หลังจาก “แรบบิท โฮลดิ้งส์” ในเครือ บีทีเอส กรุ๊ป ผนึกความร่วมมือกับ “แลงแฮม ฮอสปิทาลิตี้ กรุ๊ป” (Langham Hospitality Group) เปิดตัวโรงแรม “The Langham, Custom House Bangkok” เป็นแลนด์มาร์กหรูแห่งใหม่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมเปิดให้บริการในปี 2569 บนที่ดินประวัติศาสตร์ โรงภาษีร้อยชักสาม หรือ ศุลกสถาน (Custom House) ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 6,000 ล้านบาท ล่าสุดประกาศเปิดรับทีมผู้บริหารสัญชาติไทย
Langham Hospitality Group กลุ่มธุรกิจโรงแรมระดับโลก ประกาศความคืบหน้าโครงการพัฒนาโรงแรม The Langham, Custom House Bangkok ซึ่งเป็นการนำอาคารประวัติศาสตร์อันเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของกรุงเทพฯ อย่าง “ศุลกสถาน” อายุรวมกว่า 130 ปี มารีโนเวตให้งดงาม พร้อมสร้างประวัติศาสตร์บทใหม่อีกครั้ง นับเป็นโครงการที่ถูกยกให้เป็นการเปิดตัวโรงแรมที่น่าจับตามองที่สุดของประเทศไทยในปี 2569
ขณะนี้โครงการโรงแรม The Langham, Custom House Bangkok อยู่ในช่วงเตรียมความพร้อมก่อนการเปิดตัว (Pre-opening project) และได้เริ่มดำเนินการสรรหาบุคลากรระดับบริหารที่มีความมุ่งมั่นและเชี่ยวชาญเพื่อเข้าร่วมทีม โดยในระยะแรกนี้ทางกลุ่มธุรกิจจะพิจารณาผู้สมัครสัญชาติไทยเท่านั้น
สำหรับตำแหน่งงานระดับบริหารที่เปิดรับสมัครเพื่อขับเคลื่อนโรงแรมในช่วงเริ่มต้น ประกอบด้วย:
- ฝ่ายปฏิบัติการ (Operations) : ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ (Director of Operations) โดยเน้นผู้ที่มีประสบการณ์ที่แข็งแกร่งด้านอาหารและเครื่องดื่ม (F&B)
- ฝ่ายอาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage) : หัวหน้าพ่อครัวใหญ่ (Executive Chef) ที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์สูงด้านการจัดเลี้ยงและงานอีเวนต์ (Banquet/Event)
- ฝ่ายห้องพัก (Rooms) : ผู้จัดการฝ่ายแม่บ้าน (Executive Housekeeper) และผู้จัดการฝ่ายส่วนหน้า (Front Office Manager)
- ฝ่ายการเงินและไอที (Finance & IT) : ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (Purchasing Manager) และผู้จัดการฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Manager)
โครงการ The Langham, Custom House Bangkok มีกำหนดการเปิดให้บริการในช่วงปลายปี 2026 ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการขยายฐานธุรกิจของ Langham Hospitality Group ในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยชูจุดเด่นเรื่องการผสมผสานมรดกทางประวัติศาสตร์เข้ากับบริการระดับลักชัวรี
สำหรับอาคารศุลกสถานนับเป็นหนึ่งในอาคารที่มีสถาปัตยกรรมยุโรปที่ทันสมัยที่สุดในอดีต และเมื่อประกอบกับปัจจัยภายนอกอย่างการตัดถนนเจริญกรุงเพื่อขยายเมืองกรุงเทพฯ ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 บริเวณโดยรอบโรงภาษีร้อยชักสามจึงถือเป็นย่านเศรษฐกิจที่เจริญรุ่งเรืองมากที่สุดแห่งหนึ่งในราชอาณาจักรสยาม
อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ที่มีกลุ่มชาวต่างชาติจำนวนมากเดินทางเข้ามาค้าขายและตั้งถิ่นฐานอันนำมาซึ่งการผสมผสานของวัฒนธรรมที่หลากหลายในพื้นที่ ปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวยังคงรายล้อมด้วยสถานที่สำคัญหลายแห่ง อาทิ สถานทูตฝรั่งเศส มัสยิดฮารูณ วัดม่วงแค ร้านค้าดั้งเดิม รวมถึงโรงเรียนและโบสถ์อัสสัมชัญ
ในอดีต นอกจากจะใช้เป็นที่ทำการเก็บภาษีสินค้าขาเข้าและขาออกที่เรียกว่า “ภาษีร้อยชักสาม”แล้ว อาคารแห่งนี้ยังเคยเป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงสังสรรค์ของเชื้อพระวงศ์และชาวต่างชาติ และเป็นส่วนหนึ่งของงานสมโภชเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จนิวัติพระนครหลังจากเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก
จนกระทั่งปี 2502 อาคารศุลกสถานถูกปรับเป็นที่ทำการของสถานีตำรวจดับเพลิงบางรัก อยู่เป็นระยะเวลายาวนานกว่า 60 ปี ก่อนจะย้ายออกไป ปัจจุบันตัวอาคารถูกปิดการเข้าใช้งาน และอยู่ในสภาพทรุดโทรม โดยมีโครงสร้างส่วนหนึ่งชำรุดผุพัง





