วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

‘โรงแรมไทย’ ชี้ไฮซีซัน Q1 อัปราคาห้องพักยาก คาดปีนี้ต่างชาติเที่ยวไทย 33 ล้านคนเท่าปี 68

‘โรงแรมไทย’ ชี้ไฮซีซัน Q1 อัปราคาห้องพักยาก คาดปีนี้ต่างชาติเที่ยวไทย 33 ล้านคนเท่าปี 68

“ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการที่พักแรม” ประจำเดือน ธ.ค. 2568 จัดทำโดย สมาคมโรงแรมไทย (THA) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดำเนินการสำรวจระหว่างวันที่ 15-31 ธ.ค. 2568 มีผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 107 แห่ง ระบุว่า ธุรกิจ “โรงแรม” ราวครึ่งหนึ่งประเมินว่าจำนวน “นักท่องเที่ยวต่างชาติ” โดยรวมในปี 2569 จะใกล้เคียงกับปี 2568 หรือราว “33 ล้านคน” ต่ำกว่าเป้าหมายของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ซึ่งตั้งไว้ที่ 36.7 ล้านคน เพิ่มขึ้น 11% เทียบกับปีที่แล้ว

ด้านรายได้ของธุรกิจโรงแรม แม้อัตราการเติบโตของรายได้ในไตรมาส 4/2568 จะสูงกว่าไตรมาสก่อน ส่วนหนึ่งจากการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long-haul) และผลจากมาตรการเที่ยวไทยคนละครึ่งและโครงการเที่ยวดีมีคืน ที่ช่วยกระตุ้นรายได้ได้บางส่วน โดยเฉพาะโรงแรมระดับ 4 ดาวขึ้นไป แต่โดยรวมแล้ว รายได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 มีแนวโน้มปรับลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน

เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายก THA กล่าวว่า ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นฯ ระบุด้วยว่าใน “ไตรมาส 1/2569” จำนวนลูกค้าชาวต่างชาติมีแนวโน้มลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากกลุ่มลูกค้าจีนเป็นหลัก ขณะที่กลุ่มลูกค้าตลาดระยะไกลยังมีแนวโน้มขยายตัว

อย่างไรก็ดี จำนวนนักท่องเที่ยวโดยรวมมีสัญญาณดีขึ้นจากไตรมาส 4/2568 ในทุกกลุ่มลูกค้า (ทั้งจีน ตลาดระยะใกล้ และตลาดระยะไกล) ทั้งนี้โรงแรมที่คาดว่าลูกค้าต่างชาติจะเพิ่มขึ้นในไตรมาส 1/2569 เป็นกลุ่มโรงแรมระดับ 4 ดาวขึ้นไป จึงเป็นผลให้โรงแรมกลุ่มนี้สามารถปรับราคาเพิ่มได้มากกว่าโรงแรมระดับไม่เกิน 3 ดาว

“ในไตรมาส 1 ปีนี้ ธุรกิจโรงแรมมากกว่าครึ่งประเมินว่า ลูกค้าจีนมีแนวโน้มลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2568 และยังเป็นกลุ่มที่ลดลงมากที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น อย่างไรก็ดีลูกค้ากลุ่มตลาดระยะไกล (Long-haul) ยังมีแนวโน้มขยายตัว โดยเฉพาะในโรงแรมระดับ 4 ดาวขึ้นไปและโรงแรมในพื้นที่ภาคใต้”

ชี้อัปราคาห้องพัก Q1 ยาก

ด้านแนวโน้ม “ราคาห้องพัก” เฉลี่ยต่อวันในไตรมาส 1/2569 จากผลสำรวจพบว่า “ธุรกิจโรงแรมส่วนมากปรับราคาห้องพักได้จำกัด” เฉพาะโรงแรมระดับ 4 ดาวขึ้นไป พบว่าสัดส่วนกว่า 34% กำหนดราคาห้องพักใกล้เคียงเดิม ขณะที่ 35% สามารถปรับราคาห้องพักได้ แต่ส่วนใหญ่เพิ่มได้ในระดับ 3-5% มีเพียงโรงแรมสัดส่วน 4% เท่านั้นที่สามารถปรับราคาเพิ่มได้ในระดับ 6-10%

และเมื่อดูโรงแรมระดับไม่เกิน 3 ดาว พบว่าสัดส่วนกว่า 43% คาดว่าจะมีการปรับราคาห้องพักลดลง ซึ่งราว 1 ใน 5 ประเมินว่าจะลดลงอย่างน้อย 10% เทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะที่สัดส่วน 32% คาดว่าจะกำหนดราคาห้องพักใกล้เคียงเดิม

 

คาดอัตราการเข้าพักเฉลี่ย ม.ค. 69 อยู่ที่ 74%

สำหรับ “อัตราการเข้าพัก” คาดการณ์ว่าในเดือน ม.ค. 2569 จะเฉลี่ยอยู่ที่ 74% ลดลงจากอัตราการเข้าพักเฉลี่ยเดือน ธ.ค. 2568 ซึ่งอยู่ที่ 76% ทรงตัวจากเดือนก่อนและช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยในแต่ละภูมิภาคมีอัตราการเข้าพักเดือน ธ.ค. 2568 ใกล้เคียงกัน ภาคกลางอยู่ที่ 80% เพิ่มขึ้นจาก 78% ของเดือน พ.ย. ส่วนภาคใต้มี 79% ลดลงจาก 82% ขณะที่ภาคเหนือ 78% เพิ่มขึ้นจาก 60% และภาคตะวันออกมี 76% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 75%

