Paris Society’ ร่วมทุนเสริมแกร่งร้าน ‘เลอ กรองด์ เวฟู’ ในฝรั่งเศส

“เราเชื่อมั่นว่า Le Grand Véfour จะยังคงสร้างความประทับใจให้กับนักชิมจากทั่วโลกต่อไป และตอกย้ำสถานะในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านการรับประทานอาหารที่โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เราตั้งตารอการทำงานร่วมกับ Paris Society เพื่อผสานศิลปะแห่งการใช้ชีวิตแบบฝรั่งเศสเข้ากับความร่วมสมัยอย่างมีสไตล์ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการสืบสานมรดกด้านอาหารระดับโลกของ Le Grand Véfour ให้คงอยู่และงดงามต่อไป”

สำหรับ Le Grand Véfour ตั้งอยู่ภายในสวน Palais Royal เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1784 ได้รับการยกย่องว่าเป็นอัญมณีแห่งศิลปะการตกแต่งสไตล์ศตวรรษที่ 18 และเป็นสถานที่นัดพบของผู้คนในแวดวงการเมือง ศิลปะ และสังคมชั้นสูงมาอย่างยาวนาน ร้านอาหารนำเสนออาหารฝรั่งเศสที่ผสานความหรูหราทางประวัติศาสตร์เข้ากับความร่วมสมัยที่มีสีสันมีชีวิตชีวาได้อย่างลงตัว ดึงดูดผู้นำทางธุรกิจ ผู้บริหารระดับสูง และนักเดินทางระดับไฮเอนด์จากทั่วโลก เสน่ห์อันยืนยงของ Le Grand Véfour ยังสะท้อนผ่านโลกภาพยนตร์ ด้วยการปรากฏตัวในซีรีส์ Emily in Paris และภาพยนตร์ Midnight in Paris โดยผู้กำกับ Woody Allen

ทั้งนี้ Le Grand Véfour หนึ่งในร้านอาหารสำคัญของ “มัด แอนด์ ฮาวด์” ทว่า สถานการณ์ร้านอาหารในประเทศฝรั่งเศสเผชิญความท้าทาย โดยปี 2568 ที่ผ่านมามีทั้งปัจจัยด้านเศรษฐกิจชะลอตัว สถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่แน่นอน มีการประท้วงเกิดขึ้น ทำให้บริษัทมีการปรับแผนธุรกิจร้านอาหารภายใต้ Mudman International Limited ด้วย

‘มัด แอนด์ ฮาวด์-Paris Society’ ร่วมทุนเสริมแกร่งร้าน ‘เลอ กรองด์ เวฟู’ ในฝรั่งเศส (จากซ้ายไปขวา)Julia Dionisi ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ Paris Society - ศุภสิทธิ์ สุขะนินทร์ -โซฟี วิน  Mud & Hound - Laurent de Gourcuff ผู้ก่อตั้ง Paris Society

ด้าน Laurent de Gourcuff ผู้ก่อตั้ง Paris Society กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมมือกับ Mud & Hound ในการร่วมขับเคลื่อนอนาคตของ Le Grand Véfour ซึ่งเป็นหนึ่งในร้านอาหารที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและได้รับการยกย่องมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ความร่วมมือครั้งนี้เปิดโอกาสให้ Paris Society ได้นำความเชี่ยวชาญทั้งหมดมาสนับสนุนการอนุรักษ์และยกระดับสถาบันที่เป็นรากฐานสำคัญของอาหารฝรั่งเศสมายาวนานกว่าสองศตวรรษ

“Le Grand Véfour สะท้อนทุกคุณค่าที่ Paris Society ยึดถือในมรดกด้านอาหารฝรั่งเศส ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพอันเป็นเลิศ ความสง่างามเหนือกาลเวลา และช่วงเวลาแห่งความประทับใจที่ยากจะลืมเลือน เราตั้งใจที่จะทำให้ Le Grand Véfour เจิดจรัสในวงการอาหารโลกต่อไป และเขียนบทใหม่ให้กับเรื่องราวของร้านอาหารระดับตำนานแห่งนี้ร่วมกับ Mud & Hound”