เทรนด์ตลาด “งานแสดงสินค้า” (Exhibition) เปลี่ยนไปมาก ไม่ใช่แค่อีเวนต์ส่งเสริมการขายทั่วไป แต่พลิกโฉมสู่การสร้าง “แพลตฟอร์ม” (Platform) ทางเศรษฐกิจ ด้วยการนำไฮไลต์ด้านนโยบายของแต่ละประเทศหรือระดับภูมิภาคมาเป็นตัวชูโรง! โดยสมาคมการแสดงสินค้าโลก (UFI) ชี้ถึงอิมแพ็คของงานแสดงสินค้า ว่าเป็นแพลตฟอร์มที่มีทั้ง “การค้า” และ “การลงทุน” เกิดขึ้นทุกงาน เมื่อแพลตฟอร์มนี้ไปอยู่มุมไหนของโลก ก็จะมีนักลงทุนและเทคโนโลยีตามมาด้วย
ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ กล่าวว่า แม้ที่ผ่านมา “ประเทศไทย” จะได้รับการมองว่าเป็นจุดหมายปลายทางที่มีมากกว่าการอำนวยความสะดวกหรือความพร้อมด้านสถานที่จัดงานด้าน “ไมซ์” (MICE: การประชุม เดินทางเพื่อเป็นรางวัล สัมมนา และงานแสดงสินค้า) ซึ่งเคยรุ่งโรจน์ สร้างรายได้รวมกว่า 200,000 ล้านบาทเมื่อปี 2562 ก่อนโควิด แต่ปัจจุบันประเทศคู่แข่งโดยเฉพาะใน “เอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ต่างก็มีความพร้อมด้านศูนย์ประชุม โรงแรม และเที่ยวบินระหว่างประเทศ เพราะฉะนั้นประเทศไทยจะชนะบนเวที “งานแสดงสินค้า” ได้ ต้องงัด “ประเด็น” (Issue) หรือเทรนด์เศรษฐกิจในระดับภูมิภาคมาแข่งขัน
“ทีเส็บจึงชูว่าประเทศไทยคือเกตเวย์อาเซียน (Gateway of ASEAN) ของตลาดงานแสดงสินค้า ผู้จัดสามารถโคลนนิ่งงานในประเทศหรือภูมิภาคอื่นๆ มาจัดในไทย โดยทีเส็บได้ช่วยผู้จัดงานเชื่อมโยงกับกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะผู้ซื้อ ผู้ขาย และผู้เยี่ยมชมงาน ว่าการเดินทางมาร่วมงานแสดงสินค้าในไทย ไม่ใช่ว่ามาแล้วจะได้ลูกค้าเฉพาะคนไทย แต่ได้ลูกค้าทั้งอาเซียน”
ส่องอุตสาหกรรมเป้าหมายดันงานแสดงสินค้าในไทยโต
สำหรับ “อุตสาหกรรมเป้าหมาย” ของการจัดงานแสดงสินค้าในไทย อาทิ กลุ่ม “Agriculture & Food Processing” ปัจจุบันประเทศไทยเป็นผู้นำและมีงานใหญ่อย่าง Thaifex เป็นแม่เหล็ก นอกจากนี้ยังมีงาน Food Ingredient ซึ่งนำเสนอวัตถุดิบมาพัฒนาให้เกิดการแปรรูปในอนาคต มาจัดในไทยและใหญ่พอๆ กับงานในประเทศจีน อีกหมวดน่าสนใจและกำลังมาแรงคือตลาดสัตว์เลี้ยง ซึ่งไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารสัตว์ใหญ่อันดับ 3 ของโลก
กลุ่ม “ยานยนต์ไฟฟ้า” (EV) ในอดีตประเทศไทยเคยมีชื่อเสียงในฐานะ “Detroit of Asia” แต่ปัจจุบันผู้ประกอบการมีการปรับตัวอย่างรวดเร็วสู่ฐานการผลิตชิ้นส่วนและอะไหล่ EV อีกกลุ่มที่มีศักยภาพสูงคือ “สุขภาพและอายุยืนยาว” (Wellness & Longevity) ต่อยอดจากการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ มุ่งสู่การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ซึ่งกลุ่มคนรุ่นใหม่มีกำลังซื้อสูง ต้องการดูแลสุขภาพขั้นกว่า
และกลุ่ม “ดิจิทัล เทคโนโลยี และนวัตกรรม” เติบโตก้าวกระโดดและสามารถผสมผสานได้กับทุกอุตสาหกรรม ปัจจุบันได้เปลี่ยนรูปแบบจัดงานจากการออกบูธทั่วไป มาเป็นรูปแบบกึ่ง Festival กึ่ง Summit มากขึ้น ซึ่งโคลนนิ่งรูปแบบมาจากสหรัฐ เช่น งาน Gamescom Asia & Thailand Game Show ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในไทย
“เทรนด์สำคัญที่ได้ไปต่อในปี 2569 คือความยั่งยืน ซึ่งเปรียบเหมือน WiFi เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ความยั่งยืนในโลกยุคใหม่จึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐาน ผู้จัดงานระดับโลกต่างต้องการสถานที่เข้าถึงง่ายและมีนโยบายเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม”