“อัตราการเข้าพักเฉลี่ยเดือน ธ.ค. 2568 ทรงตัวจากโรงแรมระดับ 4 ดาวขึ้นไปเป็นสำคัญ ขณะที่โรงแรมระดับไม่เกิน 3 ดาวมีการปรับลดลง และเมื่อดูเป็นรายภูมิภาค พบว่าทรงตัวจากเดือนก่อนในหลายภูมิภาค ยกเว้นภาคเหนือที่ปรับตัวดีขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการจัดอีเวนต์มากขึ้น ขนาดการจัดงานใหญ่ขึ้น และมีการประชาสัมพันธ์มากขึ้นด้วย”

 

ท่องเที่ยวศักราชใหม่ปี 69 ความท้าทายพรึ่บ!

เทียนประสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาคการท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมาเป็นไปอย่างคึกคัก ผ่านกิจกรรมการจัดงาน “เคาต์ดาวน์ 2026” ในพื้นที่ต่างๆ อาทิ งาน “Amazing Thailand Countdown 2026” หนุนให้ภาพรวมการท่องเที่ยวเป็นไปในทิศทางบวกมากขึ้นทั้งตลาดในและต่างประเทศ

แต่ความท้าทายที่ต้องเผชิญยังคงมีอยู่ ทั้งด้านการแข่งขันในตลาดที่ต้องเร่งพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวสู้กับคู่แข่ง การบริการอย่างครบวงจร และการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว ซึ่งต้องปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของนักท่องเที่ยว รวมถึงการปรับเพิ่มเพดานเงินสมทบประกันสังคมที่เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 สะท้อนปัญหาที่ผู้ประกอบการโรงแรม โดยเฉพาะ “โรงแรมขนาดเล็ก” ในต่างจังหวัดกำลังเผชิญคือ ต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างมาก จากการปรับขึ้นฐานเงินเดือนที่ส่งผลให้เงินสมทบประกันสังคมเพิ่มขึ้นตามมา รวมกับภาระค่าแรงขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้น

 

แนะมาตรการคุม “ค่าเงินบาท” ให้เหมาะสม

“สมาคมโรงแรมไทย” หวังว่าภาครัฐจะยังคงความต่อเนื่องในการออกนโยบายและมาตรการต่างๆ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในปี 2569 โดยเน้น 4 ด้านหลัก ได้แก่ การฟื้นฟูความเชื่อมั่น, การประชาสัมพันธ์, การตลาด และการจัดกิจกรรมและอีเวนต์ รวมถึงการดึงดูดตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพ ผ่านการยกระดับการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์สร้างการรับรู้ด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญที่จะส่งผลให้ธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรมมีการเติบโตขยายตัวได้

สำหรับ “มาตรการช่วยเหลือ” ที่ผู้ประกอบการโรงแรมต้องการจากภาครัฐ ส่วนใหญ่ต้องการให้มีมาตรการ 5 ด้านหลัก ดังนี้ 1.มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวและรายได้ เพิ่มการประชาสัมพันธ์ และส่งเสริมการท่องเที่ยว ทั้งเมืองหลักและเมืองรอง ส่งเสริมการจัดประชุมสัมมนาของหน่วยงานภาครัฐ เพิ่มความสะดวกในการเดินทางเข้าประเทศและควบคุมราคาตั๋วเครื่องบินให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพิ่มมาตรการดึงดูดแพลตฟอร์มท่องเที่ยวออนไลน์ (OTA) รายใหม่จากต่างประเทศ ขยายระยะเวลาโครงการกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ และแก้ไขภาพลักษณ์ที่ไม่ดีของไทยอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ ด้านความปลอดภัย และเสถียรภาพทางการเมือง

2.มาตรการช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่าย ลดต้นทุนพลังงานและค่าใช้จ่ายด้านแรงงาน และมาตรการลดหย่อนภาษี อาทิ ภาษีนิติบุคคล ภาษีบุคคลธรรมดา และภาษีโรงเรือน 3.มาตรการด้านการเงิน เช่น การออกมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับปรับปรุงโรงแรมสำหรับปรับปรุงโรงแรม โดยเฉพาะโรงแรมที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา รวมถึงมาตรการควบคุม “ค่าเงินบาท” ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

4.มาตรการด้านแรงงาน อำนวยความสะดวกในการยื่นเอกสารอบรมเพื่อพัฒนาทักษะแรงงานพัฒนาระบบลงทะเบียนแรงงานต่างชาติให้เสถียร และ 5.มาตรการอื่นๆ เช่น การพัฒนา “โครงสร้างพื้นฐาน” ให้ทั่วถึง โดยเฉพาะด้าน “คมนาคม” เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดและลดข้อจำกัดด้านศักยภาพแข่งขันของธุรกิจ