“ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการที่พักแรม” ประจำเดือน ธ.ค. 2568 จัดทำโดย สมาคมโรงแรมไทย (THA) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดำเนินการสำรวจระหว่างวันที่ 15-31 ธ.ค. 2568 มีผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 107 แห่ง ระบุว่า ธุรกิจ “โรงแรม” ราวครึ่งหนึ่งประเมินว่าจำนวน “นักท่องเที่ยวต่างชาติ” โดยรวมในปี 2569 จะใกล้เคียงกับปี 2568 หรือราว “33 ล้านคน” ต่ำกว่าเป้าหมายของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ซึ่งตั้งไว้ที่ 36.7 ล้านคน เพิ่มขึ้น 11% เทียบกับปีที่แล้ว
ด้านรายได้ของธุรกิจโรงแรม แม้อัตราการเติบโตของรายได้ในไตรมาส 4/2568 จะสูงกว่าไตรมาสก่อน ส่วนหนึ่งจากการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long-haul) และผลจากมาตรการเที่ยวไทยคนละครึ่งและโครงการเที่ยวดีมีคืน ที่ช่วยกระตุ้นรายได้ได้บางส่วน โดยเฉพาะโรงแรมระดับ 4 ดาวขึ้นไป แต่โดยรวมแล้ว รายได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 มีแนวโน้มปรับลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน
เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายก THA กล่าวว่า ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นฯ ระบุด้วยว่าใน “ไตรมาส 1/2569” จำนวนลูกค้าชาวต่างชาติมีแนวโน้มลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากกลุ่มลูกค้าจีนเป็นหลัก ขณะที่กลุ่มลูกค้าตลาดระยะไกลยังมีแนวโน้มขยายตัว
อย่างไรก็ดี จำนวนนักท่องเที่ยวโดยรวมมีสัญญาณดีขึ้นจากไตรมาส 4/2568 ในทุกกลุ่มลูกค้า (ทั้งจีน ตลาดระยะใกล้ และตลาดระยะไกล) ทั้งนี้โรงแรมที่คาดว่าลูกค้าต่างชาติจะเพิ่มขึ้นในไตรมาส 1/2569 เป็นกลุ่มโรงแรมระดับ 4 ดาวขึ้นไป จึงเป็นผลให้โรงแรมกลุ่มนี้สามารถปรับราคาเพิ่มได้มากกว่าโรงแรมระดับไม่เกิน 3 ดาว
“ในไตรมาส 1 ปีนี้ ธุรกิจโรงแรมมากกว่าครึ่งประเมินว่า ลูกค้าจีนมีแนวโน้มลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2568 และยังเป็นกลุ่มที่ลดลงมากที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น อย่างไรก็ดีลูกค้ากลุ่มตลาดระยะไกล (Long-haul) ยังมีแนวโน้มขยายตัว โดยเฉพาะในโรงแรมระดับ 4 ดาวขึ้นไปและโรงแรมในพื้นที่ภาคใต้”
ชี้อัปราคาห้องพัก Q1 ยาก
ด้านแนวโน้ม “ราคาห้องพัก” เฉลี่ยต่อวันในไตรมาส 1/2569 จากผลสำรวจพบว่า “ธุรกิจโรงแรมส่วนมากปรับราคาห้องพักได้จำกัด” เฉพาะโรงแรมระดับ 4 ดาวขึ้นไป พบว่าสัดส่วนกว่า 34% กำหนดราคาห้องพักใกล้เคียงเดิม ขณะที่ 35% สามารถปรับราคาห้องพักได้ แต่ส่วนใหญ่เพิ่มได้ในระดับ 3-5% มีเพียงโรงแรมสัดส่วน 4% เท่านั้นที่สามารถปรับราคาเพิ่มได้ในระดับ 6-10%
และเมื่อดูโรงแรมระดับไม่เกิน 3 ดาว พบว่าสัดส่วนกว่า 43% คาดว่าจะมีการปรับราคาห้องพักลดลง ซึ่งราว 1 ใน 5 ประเมินว่าจะลดลงอย่างน้อย 10% เทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะที่สัดส่วน 32% คาดว่าจะกำหนดราคาห้องพักใกล้เคียงเดิม
คาดอัตราการเข้าพักเฉลี่ย ม.ค. 69 อยู่ที่ 74%
สำหรับ “อัตราการเข้าพัก” คาดการณ์ว่าในเดือน ม.ค. 2569 จะเฉลี่ยอยู่ที่ 74% ลดลงจากอัตราการเข้าพักเฉลี่ยเดือน ธ.ค. 2568 ซึ่งอยู่ที่ 76% ทรงตัวจากเดือนก่อนและช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยในแต่ละภูมิภาคมีอัตราการเข้าพักเดือน ธ.ค. 2568 ใกล้เคียงกัน ภาคกลางอยู่ที่ 80% เพิ่มขึ้นจาก 78% ของเดือน พ.ย. ส่วนภาคใต้มี 79% ลดลงจาก 82% ขณะที่ภาคเหนือ 78% เพิ่มขึ้นจาก 60% และภาคตะวันออกมี 76% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 75%
“อัตราการเข้าพักเฉลี่ยเดือน ธ.ค. 2568 ทรงตัวจากโรงแรมระดับ 4 ดาวขึ้นไปเป็นสำคัญ ขณะที่โรงแรมระดับไม่เกิน 3 ดาวมีการปรับลดลง และเมื่อดูเป็นรายภูมิภาค พบว่าทรงตัวจากเดือนก่อนในหลายภูมิภาค ยกเว้นภาคเหนือที่ปรับตัวดีขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการจัดอีเวนต์มากขึ้น ขนาดการจัดงานใหญ่ขึ้น และมีการประชาสัมพันธ์มากขึ้นด้วย”
ท่องเที่ยวศักราชใหม่ปี 69 ความท้าทายพรึ่บ!
เทียนประสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาคการท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมาเป็นไปอย่างคึกคัก ผ่านกิจกรรมการจัดงาน “เคาต์ดาวน์ 2026” ในพื้นที่ต่างๆ อาทิ งาน “Amazing Thailand Countdown 2026” หนุนให้ภาพรวมการท่องเที่ยวเป็นไปในทิศทางบวกมากขึ้นทั้งตลาดในและต่างประเทศ
แต่ความท้าทายที่ต้องเผชิญยังคงมีอยู่ ทั้งด้านการแข่งขันในตลาดที่ต้องเร่งพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวสู้กับคู่แข่ง การบริการอย่างครบวงจร และการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว ซึ่งต้องปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของนักท่องเที่ยว รวมถึงการปรับเพิ่มเพดานเงินสมทบประกันสังคมที่เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 สะท้อนปัญหาที่ผู้ประกอบการโรงแรม โดยเฉพาะ “โรงแรมขนาดเล็ก” ในต่างจังหวัดกำลังเผชิญคือ ต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างมาก จากการปรับขึ้นฐานเงินเดือนที่ส่งผลให้เงินสมทบประกันสังคมเพิ่มขึ้นตามมา รวมกับภาระค่าแรงขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้น
แนะมาตรการคุม “ค่าเงินบาท” ให้เหมาะสม
“สมาคมโรงแรมไทย” หวังว่าภาครัฐจะยังคงความต่อเนื่องในการออกนโยบายและมาตรการต่างๆ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในปี 2569 โดยเน้น 4 ด้านหลัก ได้แก่ การฟื้นฟูความเชื่อมั่น, การประชาสัมพันธ์, การตลาด และการจัดกิจกรรมและอีเวนต์ รวมถึงการดึงดูดตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพ ผ่านการยกระดับการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์สร้างการรับรู้ด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญที่จะส่งผลให้ธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรมมีการเติบโตขยายตัวได้
สำหรับ “มาตรการช่วยเหลือ” ที่ผู้ประกอบการโรงแรมต้องการจากภาครัฐ ส่วนใหญ่ต้องการให้มีมาตรการ 5 ด้านหลัก ดังนี้ 1.มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวและรายได้ เพิ่มการประชาสัมพันธ์ และส่งเสริมการท่องเที่ยว ทั้งเมืองหลักและเมืองรอง ส่งเสริมการจัดประชุมสัมมนาของหน่วยงานภาครัฐ เพิ่มความสะดวกในการเดินทางเข้าประเทศและควบคุมราคาตั๋วเครื่องบินให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพิ่มมาตรการดึงดูดแพลตฟอร์มท่องเที่ยวออนไลน์ (OTA) รายใหม่จากต่างประเทศ ขยายระยะเวลาโครงการกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ และแก้ไขภาพลักษณ์ที่ไม่ดีของไทยอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ ด้านความปลอดภัย และเสถียรภาพทางการเมือง
2.มาตรการช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่าย ลดต้นทุนพลังงานและค่าใช้จ่ายด้านแรงงาน และมาตรการลดหย่อนภาษี อาทิ ภาษีนิติบุคคล ภาษีบุคคลธรรมดา และภาษีโรงเรือน 3.มาตรการด้านการเงิน เช่น การออกมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับปรับปรุงโรงแรมสำหรับปรับปรุงโรงแรม โดยเฉพาะโรงแรมที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา รวมถึงมาตรการควบคุม “ค่าเงินบาท” ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
4.มาตรการด้านแรงงาน อำนวยความสะดวกในการยื่นเอกสารอบรมเพื่อพัฒนาทักษะแรงงานพัฒนาระบบลงทะเบียนแรงงานต่างชาติให้เสถียร และ 5.มาตรการอื่นๆ เช่น การพัฒนา “โครงสร้างพื้นฐาน” ให้ทั่วถึง โดยเฉพาะด้าน “คมนาคม” เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดและลดข้อจำกัดด้านศักยภาพแข่งขันของธุรกิจ





