คุยกับ “ไอไอคอมบายนด์” ผู้นำเข้า “GENTLE MONSTER” อยู่ไทยมา 2 ปี ทำเงินทะลุ “300 ล้าน” ขยายไปแล้ว 3 สาขา โดดเด่นเรื่องดีไซน์-คนรุ่นใหม่มองแว่นตาเป็นแฟชั่นที่ขาดไม่ได้ ปีนี้ตั้งเป้าโตอีก 100% แตะระดับ “600 ล้าน” ขอขยายออกนอกกรุงเทพฯ เล็ง “ภูเก็ต” สาขาถัดไป
แม้เศรษฐกิจภาพรวมของไทยและระดับโลกจะยังซบเซา แต่เชื่อหรือไม่ว่า สินค้าแฟชั่นที่ถูกจัดหมวดหมู่ในกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยกลับโตวันโตคืน “GENTLE MONSTER” คือหนึ่งในแบรนด์ที่เติบโตสวนทางตลาด เข้ามาเปิดตัวในไทยเมื่อปี 2566 นับจนถึงตอนนี้ก็เพิ่งครบรอบ 2 ปีไปหมาดๆ พร้อมกับรายได้ “300 ล้านบาท” ขณะที่หน้าร้านมีเพียง 3 สาขา ไม่ได้ทำการตลาดบนแพลตฟอร์มออนไลน์ อยากได้ต้องมาซื้อที่สาขาเท่านั้น
“สลิล สุญาณเศรษฐกร” ประธานกรรมการ บริษัท ไอไอคอมบายนด์ (ไทยแลนด์) จำกัด เล่าภาพรวมปีที่ผ่านมาให้ฟังว่า ยอดขาย “GENTLE MONSTER” มีทิศทางบวก กระจายตัวทั้งหมด 3 สาขา ได้แก่ เอ็มควอเทียร์ สยามพารากอน และไอคอนสยาม ยอดขายทั้ง 3 สาขาดีมากและยังดีขึ้นต่อเนื่อง โดยปีนี้คาดว่า ช่วง “วาเลนไทน์” และ “ตรุษจีน” จะสร้างการเติบโตให้แบรนด์ได้เป็นอย่างดี
ย้อนกลับไปก่อนที่ “GENTLE MONSTER” จะเข้ามาปักหลักในไทย “สลิล” บอกว่า พูดคุยกับประเทศแม่หลายปี จุดเริ่มต้นมาจากตัวเธอเองที่ได้มีโอกาสไปเห็นร้านที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ความน่าสนใจคือแต่ละสาขาให้ประสบการณ์ไม่เหมือนกัน ไม่เหมือนแว่นตาแบรนด์อื่นๆ ที่เคยเจอ ส่วนที่ “สลิล” เจอครั้งนั้น พบว่า หน้าร้านถูกเนรมิตอยู่บนซากปรักหักพังของเรือ
จากนั้นก็ลองไปเดินสาขาอื่นๆ ดู จึงพบว่า มีคอนเซปต์แตกต่างกันหมด “สลิล” มองว่า ถ้าได้โอกาสนำแบรนด์มาเปิดในไทยคงน่าสนใจไม่น้อย ประกอบกับวิสัยทัศน์ของผู้ก่อตั้งที่อยากทำแว่นตาสำหรับคนเอเชีย เพราะยุคก่อนมีเพียงแว่นสำหรับคนยุโรปเท่านั้น ในอดีตตลาดแว่นตาเล็กมาก ค่อนข้างเฉพาะกลุ่ม แต่ปัจจุบันไม่ได้เป็นเช่นนั้นแล้ว “แว่นตา” กลายเป็นส่วนหนึ่งของแฟชั่น ตลาดเปิดกว้างมากขึ้น คนไม่ได้ใส่เพื่อกันแดดอย่างเดียวแต่ใส่เพื่อให้ภาพรวมการแต่งตัวสมบูรณ์แบบมากขึ้นด้วย
“สลิล” เล่าว่า วิธีคิดของ “GENTLE MONSTER” สะท้อนออกมาจากชื่อแบรนด์ที่เป็นการผสมคำระหว่าง “GENTLE” และ “MONSTER” แม้ภายนอกจะดูนุ่มนวลแต่ภายในมีความคิดแตกต่างไม่เหมือนใคร มีโปรดักต์ที่ดีแต่ก็มีดีไซน์ที่แตกต่างได้ นั่นจึงเป็นที่มาของดีไซน์ที่โดดเด่นจนทำให้แบรนด์แว่นตาสัญชาติเกาหลีเติบโตก้าวกระโดด
สำหรับในไทย “GENTLE MONSTER” กำลังเดินทางเข้าสู่ขวบปีที่ 3 พร้อมกับความท้าทายหลายด้านท่ามกลางตลาดลักชัวรี ทว่า ทุกแบรนด์ต่างปรับกลยุทธ์เพื่อดึงจุดแข็งออกมา “GENTLE MONSTER” เน้นทำ “Emotional Experience” แต่ขณะเดียวกันก็ต้องให้ความสำคัญเรื่องราคา ปิดช่องโหว่ทางการแข่งขัน ตอนนี้ปรับราคาเริ่มต้นลงมาที่ 8,000 บาท สูงสุดอยู่ที่ 14,000 บาท ยกเว้นรุ่นลิมิเต็ดที่อาจขึ้นไปแตะระดับเกือบๆ 20,000 บาท