ปั้นแพลตฟอร์มเชื่อมระบบนิเวศ-ลุยโรดโชว์ต่างประเทศ
ศุภวรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทีเส็บจะมุ่งสร้างความแตกต่างแก่งานแสดงสินค้าไทย ด้วยการใช้เทคโนโลยีและข้อมูลของภาครัฐและเอกชนสร้างการเติบโตร่วมกัน ด้วยการเปิดตัวแอปพลิเคชัน “Jergan” (เจอกัน) เพื่อสร้างประสบการณ์แก่นักเดินทางไมซ์ให้สามารถเข้าถึงสถานที่ ชุมชน อาหารท้องถิ่น และกิจกรรมรอบสถานที่จัดงาน นอกจากนี้ยังมีแพลตฟอร์ม “ไมซ์มงคล” ซึ่งทำร่วมกับ Fastwork เพื่อเชื่อมโยงฟรีแลนซ์ในอุตสาหกรรมไมซ์กับผู้จัดงาน
ขณะเดียวกัน ทีเส็บเดินหน้าเจาะ “ตลาดต่างประเทศ” อย่างต่อเนื่องในปีนี้ โดยในเดือน มี.ค. จะจัดโรดโชว์ที่สิงคโปร์ซึ่งเป็นฐานสำนักงานใหญ่ขององค์กรธุรกิจมากมาย และราวเดือน มิ.ย.-ก.ค. จะร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ จัดทำต้นแบบ “ไทยแลนด์พาวิลเลียน” (Thailand Pavilion) ในเซินเจิ้น เมืองใหญ่เจ้าของฉายาซิลิคอนวัลเลย์แห่งจีน บนพื้นที่ขนาด 5,000 ตารางเมตร ภายใต้แนวคิด “Meet Thai” เพื่อดึงดูดกลุ่มองค์กร โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีที่มีกำลังซื้อสูง ให้เดินทางมาจัดงานไมซ์ในไทย
จับตาไฮไลต์งานใหญ่ปี 69 "ประชุมเวิลด์แบงก์"
สำหรับงานไมซ์ขนาดใหญ่ระดับโลกในปีนี้ ไฮไลต์คือประเทศไทยได้รับเกียรติให้จัดงาน IMF-WBG Annual Meetings หรือที่เรียกกันติดปากว่า “งานประชุมเวิลด์แบงก์” อีกครั้งในปี 2569 หลังจากเคยจัดครั้งแรกเมื่อปี 2534 โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานจากทั่วโลกกว่า 50,000 คน สร้างเงินสะพัดไม่น้อยกว่า 20,000 ล้านบาท
และยังเป็นเจ้าภาพงานแสดงสินค้าด้านอุตสาหกรรมพลังงานระดับโลก “Gastech 2026” จัดระหว่างวันที่ 14-17 ก.ย. 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค คาดมีผู้เข้าร่วมงานทั้งภาครัฐและเอกชนจากทั่วโลกไม่น้อยกว่า 50,000 คน สร้างเงินสะพัด 14,620 ล้านบาท ใช้จ่ายเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 200,000 บาท/คน/ทริป หนุนยอดจองโรงแรมระดับ 5-6 ดาวริมแม่น้ำเจ้าพระยาเต็มแล้วในตอนนี้
เล็งเสนอไทยเจ้าภาพ "COP33" กับ "World Pride 2030"
ด้าน “งานอีเวนต์ระดับโลก” ที่ทีเส็บสนใจดึงมาจัดในไทย ปัจจุบันกำลังศึกษาร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องประมูลสิทธิ์จัดงานการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศปี 2028 หรือ “COP33” หากได้จัดงานนี้จะช่วยชูภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะผู้ชี้นำด้านสิ่งแวดล้อมของภูมิภาค ว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับการสร้างโลกที่ดีกว่า (Better Planet) อย่างมาก!
นอกจากนี้ ทีเส็บเตรียมเสนอให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงาน “World Pride 2030” คาดการณ์ผู้เข้าร่วมงานกว่า 500,000 - 1,000,000 คน โดยได้ทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อจัดแคมเปญรณรงค์การเสนอตัวเป็นเจ้าภาพงานฯ ทั่วโลกตั้งแต่เดือน ม.ค.นี้ และจะทราบผลการคัดเลือกว่าประเทศใดได้เป็นเจ้าภาพในช่วงปลายปีนี้
ขณะเดียวกันทีเส็บยังมุ่งส่งเสริมการดึงงานภายใต้แนวคิด “One Convention, One Ministry” ผลักดันให้แต่ละกระทรวงมีงานไฮไลต์ระดับโลกมาจัดในไทยอีกด้วย





