ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า อาจไม่โตหวือหวาเหมือนในอดีต กลับกันการแข่งขันเดือดด้วย “สงครามราคา” แม้มาพร้อมนวัตกรรมใหม่ๆ เทคโนโลยีสุดล้ำ แต่การเติบโตไม่ร้อนแรง
ปี 2568 ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน(ไม่รวมทีวี)ไม่ว่าจะเป็น ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เครื่องปรับอากาศหรือแอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กฯ มีมูลค่า 7 หมื่นล้านบาท “ติดลบ 7.1%” หลักๆเพราะ “แอร์” ฉุดตลาด เนื่องจากปีที่ผ่านมาผู้ประกอบการนิยามว่า “ไทยไม่มีหน้าร้อน” จากปกติจะร้อน ร้อนมาก และร้อนมากขึ้น
“โตชิบา” แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าสัญชาติญี่ปุ่นที่ยืนหยัดในตลาดประเทศไทยเข้าสู่ปีที่ 57 แล้ว แม้ปัจจุบันจะอยู่ใต้ชายคา “ไมเดีย”(Midea) เครื่องใช้ไฟฟ้าจีน ที่ช่วยสร้างความแข็งแกร่งมากขึ้น พร้อมสานภารกิจไล่ล่า “เบอร์ 1” ในไทยและอาเซียน
เสาวณีย์ สิราริยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด เปิดเผยว่า พันธกิจใหญ่ของเครื่องใช้ไฟฟ้ภายในบ้านแบรนด์ “โตชิบา” คือการผลักดันสินค้าทุกหมวดหมู่(แคทิกอรี)ให้ก้าวเป็น “เบอร์ 1” ในประเทศไทยปีนี้ จากปัจจุบันสินค้า 2 หมวด ได้แก่ ตู้เย็น และไมโครเวฟ ขยับจากอันดับ 2 เป็นการปูทางให้กับสินค้าหมวดอื่นๆด้วย รวมถึงตั้งเป้าหมายการเป็น “ผู้นำ” ในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าของภูมิภาคอาเซียน
ขณะเดียวกันยังตั้งยอดขายปี 2569 เติบโต 30%สูงสุดเป็นประวัติการณ์ หากทำได้ตามเป้าจะส่งผลให้ยอดขายสูงสุดในรอบ 57 ปีของโตชิบา ไทยแลนด์ด้วย ส่วนยอดขายเชิงปริมาณปีนี้คาดแตะ 3 ล้านชิ้น จากปีก่อนขาย 2.4 ล้านชิ้น
สำหรับกลยุทธ์สร้างการเติบโต คือการต่อยอดจุดแข็งของสินค้าโตชิบาที่มีครบทุกหมวดหมู่ ทุกเซ็กเมนต์ และทุกระดับราคา(เทียร์) โดยสินค้าที่มีกว่า 300 รายการ(เอสเคยู) จะมีการวิจัยและพัฒนาสินค้านวัตกรรมใหม่ๆ ด้วยเทคโนยีที่จำเป็นต่อการใช้งานมาตอบสนองผู้บริโภคเพิ่มขึ้น โดยโฟกัสสินค้าทำเงินทั้งเครื่องซักผ้า พัดลม หม้อหุงข้าวดิจิทัล เครื่องทำน้ำอุ่น ฯ รวมถึงการ “เพิ่มโอกาส” ป้อนสินค้าสู่ตลาดหรือ Route to Market ให้เร็วขึ้น การลุยทุกช่องทางจำหน่าย ห้างค้าปลีก ตัวแทนจำหน่าย(ดีลเลอร์) รวมถึงรุกออนไลน์เจาะคนรุ่นใหม่
บริษัท ยังทุ่มงบ 12.5% ของยอดขาย สูงสุดเป็นประวัติการณ์เพื่อทำแคมเปญการตลาดและประชาสัมพันธ์ ให้น้ำหนักออนไลน์มากขึ้น รวมถึงการใช้สื่อโฆษณานอกบ้าน 5,000 ป้าย(สกรีน) จากปี 2568 ใช้ 3,300 สกรีน เป็นต้น การเสริมแกร่งบริการหลังการขาย ที่สำคัญคือการมี “ทรัพยากร” โดยเฉพาะทีมงานเพื่อสร้างการเติบโต