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารมองว่า “GENTLE MONSTER” ไม่ได้ให้น้ำหนักที่ราคามากเท่ากับประสบการณ์ที่ลูกค้าจะได้รับหลังเข้ามาใช้บริการ ไม่ได้ต้องการตีตลาดบนเท่านั้นแต่อยากให้สินค้าเข้าถึงได้ทุกกลุ่ม และทุกครั้งที่กลับมาใช้บริการลูกค้าต้องได้รับความรู้สึกแบบเดิม 100%
“เราให้ Emotional Experience ทำให้เขารู้สึกว่า มาซื้อของแท้ และทันทีที่เข้ามาจะรู้สึกว่า ประสบการณ์นี้ไม่สามารถหาซื้อที่ไหนได้ มาถึงแล้วได้เจอการบริการ ลองสินค้า การการันตีตลอดชีวิต มั่นใจว่า เราเป็นเบอร์หนึ่ง ยังไม่มีคู่แข่งตรงๆ GENTLE MONSTER มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนคนอื่น เวลาลูกค้าเปรียบเทียบน้อยมากที่จะได้ยินในเชิงนั้น ที่เกาหลีก็มีแบรนด์ที่คล้ายกัน แต่เราไม่ได้มองด้วยซ้ำว่า เขาเป็นคู่แข่ง เราเป็น One of a kind ที่ไม่เหมือนใคร”
“สลิล” มองว่า จริงๆ แล้วการใช้จ่ายของคนไทยมีแนวโน้มดีขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา การปรับราคาลงก็เป็นส่วนหนึ่งที่ไปกระตุ้นยอดขาย อย่าง “Bouquet Collention” คอลเลกชันล่าสุดใช้วัสดุดีขึ้นแต่ปรับราคาลง ไซซ์ขนาดกะทัดรัดขึ้นเพื่อให้เหมาะกับรูปหน้าคนเอเชีย กลุ่มลูกค้าที่มาซื้อแบ่งเป็นคนไทย 50% และต่างชาติ 50% โดยต่างชาติส่วนใหญ่เป็นประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีนชะลอตัวเล็กน้อย ส่วนระยะยาวอยากให้สัดส่วนคนไทยมากขึ้นเป็น 70% เพื่อสร้างสมดุลให้แบรนด์
ภาพของปีนี้ “GENTLE MONSTER” ยังเน้นออฟไลน์เหมือนเดิม สร้างประสบการณ์ให้การไปหน้าร้านแต่ละสาขาแตกต่างกัน รวมถึงยังเพิ่มบริการตรวจวัดตัดแว่นสายตา สักกลางปีนี้น่าจะได้เห็นกัน เชื่อว่า ถ้ามีบริการตรวจวัดสายตาพร้อมเปลี่ยนเลนส์จะทำให้การบริการครบลูปมากขึ้น
การเติบโตตลอด 2 ปีที่ผ่านมา “สลิล” ระบุว่า จากปี 2566 มาถึง 2567 โตแบบ Double Digits ส่วนปีที่ผ่านมาทำเงินไปได้ 300 ล้านบาท ตั้งเป้าปีนี้เติบโตอีก 100% คาดว่า จะมีรายได้ “600 ล้านบาท” ปีที่ผ่านมาถือว่า เติบโตสูงมาก สาขาสยามพารากอนเพิ่งเปิดเมื่อเดือนกันยายน ส่วนสาขาไอคอนสยามเปิดช่วงเดือนธันวาคม หลังจากนี้วางแผนเพิ่มศักยภาพหน้าร้านทั้ง 3 แห่ง พร้อมกับการคอลแล็บส์เพื่อสร้างความแปลกใหม่
สาขาถัดไป “สลิล” อยากพา “GENTLE MONSTER” ออกนอกกรุงเทพฯ คิดว่า 3 สาขาค่อนข้างครอบคลุมพื้นที่ Prime Location ทั้งหมดแล้ว เบื้องต้นวาง “ภูเก็ต” เป็นสาขาถัดไป เพราะมีฐานคนท้องถิ่นที่แข็งแรง รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูง
“ความท้าทายที่มองเห็นก็อยากให้ปัญหาคลี่คลาย ทั้งเรื่องการเมืองที่อยากให้เลือกตั้งและบริหารประเทศได้ยาวอย่างที่เราต้องการ อยากเห็นทัวร์ริสต์เดินทางเข้ามาประเทศไทย อยากให้ปัญหาสแกมเมอร์หมดไป ไทยเป็นจุดที่มีแต่คนอยากมา ทั้งของกิน ท่องเที่ยว แฟชั่นไลฟ์สไตล์ ห้างเยอะมาก เซอร์วิสถึง แต่พอเราโดนบล็อกจากเรื่องพวกนี้ทำให้เราค่อนข้างเสียโอกาส”