ปี 2568 ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน “ติดลบ” แต่ผลงานของ “โตชิบา” เติบโต 22% เหนือตลาดถึง 30% เจาะรายหมวดสินค้า “ชนะ” ตลาดทั้งหมด โดยตู้เย็น เติบโต 12.1% ตลาด “หดตัว 5.4%” ไมโครเวฟเติบโต 17% ตลาดโต 3.2% เครื่องซักผ้าโต 30% ตลาดโต 7% เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กโต 31% ตลาด “หดตัว 0.4%” และผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับน้ำโต 60% ตลาดโต 15%
“ปีนี้เราต้องการท้าทายตัวเองในการก้าวเป็นที่ 1 ของตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ไม่แค่ในประเทศไทย แต่ในอาเซียนด้วย รวมถึงทั้งกรุ๊ปที่ปัจจุบันเราโตในอัตราเร่ง 22% ขณะที่เบอร์ 1 เบอร์ 2 โตอัตราต่ำ และมีการสลับตำแหน่งกัน หากโตชิบาเราเติบโตได้ในอัตราเร่ง จะขึ้นเบอร์ 1 ภายในปีนี้”
นอกจากนี้ ระดับอาเซียนยังมองการก้าวสู่ “เบอร์ 1” ภายใน 3 ปี ตามนโยบายบริษัทแม่ที่ผลักดัน 5 ประเทศสำคัญในอาเซียน ได้แก่ มาเลเซีย ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปินส์ ซึ่งปัจจุบันมาเลเซียเป็น “เบอร์ 1” แล้ว ที่เหลือเป็นท็อป 3 หรือ ท็อป 5 ในบางประเทศ หากมองศักยภาพการรวมพลังของแบรนด์ในพอร์ตโฟลิโอทั้งกลุ่ม ได้แก่ Kupperbush แบรนด์หรูทำตลาดในยุโรป โตชิบา Teka แบรนด์ญี่ปุ่นและเกาหลี เจาะตลาดระดับกลาง-พรีเมียม ไมเดีย เจาะตลาดแมส และ Comfee เจาะตลาดคนรุ่นใหม่ จะยิ่งทำให้เป็น “ผู้นำ” ได้ง่าย
“โตชิบา ไทยแลนด์มีขนาดธุรกิจในไทยใหญ่สุดของอาเซียน ส่วนขนาดตลาดอินโดนีเซียใหญ่สุด และการที่ไทยตั้งเป้าโต 30% ถือว่าโตสูงสุดและแซงเวียดนาม ส่วนภาพรวมตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าปี 2569 คาดว่าจะกลับมาเป็นบวก หรือเติบโต 3-4% เรามองว่าการที่สามารถก้าวผ่านปี 2568มาได้ ก็ไม่กลัวอะไรอีกแล้ว เพราะภายในองค์กรมีการปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อรับมือโจทย์ท้าทาย”
ด้านกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด กล่าวว่า ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้ากลับมาเป็นอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตหรือ S-Curve อีกครั้ง จาก 8-9 ปีก่อน เหมือนเป็น “อาทิตย์อัสดง” หรือ Sunset เพราะหลายแบรนด์มีการ “ย้ายฐานทัพการผลิต” ออกจากประเทศไทยไปยังประเทศเพื่อนบ้าน
“ภาพเศรษฐกิจโดยรวม เครื่องใช้ไฟฟ้ากลับมาเป็น S-Curve กำลังก้าวขึ้นเป็นท็อป 5 ท็อป 10 อีกครั้ง จากการที่ภาครัฐดึงการลงทุนจากจีน แบรนด์จีนมาลงทุนในประเทศไทย อย่างกลุ่มไมเดีย มีโรงงานผลิตในไทยถึง 9 แห่ง สะท้อนการเป็นเสาหลักหนึ่งของเศรษฐกิจไทย”





